สสส.ผนึก กพย.-สภาคณบดีเภสัชฯ ดัน “คณะเภสัชศาสตร์รักษ์ไต” 22 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สกัดวิกฤตไตเสื่อมจากยา เปลี่ยนจาก “รักษา” สู่ “ป้องกัน” หวังสร้างวัฒนธรรมใช้ยาปลอดภัย
เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 69 นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า โรคไตขยับขึ้นเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 6 ของคนไทย โดยมีปัจจัยสำคัญจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และพฤติกรรมการบริโภคเค็ม ขณะที่คนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประมาณ 3,600 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน
นอกจาก อาหารแล้ว อีกปัจจัยที่ต้องเร่งแก้ไขคือ “การใช้ยาไม่สมเหตุผล” โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ยาปฏิชีวนะ สเตียรอยด์ ยาชุด และยาลูกกลอน ซึ่งประชาชนบางส่วนสามารถหาซื้อมาใช้เองได้ หากใช้ไม่ถูกต้องหรือใช้ต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตโดยไม่รู้ตัว
นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาโรคไตไม่ควรมุ่งเฉพาะการรักษาเมื่อเกิดโรคแล้ว แต่ต้องจัดการตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการสร้างความรู้ ปรับพฤติกรรม คัดกรอง และส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล เพราะการป้องกันช่วยลดทั้งค่าใช้จ่ายและภาระการรักษาในระยะยาว
สสส.นำยุทธศาสตร์กฎบัตรออตตาวา (Ottawa Charter) มาปรับใช้ในการขับเคลื่อนงาน ทั้งการผลักดันนโยบายสาธารณะ มาตรการทางภาษี การสื่อสารสร้างความตระหนัก และการพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อให้การป้องกันโรคไตเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน
ผนึก 22 สถาบัน ดึง “ร้านยา-ชุมชน-ห้องเรียน” เป็นฐานป้องกัน
ทั้งนี้ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสภาคณบดีคณะเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย (สคพท.) เดินหน้าโครงการ “คณะเภสัชศาสตร์รักษ์ไต”ผนึกกำลัง 22 คณะเภสัชศาสตร์ทั่วประเทศ สร้างความรู้เรื่องการใช้ยาอย่างปลอดภัย คัดกรองความเสี่ยง และป้องกันโรคไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หวังลดจำนวนผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว
ศ.ภก.พรศักดิ์ ศรีอมรศักดิ์ ประธานสภาคณบดีคณะเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคไตระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่รู้ว่าตนเองมีความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่ซื้อยารับประทานเองเป็นเวลานาน
โครงการ “คณะเภสัชศาสตร์รักษ์ไต” มุ่งสร้างความรู้และทักษะให้ประชาชนประเมินความเสี่ยงจากยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ด้วยตนเอง พร้อมเพิ่มช่องทางเข้าถึงคำปรึกษาจากเภสัชกร โดย สคพท.จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางเชื่อมโยงคณะเภสัชศาสตร์ทั้ง 22 แห่ง นำบทเรียนจาก 5 มหาวิทยาลัยนำร่องไปขยายผลผ่านการเรียนการสอน การลงพื้นที่ชุมชน และร้านยาของคณะ
5 มหาวิทยาลัยนำร่อง เปิดโมเดล “รักษ์ไต” ตามโจทย์พื้นที่
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดย ผศ.ภก.ศักดิ์สิทธิ์ ศรีภา คณบดีคณะเภสัชศาสตร์นำร่องผ่านร้านยาคณะ 2 แห่ง ทำงานร่วมกับ รพ.สต. เภสัชกรชุมชน และ อสม. พร้อมพัฒนางานวิจัยด้านการคัดกรองความเสี่ยงโรคไตด้วยการตรวจ Albuminuria รวมถึงบูรณาการเรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (RDU) และเชื้อดื้อยา (AMR) เข้าสู่หลักสูตร
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ภก.สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มุ่งตัดวงจรผู้ป่วยก่อนเข้าสู่การฟอกไต เน้นแก้ปัญหาการใช้ยาชุดและสเตียรอยด์ พร้อมขยายความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพัฒนาฐานข้อมูลรวมถึงชุดตรวจคัดกรองเพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยเฉพาะราย
มหาวิทยาลัยสยาม โดย ผศ.ภญ.ใจนุช กาญจนภู คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ขับเคลื่อนงานในชุมชนเมืองฝั่งธนบุรี ศูนย์ผู้สูงอายุ และโรงเรียนผู้สูงอายุ โดยให้นักศึกษาเภสัชศาสตร์ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาด้านยา พร้อมรณรงค์ลดเค็มในโรงอาหารของมหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยรักษ์ไต”
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย รศ.ภก.ชาญกิจ พุฒิเลอพงศ์ รองคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ผู้แทนคณบดี นำเสนอผลโครงการ “รักษ์ไต ใส่ใจสุขภาพ” ผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ การบรรจุเนื้อหาในรายวิชาศึกษาทั่วไป การลงพื้นที่วิจัย การจัดจุดคัดกรองที่ร้านยาโอสถศาลา โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ใช้ยาแก้ปวดสูง และการสร้างเครือข่าย อสม. โดยผลการประเมินพบว่าความเข้าใจของประชาชนเรื่องการใช้ยาอย่างปลอดภัยเพิ่มจากต่ำกว่า 50% เป็นประมาณ 80–90%
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดย รศ.ภก.กร ศรเลิศล้ำวาณิช ผู้แทนคณบดี และประธานวิทยาลัยการบริหารเภสัชกิจ เน้น 3 ประเด็น ได้แก่ บริบทด้านสื่อ การเปลี่ยนแปลงระบบถ่ายโอน รพ.สต. ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพฤติกรรมของกลุ่ม Gen C ที่เสี่ยงต่อการบริโภคหวาน พร้อมจัดตั้ง “RDU Literacy Center”ใน 3 ชุมชนนำร่องภาคใต้ และเตรียมนำกรณีศึกษาเข้าสู่หลักสูตรพัฒนาบุคลากร
ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเปลี่ยนแนวทางรับมือโรคไต จากเดิมที่เน้นการรักษาเมื่อโรคเข้าสู่ระยะรุนแรง ไปสู่การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ การคัดกรองความเสี่ยง และการใช้ยาอย่างสมเหตุผล
สภาคณบดีคณะเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย ยืนยันพร้อมผลักดันแนวทางดังกล่าวให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนและการทำงานประจำของคณะเภสัชศาสตร์ทั้ง 22 แห่ง เพื่อสร้าง “วัฒนธรรมการใช้ยาปลอดภัย” และลดความเสี่ยงโรคไตในประชาชนทั่วประเทศ
