FTA Watch-ภาคประชาสังคม ยื่นจดหมายถึง นายกฯ-รมว.สธ. หนุนไทยยืนกรานไม่รับ TRIPS-plus ในเจรจา FTA ไทย-อียู ชี้ ข้อเสนอผูกขาดข้อมูลยา ขยายอายุสิทธิบัตรเกินมาตรฐาน WTO อาจทำยาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาดช้าสุด 11 ปี ดันภาระค่ายาพุ่ง 3.7 ล้านล้านบาทใน 30 ปี
เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการด้านการเข้าถึงยา กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) และมูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา (มสพ.) ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยยืนหยัดไม่ยอมรับมาตรการด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินกว่าความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPS) หรือ TRIPS-plus ในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU)
องค์กรผู้ลงนาม ระบุว่า แม้จะเห็นด้วยกับการขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป แต่การเจรจาไม่ควรแลกมาด้วยการยอมรับข้อผูกพันที่อาจกระทบต่อการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชน ความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และความมั่นคงทางยาของประเทศ
ข้อกังวลสำคัญคือข้อเสนอด้านทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ การผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) การผูกขาดทางการตลาด (Market Exclusivity) และ การขยายระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตร (Supplementary Protection Certificate: SPC) ซึ่งเป็นมาตรการที่เกินกว่าพันธกรณีที่ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามภายใต้ความตกลง TRIPS ขององค์การการค้าโลก (WTO)
ในหนังสือยังอ้างอิงผลการศึกษาร่วมของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และเครือข่ายนักวิชาการ เมื่อปี 2568 ซึ่งประเมินว่า
“หากประเทศไทยยอมรับข้อเสนอของสหภาพยุโรป มาตรการดังกล่าวอาจทำให้ยาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาดล่าช้าอย่างน้อย 2 ปี และอาจยาวนานถึง 11 ปี ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 130,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปี 770,000 ล้านบาทในช่วง 20 ปี และอาจสูงถึง 3.7 ล้านล้านบาทในช่วง 30 ปี”
ภาคประชาสังคมยังเห็นว่า การอ้างเหตุผลในการขยายอายุสิทธิบัตรเพื่อชดเชยความล่าช้าในการขึ้นทะเบียนยา ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศไทย เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้พัฒนาระบบและกระบวนการพิจารณาขึ้นทะเบียนยาอย่างต่อเนื่อง จนมีประสิทธิภาพและใช้เวลารวดเร็วขึ้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการผูกขาดสิทธิบัตรเพิ่มเติม
นอกจากนี้ องค์กรผู้ลงนามระบุว่า ประเทศไทยได้ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลง TRIPS ในการคุ้มครองข้อมูลทางยาอยู่แล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการขึ้นทะเบียนของยาต้นแบบแก่ผู้ผลิตยาชื่อสามัญ ดังนั้น จึงไม่ควรนำประเด็นดังกล่าวมาใช้เป็นเหตุผลในการผลักดันมาตรการ TRIPS-plus ซึ่งจะยิ่งทำให้การขึ้นทะเบียนยาชื่อสามัญล่าช้าและเพิ่มภาระให้กับหน่วยงานกำกับดูแล
หนังสือยังระบุว่า บริบทการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน รวมถึงท่าทีของรัฐสภายุโรปที่เคยแสดงความกังวลต่อผลกระทบของมาตรการ TRIPS-plus ต่อการเข้าถึงยา ประกอบกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สะท้อนว่าประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องเร่งสรุปการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป ด้วยการยอมรับข้อผูกพันด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินกว่าความตกลง TRIPS
“ภาคประชาสังคมขอสนับสนุนให้คณะผู้แทนเจรจาของไทย โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ยืนหยัดรักษาจุดยืนไม่ยอมรับมาตรการ TRIPS-plus ทุกรูปแบบ เพื่อคุ้มครองการเข้าถึงยาของประชาชน รักษาความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และเสริมสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศในระยะยาว”
