‘คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ’ เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัคซีนไทย เพิ่มศักยภาพการวิจัยและผลิตวัคซีนภายในประเทศ ลดพึ่งพาการนำเข้า สร้างความพร้อมรับมือวิกฤตสุขภาพในอนาคต เดินหน้ามาตรการดึงดูดการลงทุนและสนับสนุนผู้ผลิตวัคซีนในประเทศ หลังปี 2569 ‘สถาบันวัคซีนแห่งชาติ’ เผย ความสำเร็จสำคัญขึ้นทะเบียนยาต้านพิษโบทูลินัม และ ผลิตวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 โดยที่ประชุมเห็นชอบข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัคซีนแห่งชาติ โดยบทเรียนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัย พัฒนา และผลิตวัคซีนภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มความพร้อมของประเทศในการรับมือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่
- มาตรการดึงดูดการลงทุน
- มาตรการเฉพาะรายวัคซีนเพื่อสนับสนุนวัคซีนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
- มาตรการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมวัคซีน ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน กำลังคน การวิจัยและนวัตกรรม ระบบกำกับดูแล การเงิน การลงทุน และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการสร้างความร่วมมือผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ด้วยเทคโนโลยีเซลล์เพาะเลี้ยงในระดับอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านการผลิตวัคซีนในประเทศ
ขณะนี้องค์การเภสัชกรรมได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจาก สกสว. แล้ว ขณะที่องค์การเภสัชกรรมและบริษัท SK Bioscience จากเกาหลีใต้ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอขออนุมัติจัดตั้งบริษัทร่วมทุนต่อคณะรัฐมนตรี รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีน
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการพิจารณานำวัคซีนใหม่เข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยเฉพาะวัคซีน PCV สำหรับเด็กไทย และการผลักดันวัคซีนไข้เลือดออกเข้าสู่แผนงานฯ รวมถึงการขับเคลื่อนวัคซีน DTwP-HB-Hib-IPV และ Tdap/TdaP สำหรับเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี
ส่วนวัคซีน HPV มีแนวทางขยายการเข้าถึงในกลุ่มอายุ 21–26 ปี โดยที่ประชุมให้คำแนะนำการใช้วัคซีน HPV ได้แก่ Cecolin®9/Preventra®9 และ Gardasil®9 ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ โดยกลุ่มอายุ 11–20 ปี ฉีด 1 เข็ม และกลุ่มอายุ 21–26 ปี ฉีด 2 เข็ม
นอกจากนี้ สถาบันวัคซีนแห่งชาติยังเดินหน้าสนับสนุนผู้ผลิตวัคซีนภายในประเทศตามระเบียบคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2568 โดยประกาศรายชื่อวัคซีนและผู้ผลิตที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พร้อมประสานหน่วยงานจัดซื้อวัคซีนภาครัฐ ทั้งกรมควบคุมโรค สปสช. องค์การเภสัชกรรม สำนักงานประกันสังคม และโรงพยาบาลภาครัฐ ให้ร่วมสนับสนุนการจัดซื้อวัคซีนที่ผลิตในประเทศ
อีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญในปี 2569 คือ การผลักดันผลิตภัณฑ์ไทยสู่การขึ้นทะเบียน ประกอบด้วย ยาต้านพิษโบทูลินัม ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างสถานเสาวภา สภากาชาดไทย สถาบันวัคซีนแห่งชาติ กองทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ อย.
และ วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตตั้งแต่ระดับกลางน้ำถึงปลายน้ำ ระหว่างบริษัท โกลบอล ไบโอเทค โปรดักส์ จำกัด และบริษัท Xiamen Innovax Biotech จากจีน โดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติสนับสนุนการดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2561
“ความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับศักยภาพการผลิตวัคซีนและชีววัตถุในประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนของไทยในระยะยาว”
นพ.นคร เปรมศรี
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังรับทราบการทบทวนและปรับปรุงกลไกการพิจารณาบรรจุวัคซีนใหม่ โดยมีเป้าหมาย ลดขั้นตอนและระยะเวลา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนที่จำเป็นได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติได้เห็นชอบการปรับปรุงขั้นตอนดังกล่าวแล้ว
