นักวิชาการ ย้ำ พฤติกรรม ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ชี้ คนไทยกำลังถูกบีบให้บริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ผ่านโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม
วันนี้ (6 ส.ค. 2569) ในการประชุมวิชาการสุขภาพ ครั้งที่ 24 (CDoH 24) ภายใต้แนวคิด “หวาน เค็ม เมา ควัน : กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง” มีเวทีนี้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสุขภาวะ และร่วมขับเคลื่อนสังคมไปสู่การมีสุขภาพที่ดีตั้งแต่เยาวชนไปจนถึงผู้สูงวัย
รักษพล สนิทยา หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) เปิดเผยผ่านวงเสวนา Commercial Determinants of Health ปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่มีผลลต่อสุขภาพ โดยย้ำถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการสูญเสียมากที่สุดกลุ่มประชากรไทย (ปี 2565) ได้แก่ โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะในวัยทำงานขึ้นไป ซึ่งโรคที่พบมากที่สุดได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง, โรคเบาหวาน , โรคไตเรื้อรัง, โรคหัวใจขาดเลือด, โรคตับแข็ง และโรคตับเรื้อรัง อื่น ๆ

ขณะเดียวกันปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจาก ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง การบริโภคอาหารที่ไม่เพียงหรือมากเกิน และบุหรี่ยาสูบ
พร้อมทั้งชี้ว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ 2 อันดับแรก คือ ปัจจัยเสี่ยงด้านเมตาบอลิก โดยมีพฤติกรรมเสี่ยงมาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม บุหรี่/ยาสูบ การดื่มแอลกอฮอลล์ และการไม่ออกกำลังกาย สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังสูญเสียอะไรบางอย่างไป โดยเฉพาะ ปีสุขภาวะที่สูญเสียไปจากการตายก่อนวัยอันควร และความเจ็บป่วยพิการ (DALY) ถือเป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์การสูญเสียทั้งหมด
“ข้อมูลในปี 2565 ประเทศไทยสูญเสียปีสุขภาวะอยู่ที่ประมาณ 20.5 ล้าน DALY เทียบเท่าได้กับเราสูญเสียคนในวัยแรงงานอายุ 25 ปีที่สุขภาพดี ไปทั้งหมด 8 แสนคน เมื่อดูการสูญเสียจำแนกตามกลุ่มอายุ พบว่าจะเกิดขึ้นในวัยทำงานและกลุ่มผู้สูงอายุ”
รักษพล สนิทยา
นอกจากนี้ยังพบว่า คนไทยอายุยืนต่อเนื่อง แต่ช่วงเวลาที่มีอายุดีเพิ่มขึ้นช้ากว่า ทำให้อยู่ในช่วงเวลาที่เจ็บป่วยหรือมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตนานขึ้น
ขณะที่บุหรี่และยาสูบเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเสี่ยงด้านสุขภาพ ในแง่ภาระทางเศรษฐศาสตร์ การบริโภคยาสูบ โดยรวมทั่วประเทศ ทำให้สูญเสียเม็ดเงิน 352,589 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสูญเสียมากกว่ารายได้จากภาษียาสูบ 6.8 เท่า
รักษพล ยังพบว่า ต้นทุนทางตรงแค่เพียง 17% ซึ่งคือการรักษาพยาบาล แต่ยังมีต้นทุนทางอ้อมอยู่ 83% อันได้แก่ ต้นทุนการสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การขาดงานของผู้ป่วย เป็นต้น
สุวจี กู๊ด ที่ปรึกษาระดับภูมิภาคด้านการสร้างเสริมสุขภาพและปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพ องค์การอนามัยโลก ประจำภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก (WHO-SEARO) มองว่า จะโทษพฤติกรรมของคนอย่างเดียวก็ไม่ถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาประชาชนจำนวนมากไม่ได้เลือกบริโภคน้ำหวาน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรม ทุกคนต่างถูกบีบบังคับให้บริโภคสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพผ่านโครงสร้างอำนาจบางอย่างที่ไม่เท่าทัน
“สภาวะการระบาดปัจจุบันไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ หรือความโชคร้ายของใครคนหนึ่ง แต่มันคือสิ่งที่ถูกผลิตขึ้น มองให้ดี ๆ NDCs คือโรคที่ถูกออกแบบไว้แล้ว 1 ใน 3 ของการเสียชีวิตทั่วโลกมาจากอาหารและผลิตภัณฑ์ที่ต่าง ๆ เช่น ยาสูบ อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพที่มีน้ำตาล เกลือ ไขมันในปริมาณที่สูง”
สุวจี กู๊ด

ที่ผ่านมาภาคธุรกิจผลิตสินค้าหรือบริการออกมาตามเป้าหมายทางด้านเศรษฐกิจของตัวเอง โดยผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นั้นอาจจะส่งผลบวก ส่งผลเป็นกลาง หรือส่งผลเสียต่อสุขภาพก็เป็นได้
ในขณะที่นิเวศเชิงพาณิชย์ทั้งหมดเองก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เช่น แรงงานผลิตสินค้า ผู้ว่าจ้าง ผู้ประกอบการ หรือแม้กระทั่งกิจกรรมในธุรกิจเองก็มีผลต่อสุขภาพในทางอ้อมได้ เช่น โรงงานผลิตอาหารแปรรูป ที่นอกจากจะมีน้ำตาลเป็นจำนวนมากในการผลิตซึ่งส่งผลต่อสุขภาพแน่นอน แต่ยังมีเรื่องกระบวนการกำจัดของเสียจากโรงงาน ซึ่งหากไม่ได้มีการจัดการอย่างถูกต้องก็เป็นไปได้ว่าประชาชนรอบ ๆ โรงงาน แม้แต่ธรรมชาติ ก็จะได้รับผลเสียจากมลพิษไปด้วย
“การเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างเดียวก็ยังไม่เพียงพอ มันกลายเป็นโรคระบาดในเชิงอุตสาหกรรมและเชิงระบบ จะเห็นได้ว่านิเวศของปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่ส่งต่อสุขภาพนั้นมีความซับซ้อน กระบวนการค้าที่ไม่ได้คำนึงถึงสุขภาพกำลังมีเยอะขึ้นเรื่อย ๆ”
สุวจี กู๊ด
ขณะที่ นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด รักษาการผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มองว่า นิเวศที่เอื้อต่อสุขภาพจะทำงานได้จากการร่วมมือกันระหว่างองค์กรด้านสุขภาพ และองค์กรที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพโดยตรง (Non-health sector) โดยต้องหาวิธีออกแบบให้องค์กรที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพ หันมาใส่ใจสุขภาพผู้บริโภคมากขึ้น
นอกจากนี้การบังคับด้วยกฎหมาย ด้วยความโปร่งใสและตรงไปตรงมา ปัจจุบันหลายบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีกรอบแนวคิดและการประเมินการดำเนินธุรกิจขององค์กรผ่านม่านวัด ESG ที่ประกอบไปด้วย สิ่งแวดล้อม, สังคม, และ ธรรมาภิบาล
“ถ้าเราคงความคงที่ของโรคอ้วนได้ เราสามารถคืนมูลค่าที่เสียไปได้ 23 พันล้านดอลลาร์”
นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด
เช่นเดียวกับ พันธ์กมล ทัตติพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักยุโรป กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่าในเชิงเศรษฐกิจ ประเทศไทยอาจจะเจอความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจากการเจรจาเปิดเสรีการค้า โดยเฉพาะผลกระทบต่อสินค้าภายในประเทศที่ผู้ประกอบการภายในประเทศบางสาขาจะต้องมีการปรับตัว
รวมไปถึงการยกระดับมาตรฐาน กฎเกณฑ์การค้าให้เป็นไปตาม FTA เช่น การคุ้มครองสิทธิแรงงาน การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การแข่งขันทางการค้า และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ
“เราจะทำยังไงให้เรายังสามารถรักษาพื้นที่เชิงนโยบายของภาครัฐที่ดูแลภาพรวมของสังคม ให้สมดุลกับเรื่องการเจริญเติบโตทางการค้า”
พันธ์กมล ทัตติพงศ์
