ดัน 50 เขต กทม.สู่ “มหานครแห่งสุขภาวะ” ชงผู้ว่าฯ คนใหม่ เดินหน้าธรรมนูญสุขภาพชุมชน ใช้ได้จริง

ภาคประชาชน นักวิชาการ เครือข่ายสุขภาพ เรียกร้องกระจายอำนาจสู่เขต ยกระดับบริการปฐมภูมิ ผลักดัน ทบทวน ปรับปรุง ธรรมนูญสุขภาพชุมชน ให้ทันยุค สอดรับปัญหาสุขภาพคนเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ชี้ โจทย์ใหญ่ต้องเร่งแก้ หลังพบทีมแพทย์ปฐมภูมิ กทม. ยังขาดอีกเพียบ

ประเด็นปัญหาด้านสุขภาพ เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ กรุงเทพมหานคร กำลังเผชิญกับความท้าทายด้วยสภาพการเป็นเมืองใหญ่ ที่มีโจทย์ ผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กลายเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของคนเมือง รวมถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ที่สะท้อนคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ของมหานครแห่งนี้

เวที Policy Forum “50 เขตสู่มหานครแห่งสุขภาวะ Hot Deal ผู้ว่าฯ คนใหม่” หนึ่งในกิจกรรมของงาน Bangkok Active Festival วันนี้ (20 มิ.ย. 69) จึงเปิดพื้นที่ให้ภาควิชาการ ภาคประชาชน และภาคสุขภาพ ร่วมกันสะท้อนโจทย์เร่งด่วนด้านสุขภาวะของกรุงเทพมหานคร พร้อมนำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ เพื่อร่วมออกแบบอนาคตของเมือง ที่ทุกคนเข้าถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างเท่าเทียม

4 เรื่องเร่งด่วน กระจายอำนาจ-เพิ่มพื้นที่สุขภาวะ-งบประมาณ-เสริมปฐมภูมิ

เพื่อปิดช่องโหว่ให้กับประเด็นสุขภาพของคนกรุง นพ.สุนทร สุนทรชาติ อดีตรองปลัดกรุงเทพมหานคร ให้ข้อเสนอ ว่าในช่วง 4 ปีข้างหน้า ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ควรให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นหลัก

นพ.สุนทร สุนทรชาติ อดีตรองปลัดกรุงเทพมหานคร
  1. การกระจายอำนาจลงสู่ระดับพื้นที่หรือระดับเขตให้เข้มแข็งมากขึ้น โดยสร้างกลไกที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ไม่ใช่มุ่งเฉพาะการรักษาพยาบาล แต่ต้องมองสุขภาพในมิติของคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่โดยรวม

  2. การเพิ่มพื้นที่สุขภาวะ ทั้งสวนสาธารณะ ทางเดิน และลานกิจกรรมต่าง ๆ ให้ประชาชนเข้าถึงได้จริง เพราะสุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี

  3. การวางแผนและใช้งบประมาณ โดยเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อให้การพัฒนาสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของแต่ละพื้นที่

  4. การยกระดับระบบบริการปฐมภูมิให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันของหน่วยบริการในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพใกล้บ้านได้มากขึ้น

“สุขภาพของคนกรุงเทพฯ วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการรักษาพยาบาลอีกต่อไป แต่คือการสร้างสุขภาวะให้ประชาชนแข็งแรง และทำให้ผู้สูงอายุเป็น Active Aging สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ”

นพ.สุนทร สุนทรชาติ

เสนอผลักดัน “ธรรมนูญสุขภาพ” เป็นนโยบาย กทม.

นุชจรี พันธ์โสม เลขานุการสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง ชี้ว่าสิ่งที่อยากเห็นจากผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ คือการผลักดัน “ธรรมนูญสุขภาพชุมชน” ให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกรุงเทพมหานครอย่างเป็นรูปธรรม

นุชจรี พันธ์โสม เลขานุการสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง

โดยธรรมนูญสุขภาพไม่ใช่ข้อกฎหมาย แต่เป็นกติกาและข้อตกลงร่วมของชุมชนในการอยู่ร่วมกันและพัฒนาคุณภาพชีวิต จึงควรมีการสื่อสารให้สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ผู้อำนวยการเขต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรู้และนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดแผนงาน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้กลไกและคณะกรรมการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิต มีการประชุมและติดตามงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาและตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

ชูแนวคิด “สุขภาวะดี ทำได้ง่าย”

“สุขภาวะดี ทำได้ง่าย” เป็นแนวคิดที่ นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ (สำนัก 7) สสส. อยากเห็นเป็นนโยบายของผู้บริหารกรุงเทพมหานคร โดยต้องเริ่มจากการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี เพราะสิ่งแวดล้อมสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพได้

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ (สำนัก 7) สสส.

พร้อมย้ำว่า การสร้างสุขภาพต้องทำตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน จนถึงวัยสูงอายุ เพราะโรค NCDs ที่เกิดขึ้นในวัยกลางคน มักมีรากฐานมาจากพฤติกรรมที่สะสมมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาว เช่นเดียวกับภาวะติดเตียงในผู้สูงอายุที่มีจุดเริ่มต้นจากการละเลยการดูแลสุขภาพในวัยทำงาน

“ถ้าอายุ 25 ปี เราไม่ควรกลายเป็นคนอายุ 45 ปีที่เป็นเบาหวานหรือความดันสูง และถ้าอายุ 45 ปี เราก็ไม่ควรกลายเป็นผู้สูงอายุที่ติดเตียงในวัย 75 ปี”

นพ.เฉวตสรร นามวาท

ธรรมนูญสุขภาพต้องทันยุค-ดึงมหาวิทยาลัยหนุนชุมชน

ผศ.วิกรม ศุขธรณี ศูนย์วิชาการสุขภาวะเขตเมือง มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เสนอให้มีการยกระดับธรรมนูญสุขภาพ จากเอกสารเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันของประชาชน โดยเห็นว่าธรรมนูญสุขภาพหลายฉบับเริ่มจัดทำมาตั้งแต่ปี 2562-2563 จึงควรมีการทบทวนและปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทและปัญหาสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป

ผศ.วิกรม ศุขธรณี ศูนย์วิชาการสุขภาวะเขตเมือง มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มหาวิทยาลัยเข้ามามีบทบาทเป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ สนับสนุนข้อมูล งานวิจัย และองค์ความรู้ให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาสุขภาวะในพื้นที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

“ถ้าธรรมนูญสุขภาพเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของชุมชนได้จริง จะเป็นการยกระดับความเข้มแข็งทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ผศ.วิกรม ศุขธรณี

เตือนปฐมภูมิ กทม. ยังขาดอีกกว่า 200 ทีม

ขณะที่ นพ.ธนัช พจน์พิศุทธิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ย้ำถึงแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรักษาโรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง

นพ.ธนัช พจน์พิศุทธิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร

สำหรับ ระบบสุขภาพกรุงเทพฯ จำเป็นต้องปรับจากการรักษาไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคมากขึ้น โดยเฉพาะการเสริมความเข้มแข็งให้ระบบบริการปฐมภูมิ

ตามหลักการแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แพทย์ 1 ทีมควรดูแลประชากรประมาณ 10,000 คน ซึ่งหากคิดจากประชากรตามทะเบียนราษฎรของกรุงเทพฯ กว่า 5 ล้านคน จะต้องมีหน่วยบริการปฐมภูมิราว 500 ทีม

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคลินิกอบอุ่นและศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. รวมกันมีอยู่เพียงประมาณ 300 ทีมเท่านั้น ทำให้ยังขาดอีกกว่า 200 ทีม และส่งผลให้หน่วยบริการจำนวนมากต้องรับภาระดูแลประชากรเกินศักยภาพ

“นี่เป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ผู้บริหาร กทม. ชุดใหม่ต้องเร่งแก้ไข หากต้องการให้ระบบสุขภาพเมืองหลวงมีความยั่งยืน”

นพ.ธนัช พจน์พิศุทธิพงศ์

ขอปลดล็อกกลไกทำงานระดับพื้นที่

สอดคล้องกับ นพรัตน์ สอนวิทย์ หัวหน้าหน่วยจัดการธนบุรี สสส. บอกว่า หน่วยจัดการในพื้นที่ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพชุมชน ยังเผชิญข้อจำกัดในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ จึงอยากเห็นการจัดตั้งกลไกหรือคณะทำงานร่วมที่มีอำนาจในการประสานและขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะระดับพื้นที่ เพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้น

นพรัตน์ สอนวิทย์ หัวหน้าหน่วยจัดการธนบุรี สสส.

พร้อมเสนอให้มีการทบทวนกฎหมายหรือระเบียบบางส่วนที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อเอื้อต่อการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคีเครือข่าย

“หากมีกลไกที่ชัดเจนและทันสมัย จะช่วยให้การขับเคลื่อนงานสุขภาวะชุมชนและการดูแลคนเมืองมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

นพรัตน์ สอนวิทย์

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active