จิตวิทยาเชิงบวกเริ่มได้ในรั้วโรงเรียน ตัดวงจรก่อนไปสู่ความรุนแรง

ภาคีเพื่อการศึกษา เสนอ ลดงานที่ไม่จำเป็น คืนเวลาให้ครูได้กลับมาทำหน้าที่ดูแลจิตใจนักเรียน พร้อมผลักดันให้ สุขภาวะทางใจ ถูกนับเป็นตัวชี้วัดบังคับในหลักสูตร

ปัญหาสุขภาพจิตในรั้วสถาบันการศึกษา ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องจากแนวโน้มความรุนแรงที่เกิดขึ้น ล่าสุดภายในงาน NATIONAL EDUCATION FORUM 2026 มีการจัดเวิร์กชอป “How-To สร้าง healthier Mindset-ระบบดูแลสุขภาพจิตเด็กและครูทั้งใน/นอกโรงเรียน” โดยภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)  และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-29 ส.ค.69

เริ่มต้นที่ “ครูฤทธิ์” หรือ ศุภฤทธิ์ ทวีเกียรติ นักบำบัดในถาดทราย จากทีมเพลินจะเรียน เพียรจะเล่น และโครงการครูซัพใจ ที่นำกระบวนการมาให้ครู และบุคคลากรทางการศึกษา เรียนรู้ตนเองผ่านการเล่น และศิลปะ ก่อนจะเปิดบทสนทนาถ่ายถอดออกมาถึงความต้องการของตนเอง เพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้อย่างชัดเจน

ครูฤทธิ์ อธิบายว่า โครงการ ครูซับใจ ผ่านการจัดกระบวนการอบรมนำร่องร่วมกับคุณครูไปแล้ว 2 รุ่น รวม 54 คน เพื่อสร้างทักษะการดูแลใจเชิงป้องกัน ซึ่งจากการแลกเปลี่ยนในเวิร์กช็อป ครู และบุคลากรทางการศึกษาได้สะท้อน 3 ประเด็นใหญ่ที่กำลังเผชิญอยู่ คือความเหน็ดเหนื่อยและความล้าสะสมจากการต้องรับผิดชอบภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานสอน การรับมือกับความเครียดและความขัดแย้งในโรงเรียน ทั้งระหว่างครูกับเด็ก เด็กกับเด็ก และครูกับครูด้วยกันเอง รวมถึงต้องรับมือกับความไม่ต่อเนื่องของนโยบายในโรงเรียน และการถูกสังคมคาดหวังให้ครู ต้องเป็นครูนอกเวลางาน จนละเลยความเป็นมนุษย์

“สังคมมักเห็นภาพว่าดอกไม้จะงามได้ก็ต่อเมื่อดินดี แน่นอนว่าการใส่ปุ๋ยจะช่วยให้ดอกไม้เติบโต แต่เราไม่ควรบังคับให้ครูต้องทำตัวเป็นปุ๋ยสูตรเร่งใบ เร่งดอกอยู่ตลอดเวลา สังคมควรเปิดโอกาสให้ครูได้กลับมาเป็นมนุษย์ธรรมดา ได้เชื่อมโยงความเปราะบางของตนเองเข้ากับความเปราะบางในใจของเด็ก ซึ่งจะทำให้ครูเข้าใจความทุกข์ของเด็กได้ดีขึ้น และเท่าทันอำนาจทับซ้อนที่ตนเองอาจส่งผลกระทบต่อเด็กโดยไม่รู้ตัว”

ศุภฤทธิ์ ทวีเกียรติ

ขณะที่ปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษา ครูฤทธิ์ เชื่อว่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย การเริ่มทำงานในเชิงส่งเสริม และป้องกันตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น และต้องเริ่มทันที แม้จะไม่สามารถทำได้ครอบคลุมทั้งหมดในเวลาอันสั้นก็ตาม

สร้าง Growth Mindset และ Resilience ให้เด็กได้เรียนรู้ตั้งแต่ในรั้วโรงเรียน

ต่อกันที่เวิร์กชอปจาก Life Education ที่นำเครื่องมือ Strength School จาก Mindset Maker ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ออนไลน์ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างอุปนิสัยเชิงบวก 24 ประการ ให้กับนักเรียน โดยใช้แนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก เพื่อช่วยให้ครู และครอบครัวสามารถจัดการกับพฤติกรรมของเด็ก ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้บริหารองค์กร Life Education และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก บอกว่า การทำงานเรื่องสุขภาพจิตในระบบการศึกษาไม่ควรรอให้เกิดปัญหาก่อน และต้องไม่ทำเฉพาะกับเด็กบางคนเท่านั้น เพราะปรากฏการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเปรียบเหมือน สลักระเบิดทำงานมักเกิดกับเด็กที่ระบบคัดกรองไม่เจอ กระบวนทัศน์ทางสุขภาพจิตจึงไม่ควรถูกทำเหมือนการคัดกรองเชื้อโรคเพื่อส่งต่อหรือรักษา แต่ต้องเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กทุกคนรู้จักออกกำลังใจเป็น ควบคู่กับการสร้างความรู้พื้นฐานให้กับพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย และครู เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตใจของเด็กอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ยังได้ขับเคลื่อนเครื่องมือและนวัตกรรมผ่านโครงการ FamSchool ( Family Skill , School) เพื่อเชื่อมโยงความเป็นครอบครัวให้เกิดขึ้นทั้งในโรงเรียน และที่บ้าน เพื่อดูแลใจเด็กร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังเน้นการเปลี่ยนงานเดิมให้มีประสิทธิภาพ ทั้งรูปแบบการเยี่ยมบ้าน วันประชุมผู้ปกครอง หรือกิจกรรมโฮมรูม 

เช่น โมเดลโรงเรียนเชียงของวิทยาคม จ.เชียงราย ที่เปลี่ยนการเยี่ยมบ้านปกติเป็นกิจกรรม “ขันโตก” ดึงทั้งชุมชนและครอบครัวมาร่วมสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกพร้อมกันในวันเดียว และพัฒนาวิชาใหม่ Life Module ร่วมกับโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อสอนเรื่องคุณค่าภายในของคน การสร้าง Growth Mindset และ Resilience ให้เด็กได้เรียนรู้ตั้งแต่ในรั้วโรงเรียน โดยไม่ต้องรอเรียนรู้จากภายนอก ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อตอบโจทย์หลักสูตรฐานสมรรถนะ ไม่ใช่การใช้วิธีสอนแบบเดิมเพื่อประเมินแบบใหม่

สำหรับข้อกังวล ว่าจะเป็นการเพิ่มภาระงานครูหรือไม่  อรุณฉัตร ยืนยันว่าสิ่งที่ต้องลดภาระ คืองานเอกสาร งานตรวจรับพัสดุ หรืองานบริหารที่ไม่จำเป็น เพื่อคืนครูมาทำหน้าที่ดูแลเด็ก ซึ่งจำเป็นต้องผลักดันไปถึงระดับการผลิตครูในคณะครุศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ ให้เรียนรู้จิตวิทยาประยุกต์ที่นำไปใช้จัดการห้องเรียน สื่อสารกับผู้ปกครอง

“เราได้เสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงการพูดคุยกับ กทม. ให้มีการจัดสรรสล็อตเวลา และทิศทางนโยบายที่ชัดเจน โดยทำการลีนหรือตัดงานที่ไม่ชัดเจนออก  แล้วแทนที่ด้วยชุดเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ วัดผลได้จริง มากกว่าการทำเพียงแค่โครงการ Sandbox หรือโครงการนำร่องที่ไม่ทันต่อสถานการณ์วิกฤตในปัจจุบัน”

อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ 

ผลักดันเรื่องสุขภาพใจ วัดผลได้ในหลักสูตรการศึกษา

ปิดท้ายที่เวิร์กชอปโดย แสงจันทร์ เมธาตระกูล จากโครงการแพธทูเฮลท์ ชวนครูที่ร่วมกิจกรรมเรียนรู้ทักษะด้านอารมณ์ สังคม (Social&Emotion Learning : SLE) ทั้งการเห็น และใช้ศักยภาพในตัวเอง สนับสนุนการพัฒนาต่อ สร้างความเชื่อมั่นในความสามารถ เพื่อเลือกใช้ชีวิตที่สอดคล้องและมีความสุข

แสงจันทร์ บอกว่า ประเด็นสุขภาพจิตของเด็ก และเยาวชนในปัจจุบันกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรง โดยเฉพาะสถิติภาวะเครียด และโรคซึมเศร้าในกลุ่มเด็กวัยเรียนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา กระทั่งสะท้อนออกมาเป็นเหตุความรุนแรง และการทำร้ายกันในรั้วโรงเรียนดังที่ปรากฏตามหน้าข่าว ต้นตอสำคัญมาจากเด็กไม่ได้ถูกบ่มเพาะทักษะความเข้มแข็งทางใจจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ทั้งจากครอบครัว ชุมชน และโรงเรียน ทำให้เด็กมีความเปราะบาง และขาดเป้าหมายในการดำเนินชีวิต

แสงจันทร์ ย้ำว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กเท่านั้น ครูต่างก็กำลังตกอยู่ในภาวะเปราะบางและมีความเครียดสูงเช่นกัน ครูหลายคนต้องพึ่งพาการรักษาด้วยยา หรือต้องขอพักการเรียนการสอนเป็นช่วงๆ สาเหตุสำคัญเกิดจากการที่ระบบการศึกษาไทยเน้นย้ำแค่ตัวชี้วัดด้านวิชาการ การเรียนการสอน 8 กลุ่มสาระ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จนมองข้ามสภาวะที่เด็กไม่มีสมาธิ หรืออารมณ์ฉุนเฉียวจากฮอร์โมนวัยรุ่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดแต่กลับไม่ได้ถูกดูแล ขณะเดียวกันหลักสูตรการผลิตครูสอนเพียงจิตวิทยาพื้นฐาน ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับโลกยุคปัจจุบันที่ถูกแทรกแซงด้วยเทคโนโลยี ประกอบกับต้องเร่งทำงานวิชาการ และภาระงานต่างๆ จนกลายเป็นความเครียดสะสม

ครูสอนวิชาทั่วไปอย่างอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ไม่ได้ถูกปูพื้นฐานเรื่องจิตวิทยาเชิงบวก พอกับเด็กเจอปัญหาต้องการคำปรึกษา ครูอาจมีต้นทุนอยู่แต่ไม่ได้ถูกรื้อฟื้นมาใช้ เพราะต้องเร่งทำผลสัมฤทธิ์วิชาการ และงานโรงเรียนอื่นจนร้อยรัดตัวครู เราเชื่อว่าครูใจดีและปรารถนาดีอยู่แล้ว แต่เขายังขาดเครื่องมือ

แสงจันทร์ เมธาตระกูล

แพธทูเฮลท์ จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปหลักสูตร และการพัฒนาครู โดยต้องไม่ใช่การเพิ่มภาระงานให้ครู แต่เป็นการเติมคุณภาพให้ครูทุกคนมีทักษะ SEL เป็นพื้นฐาน เข้าใจประเด็นใหม่ๆ ในสังคม ขณะเดียวกันหลักสูตรการเรียนการสอน ควรปรับให้เรื่องสุขภาวะทางใจถูกนับเป็นตัวชี้วัดบังคับในหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งครอบคลุมทั้งสมรรถนะการดูแลตนเอง การเท่าทันตนเอง การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น นอกเหนือไปจากความสามารถทางวิชาการ

เช่น วิชาสังคมศึกษา หรือครูประจำชั้น ที่สามารถนำข้อมูลเด็กรายบุคคลมาใช้จัดกิจกรรมกลุ่ม คละเด็กที่มีความแตกต่างกันให้ทำงานร่วมกัน และชวนเด็กสะท้อนความคิดเพื่อเรียนรู้เรื่องการจัดการอารมณ์ การสร้างสัมพันธภาพ การอยู่ร่วมกันโดยไม่บูลลี่หรือกีดกันเพื่อน หากทำได้จริงเชื่อว่าจะกลายเป็นวิถีโรงเรียนแบบใหม่ที่ไม่กดดันเด็ก ไม่ตัดสิน ไม่ขีดเส้นให้เด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนหลุดออกไปจากระบบการศึกษา แต่จะกลายเป็นโรงเรียนที่มีความ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active