คนรุ่นใหม่เมินมีลูกสูง สะท้อนนโยบายรัฐจูงใจไม่มากพอ?

ผลสำรวจชี้ 41% คนไทยในเมืองยังโสด ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่คิดมีลูก ท่ามกลางเด็กเกิดใหม่ปี 68 ยังคงต่ำสุดในรอบ 75 ปี บทเรียนต่างประเทศสะท้อนนโยบาย “แจกเงิน” ไม่พอจูงใจ นักวิชาการชี้คนรุ่นใหม่ต้องการระบบสนับสนุนระยะยาว ทั้งการศึกษา เวลาทำงานยืดหยุ่น และบริการดูแลเด็กที่เข้าถึงได้

วิจัยกรุงศรี (Krungsri Research) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง “สำรวจชีวิตและแนวคิดคนโสด” เพื่อศึกษาพฤติกรรมและทัศนคติของทั้งกลุ่มคนโสดและกลุ่มที่มีครอบครัวแล้ว ตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงานจนถึงวัยเกษียณ เพื่อศึกษาวิถีชีวิตตลอดจนความต้องการที่แตกต่างกันของคน 2 กลุ่ม โดยสอบถามที่เน้นพฤติกรรมและทัศนคติของผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีอายุตั้งแต่ 24 ปีขึ้นไป ในช่วงเดือนพ.ย. – ธ.ค. 2568 จำนวนทั้งสิ้น 2,202 คน ผ่านช่องทางออนไลน์

ผลสำรวจ พบว่า 41% มีสถานะโสด รองลงมาคือผู้ที่สมรสแล้ว 38% กลุ่มที่เหลือคือผู้ที่มีแฟน/คู่รัก แต่ยังไม่ได้สมรส (17%) และผู้ที่เป็นหม้ายหรือหย่าร้าง (4%)

สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม และสาเหตุหลักที่เป็น “โสด” (ที่มา: วิจัยกรุงศรี (Krungsri Research))

ในมุมการสร้างครอบครัวพบว่ามีผู้ตอบ 32% ที่มีลูก โดยมากกว่าครึ่งมีลูกเพียงคนเดียว และเมื่อแบ่งตามช่วงอายุ พบว่า สัดส่วนผู้มีลูกเพิ่มขึ้นตามช่วงวัย โดยวัยเข้าใจชีวิต อายุ 50 ขึ้นไป เป็นกลุ่มที่มีลูกมากที่สุด ราว 50% ขณะที่วัยมั่นคง อายุ 40-49 ปี อยู่ที่ 36% และวัยสร้างตัว อายุ 24-39 ปี มีเพียง 22% ซึ่งอาจเป็นผลจากช่วงอายุที่ยังน้อย หรืออาจสะท้อนแนวโน้มการมีบุตรที่เปลี่ยนไปในคนรุ่นใหม่

ขณะเดียวกัน กลุ่มคนอายุ 24-39 ปี ถือเป็นวัยสร้างครอบครัว สัดส่วน 32% ระบุชัดว่า “ไม่คิดจะมีลูก” ซึ่งผู้ที่มีแนวคิดเช่นนี้เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในวัยสร้างตัว โดยอีก 27% ยังไม่แน่ใจในเรื่องนี้ และมีเพียง 19% ที่ยังไม่มีลูกแต่ยืนยันว่าต้องการมีลูกในอนาคต นอกจากนี้ ผู้หญิงมีสัดส่วนของผู้ที่ “ไม่มีลูกและไม่คิดจะมีลูก” สูงถึง 38% ซึ่งสูงกว่าเพศชายที่สัดส่วนอยู่ที่ 29%

ผลสำรวจในมุมการสร้างครอบครัว (ที่มา: วิจัยกรุงศรี (Krungsri Research))

นักวิเคราะห์กรุงศรี มองว่า การที่เกือบ 4 ใน 10 ของผู้หญิงยุคใหม่ “ไม่มีลูกและไม่คิดจะมีลูก” ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าเพศชายอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นถึงภาระในการตั้งครรภ์และการเลี้ยงดูบุตรที่ยังคงตกหนักอยู่ที่ฝ่ายหญิงเป็นหลัก ดังนั้นในมิติของภาครัฐและโครงสร้างสังคม หากภาครัฐสามารถปฏิรูปโครงสร้างสวัสดิการและตลาดแรงงานให้เอื้อต่อสตรีที่ต้องการตั้งครรภ์ และช่วยแบ่งเบาภาระในการดูแลเด็กอย่างเป็นรูปธรรม ก็อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เพศหญิง และอาจช่วยชะลอปัญหาสังคมสูงอายุที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ได้

ด็กเกิดใหม่ต่ำสุดรอบ 75 ปี

จากข้อมูลทะเบียนราษฎของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นครั้งแรก และต่อเนื่องมาจนถึงปี 2568 โดยปีล่าสุดมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 75 ปี แบ่งเป็นเพศชาย 215,035 คน และเพศหญิง 201,539 คน

ขณะเดียวกัน สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ประเมินว่า หากอัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ของไทยยังลดลงต่อเนื่องจนเข้าใกล้ระดับของเกาหลีใต้ที่ประมาณ 0.7 ภายใน 10 ปีข้างหน้า ประชากรไทยอาจลดลงเหลือเพียง 61.9 ล้านคนในปี 2578 โดยในช่วงเวลาเดียวกัน สัดส่วนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเกิน 28% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่จำนวนประชากรวัยแรงงานจะหายไปราว 3.4 ล้านคน

คาดการณ์ประชากรไทยตั้งแต่ปี 2568-2578 จำแนกตามกลุ่มอายุ (ที่มา: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล)

ผลสำรวจพบว่า สาเหตุหลักของการมีบุตรลดลง มาจากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ทั้งค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูที่สูงขึ้น ขณะที่รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ประกอบกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป โดยกลุ่มคนทำงานแบบ “DINKs” (มีรายได้สองคนแต่ไม่มีลูก) ให้ความสำคัญกับอิสระในการใช้ชีวิต และวางแผนเกษียณด้วยตนเองมากกว่าการพึ่งพาบุตรในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านภาระงานและบทบาทในครอบครัว โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องแบกรับหน้าที่ดูแลทั้งลูกและพ่อแม่ในลักษณะ “Sandwich Generation” ขณะเดียวกัน การขาดแคลนสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพในเขตเมือง รวมถึงค่านิยมการแต่งงานที่ช้าลงเพื่อมุ่งเน้นความสำเร็จด้านการศึกษาและการทำงาน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความพร้อมและความต้องการมีบุตรลดลงอย่างชัดเจน

แม้ตัวเลขการเกิดจะลดลงอย่างน่ากังวล แต่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,591 คน ในรายงานสถานการณ์ประชากรและสังคม ปี 2568 ของสถาบันฯ พบว่า คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ส่วนใหญ่ยัง “ต้องการมีบุตร” เพื่อเติมเต็มชีวิตครอบครัว โดยปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การไม่อยากมีลูก แต่เกิดจากข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ เช่น ความไม่มั่นคงทางรายได้ ค่าครองชีพที่สูง ภาระหนี้สิน รวมถึงการขาดแคลนศูนย์ดูแลเด็กที่เข้าถึงได้ และรูปแบบการทำงานที่ไม่ยืดหยุ่น

ทั้งนี้ ผลสำรวจยังสะท้อนว่า มาตรการ “แจกเงิน” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการจูงใจให้คนมีบุตร โดยประชาชนให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษา ความยืดหยุ่นของเวลาทำงาน และระบบสนับสนุนครอบครัวในระยะยาว มากกว่าการช่วยเหลือระยะสั้น เพื่อสร้างความมั่นใจในการเลี้ยงดูบุตรในอนาคต

โดยประเทศที่ประสบความสำเร็จในการรักษาอัตราการเกิด มักใช้แนวทาง “สร้างระบบนิเวศส่งเสริมการเกิด” ที่ครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่

  • การสนับสนุนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง
  • นโยบายเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น เช่น การลาคลอดและลาเลี้ยงดูบุตรที่เปิดโอกาสให้ทั้งพ่อและแม่
  • การพัฒนาสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้
นโยบายส่งเสริมการเกิดในแต่ละทวีปของโลก (ที่มา: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล)

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายในระยะต่อไปคือการบูรณาการมาตรการเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และผลักดันเป็นวาระแห่งชาติที่ดำเนินต่อเนื่องในทุกชุดรัฐบาล เพื่อช่วยลดความกังวล และสร้างความมั่นใจให้กับพ่อแม่วัยทำงานในการตัดสินใจมีบุตร

ส่องนโยบายส่งเสริมมีลูกในไทย

ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้ประกาศให้การส่งเสริมการมีบุตรเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตประชากร โดยแบ่งนโยบายออกเป็น 3 ด้านหลักที่ครอบคลุมทั้งการเงิน สวัสดิการการลา และความช่วยเหลือทางการแพทย์ ดังนี้

1. สวัสดิการเงินช่วยเหลือ โดยรัฐบาลให้เงินสนับสนุนแบ่งตามสิทธิของพ่อแม่

  • เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด (สิทธิพื้นฐาน): สำหรับครัวเรือนรายได้น้อย (เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี) รับเงิน 600 บาท/เดือน จนถึงอายุ 6 ปี
  • เงินสงเคราะห์บุตร (สิทธิประกันสังคม): สำหรับผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 รับเงิน 800 บาท/เดือน ต่อบุตร 1 คน (เบิกได้สูงสุด 3 คนพร้อมกัน) จนถึงอายุ 6 ปี

2. นโยบายการลาและสวัสดิการการทำงาน เพื่อลดความกังวลเรื่องหน้าที่การงาน รัฐบาลได้ปรับปรุงกฎหมาย

  • สิทธิลาคลอด: ขยายวันลาคลอดเพิ่มขึ้น 120 วัน โดยได้รับค่าจ้างบางส่วน 60 วันจากนายจ้าง และส่วนที่เหลือรับจากประกันสังคม และหากบุตรมีภาวะ เช่น มีความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติทางสุขภาพ มีภาวะความพิการ คแม่สามารถลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อีกไม่เกิน 15 วัน โดยต้องมี ใบรับรองแพทย์ เพื่อประกอบการใช้สิทธิ
  • วันลาเพื่อดูแลบุตร: พ่อมีสิทธิลาเพื่อช่วยแม่ดูแลบุตรหลังคลอดนาน 15 วัน โดยได้ค่าจ้าง 100%
  • Flexi-work: สนับสนุนให้สถานประกอบการมีนโยบายทำงานที่บ้าน (Work from Home) หรือเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก

3. คลินิกส่งเสริมการมีบุตร รัฐบาลได้ยกระดับการเข้าถึงเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ART) ผ่านระบบสาธารณสุข

  • จัดตั้งคลินิกส่งเสริมการมีบุตร: ครอบคลุมโรงพยาบาลรัฐทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้คำปรึกษาและรักษาภาวะมีบุตรยาก

อ่านเนื้อหาอื่นเพิ่มเติม

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active