ตั้งข้อสังเกต หากคีย์ผิด เหตุใดจึงเกิดซ้ำต่อเนื่องนาน เผย เจอเคสผู้เสียหายข้อมูลการรักษาที่ไม่ตรงความเป็นจริง มากสุดถึง 16 ครั้ง หวั่นกระทบสิทธิรักษา-เคลมประกัน จี้ สาวถึงผู้บริหาร ไม่ใช่โยนความผิดเจ้าหน้าที่ระดับล่าง
ความคืบหน้ากรณีตัวแทนผู้เสียหายจากปัญหาข้อมูลทางการแพทย์ในระบบ “หมอพร้อม” ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนั้น ล่าสุดวันนี้ (3 ส.ค. 2569) กลุ่มผู้เสียหายได้เข้ายื่นหนังสือถึงกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการบันทึกข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ
ฮารุ หนึ่งในผู้เสียหาย ให้สัมภาษณ์ The Active เพิ่มเติมภายหลังการยื่นหนังสือว่า รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้แทนรับหนังสือ ได้แจ้งว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 วันในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน เพราะในระหว่างนี้อาจมีผู้ได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่ผิดพลาดเพิ่มเติม

“ท่านบอกว่าขอเวลา 15 วันในการสืบสวนและดูแลเรื่องนี้ แต่เราคิดว่า 15 วันก็นานไป เพราะถ้ามีคนเจ็บป่วยหรือได้รับผลกระทบในช่วงนี้อาจไม่ทันการณ์”
ผู้เสียหายระบุว่า กลุ่มผู้เสียหายเตรียมเดินหน้ายื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขของรัฐสภาในช่วงกลางสัปดาห์นี้ เพื่อขอให้มีการตรวจสอบในอีกช่องทางหนึ่ง และผลักดันให้เกิดการติดตามเรื่องอย่างจริงจัง
ไม่เชื่อคำอธิบาย “Human Error” ชี้ หากเป็นการคีย์ผิด เหตุใดจึงเกิดซ้ำต่อเนื่องนานนับสิบปี
เมื่อถูกถามถึงคำชี้แจงของกระทรวงสาธารณสุขที่ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดของบุคลากร (Human Error) และเปิดช่องให้ประชาชนยื่นอุทธรณ์เพื่อแก้ไขข้อมูล ฮารุ ระบุว่า ผู้เสียหายทุกคนรู้สึกไม่พอใจอย่างมากกับคำชี้แจงดังกล่าว เพราะมองว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง
“พวกเราฟังคำแถลงแล้วทุกคนโกรธและไม่พอใจมาก ถ้ามันเป็น Human Error จริง ทำไมถึงเกิดซ้ำ ๆ เกิดต่อเนื่องมายาวนานมากกว่า 10 ปี และเกิดขึ้นสม่ำเสมอทุกปี”
ฮารุ
เธอยังยกตัวอย่างกรณีผู้เสียหายรายหนึ่งซึ่งเดินทางมาร่วมยื่นหนังสือหลังเห็นข่าว โดยพบข้อมูลการรักษาที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงถึง 16 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดเท่าที่พบในกลุ่มผู้เสียหายในขณะนี้
“มีคุณป้าคนหนึ่งเพิ่งเห็นข่าวแล้วนั่งรถมาจากแจ้งวัฒนะ พบข้อมูลผิดถึง 16 ครั้ง ถือว่าเป็นเคสที่เยอะที่สุด ทำให้ยิ่งไม่เชื่อว่าจะเป็นแค่การคีย์ข้อมูลผิด”
ฮารุ
ตั้งข้อสงสัย อาจเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายงบประมาณและค่ายา
ฮารุ ยังย้ำว่า ส่วนตัวยังไม่เชื่อว่าปัญหาจะเป็นเพียงการบันทึกข้อมูลผิดพลาด แต่ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือค่ายาด้วย
แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะชี้แจงว่าได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้ว ไม่พบว่ามีเงินถูกโอนเข้าสถานพยาบาลโดยมิชอบ หรือมีการทุจริต แต่เธอมองว่ายังมีข้อสงสัยหลายประการ
เธอยกตัวอย่างกรณีของตนเองว่า ข้อมูลการรักษาที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงถูกบันทึกเข้าสู่ระบบตั้งแต่เดือนมกราคม แต่เพิ่งตรวจพบในเดือนกรกฎาคม ขณะที่โดยปกติการเบิกจ่ายงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลมักดำเนินการภายใน 30-90 วัน
“ข้อมูลของพี่เข้าไปตั้งแต่เดือนมกราคม แต่เพิ่งมาเจอหลักฐานในเดือนกรกฎาคม การเบิกงบก็ปกติใช้เวลา 30-90 วัน แต่พอถึงเดือนกรกฎาคม ชื่อของพี่ยังอยู่ในระบบ แบบนี้มันจะยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายจริงหรือ”
ฮารุ
จี้ตรวจสอบถึงผู้บริหาร ไม่ใช่โยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ระดับล่าง
ฮารุ บอกอีกว่า สิ่งที่ผู้เสียหายต้องการมากที่สุด คือการตรวจสอบให้ไปถึงผู้บริหารและผู้ที่รับผิดชอบตัวจริง ไม่ใช่ให้ความรับผิดตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเพียงอย่างเดียว

“เราอยากให้ไปถึงผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบโดยตรง ไม่ใช่พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ตัวเล็กตัวน้อย”
ฮารุ
เธอเปิดเผยด้วยว่า มีเจ้าหน้าที่บางรายโทรศัพท์มาขอร้องทั้งน้ำตา หลังเกิดกระแสข่าว โดยระบุว่าตนเองเป็นเพียงลูกจ้างหรือผู้รับหน้าที่บันทึกข้อมูล และเกรงว่าจะถูกลงโทษทางราชการ
“มีเจ้าหน้าที่โทรมาร้องไห้ บอกว่าเป็นคนคีย์ข้อมูล เป็นลูกจ้าง ไม่รู้เรื่อง และกลัวว่าจะโดนลงโทษ ขอร้องว่าอย่าไปดำเนินเรื่องกับกระทรวงเลย มารับหนังสือขอโทษที่โรงพยาบาลก็พอ”
ฮารุ
อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่า กลุ่มผู้เสียหายไม่ได้ต้องการให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเป็นผู้รับผิด แต่ต้องการให้ตรวจสอบไปถึงผู้บริหารและผู้ที่กำหนดนโยบายหรือเป้าหมายการดำเนินงาน (KPI)
“เราไม่ได้ต้องการให้คนตัวเล็กตัวน้อยได้รับผลกระทบ แต่ต้องการให้ผู้บริหาร ผู้สั่งการ และผู้ที่กำหนด KPI เป็นผู้รับผิดชอบ”
ฮารุ
ผู้เสียหายเดินหน้าฟ้องคดี หลังถูกปฏิเสธเคลมประกัน
ฮารุ เปิดเผยด้วยว่า ผู้เสียหายบางรายได้ดำเนินคดีแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเคลมประกันสุขภาพ ซึ่งมีรายหนึ่งไม่สามารถเคลมประกันวงเงิน 15 ล้านบาทได้ เนื่องจากข้อมูลทางการแพทย์ในระบบไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งหวังเพียงการแก้ไขข้อมูลของตนเอง แต่ต้องการทราบต้นตอของปัญหา และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำกับประชาชนรายอื่น
“ทุกคนอยากรู้ว่าต้นตอของปัญหาคืออะไร เพราะไม่อยากให้ในอนาคตข้อมูลที่ถูกสวมสิทธิไปกระทบต่อการเคลมประกัน สิทธิรักษาพยาบาล หรือการทำธุรกรรมอื่น ๆ ของคนอื่นอีก”
ฮารุ
เรียกร้องดำเนินคดีผู้กระทำผิด ป้องกันปัญหาเกิดซ้ำ
สำหรับหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญของกลุ่มผู้เสียหาย คือการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับผู้ที่กระทำความผิด หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการบันทึกข้อมูลอันเป็นเท็จหรือมีการกระทำที่เข้าข่ายทุจริต
ฮารุ บอกด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้กังวลว่าปัญหาอาจเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต
“ตอนนี้เหมือนทุกคนยังลอยนวล แล้วมันก็อาจกลับมาเกิดขึ้นอีก ประชาชนได้รับแค่คำตอบว่าจะมีการแก้ไขข้อมูล แต่ไม่มีใครรับรองได้ว่าข้อมูลเดิมจะถูกลบจริงหรือไม่ ถูกนำไปใช้อีกหรือเปล่า และคนที่สั่งการจะกลับมาทำแบบนี้อีกเพื่อสร้าง KPI ปลอม ๆ หรือไม่”
ฮารุ
สำหรับ ข้อเรียกร้องประกอบด้วย 4 ประเด็น ได้แก่
- ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึก ว่า รพ.ไหน บุคคลใด มีการบันทึกข้อมูล ใครเกี่ยวข้องบ้างให้ตรวจสอบทั้งหมด
- เร่งปรับแก้ ลบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบออกจากระบบทั้งหมด พร้อมให้หนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการให้แก่ผู้เสียหายทั้งหมดว่าข้อมูลที่ปรากฎเป็นความผิดพลาดของระบบ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทางกฎหมายในอนาคต
- ให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดและเร่งด่วน หากพบใครผิดให้ดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงทางอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
- ให้ตรวจสอบและแจ้งผลต่อผู้เสียหายตามรายชื่อที่แนบมาทั้งหมดภายใน 15 วัน
