“ครู กทม. ปล่อยแสง” หนุนสร้างพื้นที่ให้ครูเติบโต จุดประกายการเรียนรู้ สู่ เด็ก คาดหวัง กทม.ต้นแบบกระจายอำนาจด้านการศึกษา

รองศานนท์ ย้ำ กทม. ต้องมีพื้นที่ให้ครูปล่อยแสง ด้าน รศ.อนุชาติ แนะ ลดหลักสูตร เพิ่มโอกาส “ออกแบบการเรียนรู้” คาดหวังให้ กทม. เป็นต้นแบบของการกระจายอำนาจด้านการศึกษา

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 69 นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้แทนจาก มูลนิธิใจกระทิง โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ครูแกนนำโครงการ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดในเวทีเสวนา หัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาครูในสังกัดกรุงเทพมหานคร” ภายใต้กิจกรรม “ครู กทม. ปล่อยแสง” โดยมี นายศุภวิชช์ สงวนคัมธรณ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)

เปลี่ยนบทบาทผู้บริหาร จาก “ผู้ควบคุม” สู่ “ผู้สร้างพื้นที่การเรียนรู้”

รองผู้ว่าฯ ศานนท์ กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษา ไม่ใช่การสร้างระบบใหม่ขึ้นมาทดแทนระบบเดิม แต่เป็นการค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงจากภายใน โดยผู้บริหาร จำเป็นต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้สั่งการ และควบคุม มาเป็นผู้สร้างพื้นที่การเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ครูได้คิด ทดลอง และ พัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ของตนเอง เพราะทุกคนล้วนมีศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์

รองผู้ว่าฯ ศานนท์ ได้กล่าวถึง บทความ Supporting Pioneering Leaders as Communities of Practice ซึ่งมีใจความสำคัญว่า การเปลี่ยนแปลงจะดำเนินไป บน 2 เส้นทาง คือ การอยู่กับระบบเดิมที่กำลังทลายลง และ การสร้างระบบใหม่ขึ้นมาด้วยกัน

พร้อมเปรียบครูที่เข้าร่วมในโครงการนี้ว่าเป็น “ผู้บุกเบิก” (Pioneer Leader) ที่ลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมักต้องเผชิญความโดดเดี่ยว ข้อจำกัดด้านทรัพยากร และความไม่เข้าใจจากคนรอบข้างที่มักมองว่าเราเพ้อฝัน ฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องสร้าง “ชุมชนแห่งนักปฏิบัติ” (Community of Practice) ซึ่งประกอบด้วย 4 ข้อสำคัญ ได้แก่ 1. เราต้องระบุตัวตน สร้างกลุ่มขึ้นมา เพื่อที่เราจะไม่รู้สึกลำพัง 2. สร้างความสัมพันธ์ และใช้การมีส่วนร่วม 3. เติมเต็มทรัพยากรให้พร้อม และ 4. สร้างการรับรู้ โดยต้องตะโกนออกไปให้ทุกคนเห็นว่านี่คือทางออก

กรุงเทพมหานครมีครูกว่า 15,000 คน และนักเรียนกว่า 250,000 คน เราไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยครูเพียงไม่กี่คน สิ่งสำคัญ คือ การขยายผล หรือ ‘สร้างสะพาน’ เพื่อให้ครูจำนวนมาก สามารถก้าวออกมา ร่วมสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ไปด้วยกัน นี่คือเหตุผลว่า ทำไมกรุงเทพมหานครต้องมีโรงเรียนปล่อยแสง และ ยังต้องมีต่อไป

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

รองผู้ว่าฯ ศานนท์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่กรุงเทพมหานครต้องร่วมกันสร้าง คือ ระบบที่เป็นทั้ง “กระบวนการ” และ “กัลยาณมิตร” ที่คอยสนับสนุน โอบอุ้ม และสร้างสะพานให้ครูสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากครูที่เชื่อในคุณค่าของตัวเอง

นางสาวผาณิต รุ่งศิรินที ผู้อำนวยการโรงเรียนลำเจดีย์ ผู้แทนครูแกนนำโครงการ กล่าวว่า การพัฒนาครูจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดการสนับสนุนจากผู้บริหารโรงเรียน และสิ่งสำคัญที่โครงการโรงเรียนปล่อยแสงมอบให้ คือการเป็น “กัลยาณมิตร” ที่ทำให้ครูและผู้บริหารไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

พร้อมระบุว่า หัวใจของโครงการ คือ การสร้าง Teacher Agency หรือการทำให้ครูเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถเป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะยังสอนภายใต้หลักสูตรเดิม แต่สามารถออกแบบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ผู้เรียนและสร้างความสุขทั้งแก่ครูและนักเรียนได้ โดย “แสง” ที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจภายในตัวครูเอง

ภาคีร่วมสร้างโอกาส ให้ครูได้เรียนรู้ ทดลอง และเติบโต

นางศรัญม์ศรา สุวรรณวัฒน์ ผู้แทนมูลนิธิใจกระทิง กล่าวว่า มูลนิธิดำเนินงานด้านการศึกษา สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อว่าการพัฒนาครูคือการลงทุนที่สำคัญที่สุด เพราะครูคือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับผู้เรียน ซึ่งจะเติบโตไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม และประเทศต่อไป

มูลนิธิใจกระทิงจึงทำหน้าที่เป็นผู้ประสานความร่วมมือ เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญกับครูผู้มีความตั้งใจ และ ร่วมสนับสนุนให้ครูมีพื้นที่ในการทดลอง เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมย้ำว่า การสนับสนุนที่มีคุณค่าที่สุด คือ การเดินเคียงข้างกันในฐานะ “เพื่อนต่อเพื่อน มนุษย์ต่อมนุษย์”

พัฒนาครู ต้องเข้าใจห้องเรียนจริง และกล้าถอนสิ่งที่ไม่จำเป็น

ดร.วีรพล แก้วพันธ์อ่ำ จากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การออกแบบการพัฒนาครูจะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจบริบทที่แท้จริงของห้องเรียน เพราะความท้าทายที่ครูเผชิญในแต่ละวัน ไม่ได้มีเพียงเรื่องการสอน แต่รวมถึงปัญหาความสัมพันธ์ การดูแลนักเรียน และข้อจำกัดจากระบบงานที่ซับซ้อน

“ผู้ที่ออกแบบการพัฒนาครูจำเป็นต้องเข้าใจห้องเรียนจริง เพราะหากไม่เคยแง้มประตูห้องเรียนดู ก็จะไม่มีวันเข้าใจว่าครูต้องการอะไร”

พร้อมกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา การพัฒนาครูมัก มุ่งเติมองค์ความรู้ หรือ โครงการใหม่ ๆ เข้าไป แต่สิ่งที่ระบบการศึกษาควรทำไม่แพ้กัน คือ การทบทวนและ “ถอน” ภาระ หรือ โครงสร้างที่ไม่จำเป็น เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูได้ทำหน้าที่หลักในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งรับฟังเสียงจากครูผู้ปฏิบัติงานให้มากขึ้น

ร่วมทาง สร้างโอกาส และโอบอุ้มครู คือทิศทางการพัฒนาครูในอนาคต

ภายในช่วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการก่อการครู และที่ปรึกษาโครงการโรงเรียนปล่อยแสง สังกัดกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมสะท้อนมุมมองว่า การปฏิรูปการศึกษาควรมุ่งเน้น “ผลลัพธ์การเรียนรู้” ของผู้เรียนมากกว่าการยึดติดกับหลักสูตร พร้อมเสนอให้หลักสูตรแกนกลางบางลง เพื่อเปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของตนเอง และแสดงความคาดหวังให้ กรุงเทพมหานคร เป็นต้นแบบของการกระจายอำนาจด้านการศึกษาและการสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถพัฒนานวัตกรรมได้อย่างเต็มศักยภาพ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active