เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ฯ ยื่น คัดค้านต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา คำขอสิทธิบัตรของ Pfizer ระบุหลายข้อถือสิทธิอาจขาด “ความใหม่” และ “ขั้นการประดิษฐ์” หวังเปิดทางยาชื่อสามัญ ลดภาระระบบบัตรทอง
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย (Thai Network of People Living with HIV/AIDS: TNP+) ยื่นคำคัดค้านก่อนการอนุมัติสิทธิบัตร (Pre-grant Opposition) ต่อคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 2101007038 ของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ (Pfizer Inc.) ซึ่งเกี่ยวข้องกับ นีร์มาเทรลเวียร์ (Nirmatrelvir) ยาต้านไวรัสที่ใช้ร่วมกับ ริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ภายใต้ชื่อการค้า Paxlovid สำหรับรักษาโรคโควิด-19 โดยเห็นว่าหลายข้อถือสิทธิไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้สิทธิบัตรของไทย จึงไม่ควรได้รับความคุ้มครอง
การยื่นคัดค้านมีขึ้นต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา หลังเครือข่ายฯ ตรวจสอบรายละเอียดคำขอสิทธิบัตร และพบว่าข้อถือสิทธิบางส่วนอาจขาดคุณสมบัติด้าน “ความใหม่” (Novelty) และ “ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น” (Inventive Step) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการได้รับสิทธิบัตรตามกฎหมายไทย
ชี้โควิดยังเป็นภัยต่อกลุ่มเปราะบาง ยาต้านไวรัสยังจำเป็น
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ ระบุว่า ยา นีร์มาเทรลเวียร์/ริโทนาเวียร์ หรือ Paxlovid ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาผู้ป่วยโควิด-19 และถูกใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง

แม้องค์การอนามัยโลกจะยุติการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขจากโควิด-19 แล้ว แต่โรคยังคงคร่าชีวิตผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การเข้าถึงยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพจึงยังมีความสำคัญ ทั้งต่อการรักษาผู้ป่วย การเตรียมพร้อมรับการระบาด และการรับมือโรคอุบัติใหม่ในอนาคต
ย้ำ “สิทธิบัตรต้องคุ้มครองเฉพาะนวัตกรรมที่เข้าเกณฑ์”
เครือข่ายฯ ระบุว่า การคุ้มครองสิทธิบัตรควรเกิดขึ้นเฉพาะกับนวัตกรรมที่ผ่านเกณฑ์ตามกฎหมายอย่างแท้จริง พร้อมแสดงความกังวลว่าหากมีการออกสิทธิบัตรโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ อาจชะลอการแข่งขันของยาชื่อสามัญ จำกัดทางเลือกในการรักษา และทำให้ราคายาสูงขึ้น ส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ป่วยและระบบสาธารณสุขของประเทศ
อภิวัฒน์ กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ย้ำว่า การเข้าถึงยาจำเป็นเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิด้านสุขภาพ และบทเรียนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แสดงให้เห็นว่า ความล่าช้าในการเข้าถึงการรักษาส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชน
“เราเชื่อว่าการคุ้มครองสิทธิบัตรไม่ควรกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยาที่จำเป็น หลักการนี้ไม่เพียงสำคัญต่อการรักษาโควิด-19 ในปัจจุบัน แต่ยังสำคัญต่อการสร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพ และการรับมือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในอนาคต”
อภิวัฒน์ กวางแก้ว
ย้ำไม่ได้ค้านนวัตกรรม แต่ค้านการผูกขาดที่ไม่จำเป็น
ขณะที่ เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกุล ผู้จัดการโครงการการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ระบุถึงการยื่นคัดค้านครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านการพัฒนายาใหม่
“เราสนับสนุนนวัตกรรมทางเภสัชกรรม และยอมรับว่ายาใหม่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของประชาชน แต่สิทธิบัตรควรได้รับเฉพาะสิ่งประดิษฐ์ที่ผ่านเกณฑ์ตามกฎหมาย หากเป็นเพียงองค์ความรู้เดิม หรือการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยที่คาดการณ์ได้ ก็อาจก่อให้เกิดการผูกขาดโดยไม่จำเป็น ชะลอการแข่งขันของยาชื่อสามัญ และทำให้ราคายาสูงกว่าที่ควรจะเป็น”
เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกุล
TNP+ ระบุว่า กระบวนการยื่นคัดค้านสิทธิบัตรเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรที่อาจส่งผลต่อการเข้าถึงยาและระบบสาธารณสุข
การตรวจสอบข้อมูลและเสนอข้อเท็จจริงต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะช่วยให้การให้สิทธิผูกขาดเกิดขึ้นเฉพาะกับนวัตกรรมที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการคุ้มครองประโยชน์ด้านสาธารณสุข
โยงเจรจา FTA ไทย-EU หวั่นมาตรการ TRIPS-plus ขยายการผูกขาดยา
เครือข่ายฯ ยังระบุว่า กรณีนี้สะท้อนความสำคัญของการรักษาสมดุลด้านนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU)
ทั้งยังกังวลว่า หากมีการกำหนดมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่สูงกว่ามาตรฐานของความตกลง TRIPS หรือ TRIPS-plusอาจทำให้การผูกขาดยาขยายตัวมากขึ้น และลดพื้นที่เชิงนโยบายของไทยในการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน
หากคัดค้านสำเร็จ เปิดทางยาชื่อสามัญ ลดภาระระบบบัตรทอง
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ ยังระบุว่า หากกรมทรัพย์สินทางปัญญารับฟังคำคัดค้านและไม่อนุมัติข้อถือสิทธิตามคำขอดังกล่าว จะช่วยรักษาโอกาสในการผลิตหรือจำหน่ายยาชื่อสามัญในอนาคต ทำให้ยารักษาโควิด-19 มีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ลดภาระงบประมาณของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และเสริมความยั่งยืนของระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว
