เด็กไทยพฤติกรรมเสี่ยงรอบด้าน อ้วน-ติดจอ-ซึมเศร้า-บุหรี่ไฟฟ้า เตือนโรค NCDs ถามหา

เผย ผลสำรวจสุขภาพเด็กไทยล่าสุด ส่งสัญญาณน่าห่วง พบ อยู่ในครอบครัวหย่าร้างเพิ่มขึ้น เก็บกดปัญหา เด็ก 10-14 ปี กว่า 7.5 แสนคน เสี่ยงภาวะซึมเศร้า กังวลพฤติกรรมเสี่ยง กินอาหารแปรรูป บุหรี่ไฟฟ้า เหล้า ส่งผลภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน ใช้เวลาหน้าจอนาน กิจกรรมทางกายลด หวั่นจุดเริ่ม ก่อโรค NCDs ในระยะยาว

วันนี้ (15 มิ.ย. 69) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลสำรวจ “สุขภาพเด็กไทย: ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญสู่โรค NCDs” จากข้อมูลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568

ภาวะอ้วนในเด็กไทย : จุดเริ่มต้นของกลุ่มโรค NCDs

ศ.เกียรติคุณ นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า ปัญหาสุขภาพในเด็กที่เพิ่มขึ้นคือ ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน พบว่า ในกลุ่มเด็กเล็ก อายุ 1-5 ปี มีกลุ่มที่อยู่ในภาวะเริ่มอ้วน และอ้วนอยู่ 11% เด็กในวัยเรียนอายุ 6-14 ปี อยู่ในภาวะเริ่มอ้วน และอ้วนเพิ่มขึ้นเป็น 28.6%

ศ.เกียรติคุณ นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

อีกทั้ง เด็กในเมืองมีภาวะน้ำหนักเกินมากกว่าเด็กในชนบท โดยพบว่า เด็กในพื้นที่ กทม. และภาคกลางมีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนมากกว่าเด็กในภาคอื่น ๆ จากผลสำรวจยังพบว่าในเด็กอายุ 10-19 ปี ในไทยมีการสะสมของคอเลสเตอรอลสูงกว่า 200 mg/dL ถึง 19.3% ซึ่งมากกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ถึง 2 เท่า

นอกจากนั้นเด็กที่มีสภาวะน้ำหนักเกิน จะมีความชุกของภาวะเมตาบอลิก เช่น ความดันโลหิตสูง และเสี่ยงเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับเด็กที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์ ซึ่งเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเกิดกลุ่มโรค NCDs เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

“เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ดังนั้นเราต้องมีมาตรการที่เข้าไปช่วยเหลือครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสังคม เพื่อป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กเหล่านี้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ในอนาคต”

ศ.เกียรติคุณ นพ.วิชัย เอกพลากร

เด็กไทยไม่อ่อนหวาน : เมื่อเด็กไทยมีแนวโน้มกินอาหารในกลุ่มเสี่ยงสูงเพิ่มมากขึ้น

รศ.วราภรณ์ เสถียรนพเก้า อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า ภาวะน้ำหนักเกินในเด็กมีสาเหตุจากปัจจัยเสี่ยงในหลายมิติ โดยเฉพาะมิติด้านโภชนาการ จากการสำรวจพบว่า เด็กไทยบริโภคอาหารแปรรูปและแปรรูปสูงที่อุดมไปด้วยแป้ง ไขมัน น้ำตาล และโซเดียม ซึ่งนำไปสู่การเกิดกลุ่มโรค NCDs มากถึง 9 รายการจาก 20 รายการ อาหารที่เด็กอายุ 2-14 ปี กินเป็นประจำ พบว่า ขนมกรุบกรอบ คือ อาหารแปรรูปที่เด็กนิยมกินมากที่สุด ซึ่งมีเด็กที่กินเป็นประจำเกือบทุกวัน สูงถึง 40% รองลงมา ได้แก่ นมรสหวาน น้ำอัดลม ลูกชิ้นทอด นมเปรี้ยวชนิดดื่ม ไอศกรีม ลูกชิ้นปิ้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และลูกอม เป็นต้น

รศ.วราภรณ์ เสถียรนพเก้า อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

สำหรับการรับประทานอาหารของเด็กในแต่ละภูมิภาคก็แตกต่างกัน จากการสำรวจพบว่า เด็กในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกินขนมกรุบกรอบเกือบทุกวันมากถึง 53.6% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ และ 1 ใน 3 ของเด็กภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางดื่มน้ำอัดลมเกือบทุกวัน

ขณะเดียวกัน เด็กในภาคใต้มีสัดส่วนการดื่มนมอยู่ที่ 47.7% ซึ่งถือว่าน้อยกว่าเด็กในภูมิภาคอื่น ๆ อีกทั้งเด็กอายุ 2-5 ปีดื่มนมจืดมากถึง 73% ในขณะที่เมื่อเด็กโตขึ้น (อายุ 6-14 ปี) จะมีแนวโน้มการดื่มนมจืดลดลงกว่า 20%

รศ.วราภรณ์ ยังได้นำเสนอการแก้ไขปัญหาการบริโภคของเด็กไทยเชิงนโยบาย ดังต่อไปนี้

  1. การจัดการอาหารภายในบ้าน โรงเรียน และสิ่งแวดล้อม

  2. การควบคุมเครื่องดื่มเติมน้ำตาล

  3. การจัดการปรับลดโซเดียมในอาหารระดับประเทศ

  4. การรณรงค์ความรู้รอบด้านเกี่ยวกับสุขภาพ

พฤติกรรมเสี่ยงของเด็กไทย : สัญญาณเตือนสุขภาพระยะยาว

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช หัวหน้าโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า เด็กไทยเติบโตมาในครอบครัวที่มีความเปราะบางมากขึ้น โดยอัตราการหย่าร้างของพ่อแม่เด็กเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2557-2568) จาก 13.5% เป็น 24.8% และเด็ก 38.7% ถูกเลี้ยงดูโดยปู่ย่าตายายเป็นหลัก เด็กมีความสนิทสนมกับพ่อแม่น้อยลง และเด็กยังมีแนวโน้มเก็บปัญหาไว้กับตนเองมากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ  ตามมา ทั้งนี้ พบว่า เด็กไทยอายุ 10-14 ปี จำนวน 1 ใน 5 หรือประมาณ 750,000 คน มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช หัวหน้าโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการเข้าถึงสารเสพติดของเด็กที่ง่ายขึ้น โดยเด็กส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใกล้ร้านจำหน่ายบุหรี่และสุรามีแนวโน้มสูบบุหรี่และดื่มสุราสูงกว่ากลุ่มอื่นเฉลี่ย 1.5 เท่า ขณะเดียวกัน การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราการสูบบุหรี่ของเด็กไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยเด็กอายุ 10-14 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น 4 เท่า จาก 0.5% เป็น 2% ส่วนวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี เพิ่มขึ้น 1.2 เท่า จาก 12.8% เป็น 15.6% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของประเทศที่กำหนดไว้ไม่เกิน 8% 

รศ.พญ.เริงฤดี ได้กล่าวถึงด้านสภาพแวดล้อมภายในครัวเรือนที่ส่งผลต่อเด็กด้วย โดยพบว่า เด็กประมาณครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านที่มีผู้สูบบุหรี่ ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น ทั้งโรคหอบหืด โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ และกลุ่มโรค NCDs ที่เกี่ยวข้องกับระบบเมตาบอลิก 

“พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของพ่อแม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเด็กในอนาคต เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่พ่อหรือแม่สูบบุหรี่มีแนวโน้มที่จะสูบบุหรี่เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ขณะเดียวกัน หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุน้อยหรือเคยตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีแนวโน้มสูบบุหรี่สูงกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่วงจรปัญหาสุขภาพที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและสภาพแวดล้อมรอบตัวจึงล้วนมีผลต่อสุขภาพของเด็ก”

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช 

สุดท้ายเป็นเรื่องของการเข้าสู่สังคมดิจิทัลส่งผลให้เด็กไทยใช้เวลาอยู่หน้าจอเพิ่มขึ้น และสูงกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำในทุกช่วงวัย โดยเด็กอายุ 10-14 ปี ใช้เวลาหน้าจอเฉลี่ยสูงถึง 8.3 ชั่วโมงต่อวันในวันหยุด และ 6.7 ชั่วโมงต่อวันในวันธรรมดา โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 เด็กเกือบทั้งหมดสามารถเข้าถึงสมาร์ทโฟนได้ 

การที่เด็กมีพฤติกรรมติดจอมากขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางกายลดลง โดยเด็กอายุ 10-14 ปี เพียง 1 ใน 5 เท่านั้นที่มีกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 60 นาทีทุกวันตามคำแนะนำของกรมอนามัยและองค์การอนามัยโลก และแนวโน้มการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอก็ยังลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง การเข้าถึงสื่อและข้อมูลที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้เด็กเปิดเผยตัวตน และยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น (LGBTQ+) โดยพบว่า สัดส่วนประชากรเพศหลากหลายในเด็กอายุ 10-14 ปี อยู่ที่ 8.9% และในวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี อยู่ที่ 11.4% สูงกว่ากลุ่มผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไปที่พบต่ำกว่า 3% อย่างไรก็ตาม กลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศยังมีแนวโน้มเผชิญปัญหาสุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า รวมถึงการถูกคุกคามทางเพศหรือทางวาจาสูงกว่ากลุ่มอื่น

ภาพรวมของการสำรวจจึงชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว ความใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่กับบุตรที่ลดลง การเติบโตในสังคมดิจิทัล การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า และการลดลงของกิจกรรมทางกาย ล้วนเป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกันและกำลังส่งผลต่อสุขภาวะของเด็กไทย จนนำไปสู่ความเสี่ยงด้านสุขภาพต่าง ๆ และกลุ่มโรค NCDs ที่สูงมากขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย

ข้อเสนอเพื่อสุขภาพเด็กที่ดีขึ้น

ในประเด็นการควบคุมการสูบบุหรี่ รศ.พญ.เริงฤดี ได้เสนอให้เพิ่มการบันทึกและประเมินพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของทั้งบิดาและมารดาในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (สมุดสีชมพู) เนื่องจากปัจจุบันมีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการดื่มสุรา แต่ยังไม่มีการบันทึกประวัติการสูบบุหรี่อย่างเป็นระบบ ทั้งที่พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของพ่อแม่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของเด็ก รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะมีพฤติกรรมสูบบุหรี่ในอนาคต การบันทึกข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้บุคลากรสาธารณสุขสามารถคัดกรอง ประเมินความเสี่ยง และให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ตลอดจนเป็นโอกาสในการชักชวนให้บิดาและมารดาเข้าสู่กระบวนการเลิกบุหรี่ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองและส่งเสริมสุขภาพของเด็กและครอบครัวในระยะยาว

ส่วนมุมมองของ ศ.นพ.วิชัย ยังได้เสนอหลักการสำคัญเพื่อปกป้องเด็กจากผลกระทบของสภาพแวดล้อมทางสุขภาพและการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การห้ามโฆษณาอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำต่อเด็ก ทั้งในทางทีวีและสื่อดิจิทัล การใช้มาตรการด้านราคาและภาษี เพื่อควบคุมการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ รวมถึงการกำหนดเขตหรือพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพให้ห่างจากชุมชนและโรงเรียน เป็นต้น

เพราะในทางปฏิบัติ หลายมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการแนะนำขององค์กรอนามัยโลก แต่ในประเทศไทย กลับยังไม่ได้ถูกนำไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้การควบคุมปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพของเด็กยังเป็นไปได้ยาก

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย ศ.นพ.วิชัย ยังเห็นควรให้มีการขับเคลื่อนงานเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อแปลงข้อเสนอเชิงวิชาการจากผลการวิจัยไปสู่มาตรการเชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

Author

Alternative Text
AUTHOR

สิริอักษร มะธิปะโน

นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Alternative Text
AUTHOR

กรกมล ชาดำ

นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย