อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท เชื่อ จุดเริ่มนโยบายมาถูกทาง แต่ยังมีโจทย์ใหญ่ 5 ด้านที่ต้องเคลียร์ให้ชัด ตั้งข้อสังเกต ความซ้ำซ้อนหน้าที่ อสม.-CG-พยาบาล รพ.สต. ยอมรับ วิชาชีพสะท้อน ค่าตอบแทน 15,000 บาท ไม่เป็นธรรม สวนทางภาระงาน พยาบาลในระบบเดิม แนะ ศึกษาโมเดลพยาบาลอาสา แบบเบลเยียม ชี้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มทำทั้งประเทศ แต่เลือกพื้นที่จำเป็นก่อน
นโยบาย “อาสาพยาบาล” ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเตรียมเดินหน้าในปีงบประมาณ 2569 กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงในแวดวงสาธารณสุข หลังรัฐบาลประกาศเป้าหมาย “1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล” พร้อมค่าตอบแทนขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน
- อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง : สธ.เดินหน้า 1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล เริ่มปีงบฯ 69 ค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 2 สงขลา ในฐานะอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา และอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ให้สัมภาษณ์ The Active โดยตั้งคำถามสำคัญหลายมิติ ตั้งแต่ความซ้ำซ้อนกับระบบเดิม ขอบเขตวิชาชีพ ระบบบังคับบัญชา ไปจนถึงความคุ้มค่าของงบประมาณในระยะยาว

โดยมองว่าหากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาการดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงและผู้สูงอายุในชุมชนจริง ควรออกแบบเป็น “พยาบาลอาสา” ที่ใช้พยาบาลวิชาชีพลงไปดูแลผู้ป่วยถึงบ้านแบบประเทศเบลเยียม มากกว่าการสร้างบุคลากรใหม่ขึ้นมาอีกระบบหนึ่ง ทั้งนี้ได้ตั้งข้อสังเกตต่อนโยบายดังกล่าวไว้ 5 ประเด็น สำคัญ ประกอบด้วย
1. “วันนี้เรามีคนทำงานอยู่แล้ว” ทั้ง อสม.-CG-พยาบาล รพ.สต.
นพ.สุภัทร ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันระบบสาธารณสุขไทยมีกำลังคนดูแลชุมชนอยู่แล้วหลายชั้น ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์
กลุ่มแรก คือ อสม.เชี่ยวชาญ ที่ถูกพัฒนาต่อยอดจาก อสม.ทั่วไป เช่น เชี่ยวชาญเรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) อย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง หรือเชี่ยวชาญด้านแม่และเด็ก สามารถติดตามหญิงตั้งครรภ์และเด็กในชุมชนได้
“เรามี อสม.เชี่ยวชาญอยู่แล้ว บางคนวัดความดันคล่อง ดูแลเบาหวานคล่อง หรือดูแลแม่และเด็กคล่อง”
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
อีกกลุ่มคือ Care Giver (CG) หรือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ที่ผ่านการอบรมประมาณ 70 ชั่วโมง และได้รับงบสนับสนุนผ่านสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แม้ยอมรับว่ากลุ่ม CG ยังมีข้อจำกัดด้านทักษะเชิงวิชาชีพ แต่ปัจจุบันก็ทำหน้าที่เยี่ยมบ้าน รายงานอาการผู้ป่วย และช่วยดูแลผู้ป่วยระยะยาวในระดับหนึ่งอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมี เครือข่ายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และหน่วยบริการปฐมภูมิทั่วประเทศนับหมื่นแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่มีพยาบาลประจำอยู่แล้ว
“รพ.สต.ส่วนใหญ่มีพยาบาลอย่างน้อย 1-2 คน ถ้าใกล้เมืองก็อาจมี 3-4 คน ดังนั้นจริงๆ เรามีพยาบาลในระบบหลักหมื่นคนอยู่แล้ว”
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
2. ตั้งคำถาม “อาสาพยาบาล” จะทำอะไรได้จริง ?
นพ.สุภัทร ยังมองว่า คำถามสำคัญที่สุดของนโยบายนี้คือ รัฐบาลยังไม่อธิบายชัดว่าอาสาพยาบาลมีขอบเขตหน้าที่อะไร และต้องการ competency ระดับไหน แต่เดิมในช่วงหาเสียง พรรคภูมิใจไทยใช้คำว่า พยาบาลอาสา ซึ่งสื่อถึงการใช้ พยาบาลวิชาชีพ ลงชุมชน แต่เมื่อจัดตั้งรัฐบาลกลับเปลี่ยนเป็น อาสาพยาบาล ซึ่งมีนัยต่างกัน
“คำว่าพยาบาลกับอาสาพยาบาล มันไม่เหมือนกันนะ แล้วตอนนี้ยังไม่มีคำตอบชัดว่า competency ที่ต้องการคืออะไร หากงานเป็นระดับวิชาชีพ เช่น ทำแผล ใส่สายสวน ฉีดยา หรือดูแลหัตถการทางการพยาบาล คนที่ไม่ได้จบพยาบาลย่อมติดข้อจำกัดตามกฎหมายวิชาชีพ กฎหมายวิชาชีพกำหนดไว้เลย คนที่ไม่ได้จบพยาบาลจะมาฉีดยาไม่ได้ ถ้าจะให้ทำงานลึกๆ แบบพยาบาลจริง มันติดข้อกฎหมาย”
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
ทั้งนี้หากอาสาพยาบาลถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เพียง care worker หรือ ผู้ช่วยดูแลทั่วไป ระบบเดิมที่มี CG และ อสม. อยู่แล้ว จึงต้องตอบให้ได้ว่า นโยบายใหม่นี้แตกต่างอย่างไร
3. หวั่น “ค่าตอบแทน 15,000” กระทบความรู้สึกพยาบาลระบบเดิม
อีกประเด็นที่ นพ.สุภัทร ระบุว่าเริ่มเกิดเสียงสะท้อนในวิชาชีพ คือเรื่อง “ความเป็นธรรม” ของค่าตอบแทน โดยยกตัวอย่างพยาบาลจบใหม่จำนวนมากที่ยังเป็นลูกจ้างชั่วคราวของโรงพยาบาล เงินเดือนประมาณ 18,000 บาท แต่ต้องทำงานหนักและรอการบรรจุหลายปี
“มีพยาบาลคนหนึ่งบอกว่า เขาจบพยาบาลมาได้เงินเดือน 18,000 บาท ทำงานหนักมาก แต่ตอนนี้อาสาพยาบาลจะได้ 15,000 เขาก็รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม หากรัฐจ่ายค่าตอบแทนระดับนี้ จะทำให้เกิดแรงดึงดูดให้คนเปลี่ยนงาน และเกิดคำถามเรื่องภาระงานที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ บางคนดูแล 3 เคสต่อเดือนก็ได้ 15,000 แต่อีกคนดู 20-50 เคสก็ได้เท่ากัน เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก”
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
4. ชี้ “Line of Command” สำคัญกว่าใครจ่ายเงิน
นพ.สุภัทร ยังตั้งคำถามถึงโครงสร้างการกำกับดูแลอาสาพยาบาลว่า จะอยู่ภายใต้หน่วยงานใด แม้กระทรวงสาธารณสุขจะระบุว่างบประมาณมาจากส่วนกลาง แต่ นพ.สุภัทร มองว่า คนจ่ายเงินไม่ใช่ประเด็นหลักเท่ากับ ใครเป็นคนกำกับมาตรฐานวิชาชีพ
“Line of command สำคัญมาก ใครจะเป็นคนประเมินงาน ใครซูเปอร์ไวซ์ ใครรับผิดชอบมาตรฐานทางคลินิก หากอาสาพยาบาลต้องทำแผล ก็จะมีคำถามต่อทันทีว่า ใครเป็นผู้จัดหาน้ำเกลือ น้ำยาล้างแผล หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ และระบบเบิกจ่ายจะอยู่ภายใต้ใคร ของพวกนี้เป็นของหลวง การเบิกต้องมีระบบ ไม่อย่างนั้นอาจผิดระเบียบได้”
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
5. กังวลงบประมาณ “หลักหมื่นล้าน” ผูกพันระยะยาว
นพ.สุภัทร ยังมองว่า นโยบายนี้มีความน่ากังวลด้านงบประมาณ 2 ระดับ คือระดับพื้นที่ และระดับประเทศ ในระดับพื้นที่ โดยมองว่าการจ่ายเงินแบบเหมาจ่ายอาจสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำของภาระงาน

ส่วนระดับประเทศ หากขยายครบทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ งบประมาณอาจแตะระดับหลักหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งจะกลายเป็นภาระผูกพันระยะยาวของรัฐ
“พอจ่ายแล้วมันเลิกยาก เหมือน อสม. ที่พอเพิ่มงบฯ แล้วก็ลดกลับยาก นโยบายนี้เป็นการลงทุนที่ คุ้มค่าจริงหรือไม่ ? หรือเป็นเพียงหาหัวคะแนนเสียง ที่ต้องใช้งบจำนวนมากต่อเนื่องในอนาคต”
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
เสนอโมเดล “พยาบาลอาสา” แบบเบลเยียม
อย่างไรก็ตาม นพ.สุภัทร ระบุว่า จุดเริ่มต้นของนโยบายนี้ถือว่า “มาถูกทาง” เพราะปัญหาจริงของระบบไทย คือ พยาบาลส่วนใหญ่อยู่ในสถานพยาบาล ไม่ได้ลงไปดูแลคนในชุมชน หมู่บ้านอย่างเพียงพอ จึงเสนอว่า หากรัฐบาลต้องการเดินหน้า ควรใช้โมเดล “พยาบาลอาสา” แบบในประเทศเบลเยียม
โมเดลดังกล่าวใช้ พยาบาลวิชาชีพ ที่ลงทะเบียนกับระบบ เข้าไปดูแลผู้ป่วยถึงบ้าน เช่น ทำแผล เปลี่ยนสายสวน เจาะเลือด หรือเปลี่ยนสายให้อาหาร โดยจ่ายค่าตอบแทนตาม จำนวนครั้ง และ ประเภทบริการ
“คนไข้ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล พยาบาลไปหาที่บ้าน แล้วจ่ายเงินตามงานจริง”
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
โดยระบบนี้เปิดให้ทั้งพยาบาลโรงพยาบาล พยาบาลเกษียณ หรือพยาบาลเอกชนเข้าร่วมได้ ขอเพียงมีใบประกอบวิชาชีพ และอยู่ภายใต้ระบบกำกับมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีระบบรายงานผล ประเมินคุณภาพ และตรวจสอบภาระงานอย่างชัดเจน
“ทำแผลกี่ครั้ง เปลี่ยนสายสวนกี่ครั้ง ทุกอย่างคิดตาม workload แล้วมีคนประเมิน”
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
เสนอเริ่มเฉพาะ “พื้นที่จำเป็น” ไม่จำเป็นต้อง 1 ตำบล 1 คน
นพ.สุภัทร ยังมองว่า หากจะเริ่มนโยบายนี้จริง ไม่จำเป็นต้องใช้สูตร 1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล เท่ากันทั้งประเทศ แต่ควรเริ่มจากพื้นที่จำเป็น ขาดแคลน เช่นพื้นที่เขตเมือง และมีความพร้อมและมีพยาบาลสมัครใจเข้าร่วมก่อน
“บางพื้นที่อาจมีพยาบาลอยากทำเพิ่ม ตอนเย็นไปเยี่ยมคนไข้ 2-3 เคส ได้ค่าตอบแทนเพิ่ม แบบนี้เป็นไปได้ เชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยเพิ่มการดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงได้จริง โดยไม่ต้องสร้างระบบใหม่ที่ซ้ำซ้อนกับโครงสร้างเดิม”
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
