กรมสุขภาพจิตจับมือ สพฐ. ปั้นครูแนะแนว,ครูที่ปรึกษาให้ “ฟังเป็น สังเกตได้ ช่วยเบื้องต้นเป็น” เชื่อมต่อระบบสุขภาพจิต พร้อมผลักดัน “ห้องเรียนใจดี” และโรงเรียนปลอดภัยทั้งกายและใจ
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 กรมสุขภาพจิต ร่วมกับ สพฐ. จัดประชุมยกระดับการดูแลใจครูแนะแนวและครูที่ปรึกษา สู่การปฐมพยาบาลทางใจและการให้การปรึกษานักเรียน เพื่อเสริมความรู้และทักษะในการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจของครูและนักเรียน โดยเฉพาะในสถานการณ์ความรุนแรงหรือเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อสภาพจิตใจ พร้อมมุ่งสร้างสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจ
นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตให้ความสำคัญกับการสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตในสถานศึกษาให้สามารถช่วยเหลือนักเรียนได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงร่วมกับ สพฐ. พัฒนาศักยภาพครูแนะแนวและครูที่ปรึกษา ทั้งด้านการปฐมพยาบาลทางใจ การรับฟังอย่างเข้าใจ การสร้างสัมพันธภาพกับนักเรียน และการให้คำปรึกษาเบื้องต้น
เป้าหมายสำคัญคือให้ครูสามารถสังเกตและประเมินความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม อารมณ์ และสังคมของนักเรียน ตลอดจนให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น และประสานเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพจิตหรือส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเมื่อพบกรณีที่จำเป็น
กรมสุขภาพจิตยังเน้นการป้องกันและจัดการปัญหาการกลั่นแกล้งรังแก หรือ Bullying ทั้งการทำร้ายร่างกาย การใช้คำพูด การกีดกันทางสังคม และการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและทิ้งบาดแผลทางใจในระยะยาว
สำหรับหัวใจของการปฐมพยาบาลทางใจ คือการช่วยให้ผู้ได้รับผลกระทบรู้สึกปลอดภัย สงบ สามารถเชื่อมโยงกับคนรอบข้าง และกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด ขณะเดียวกันต้องดูแลสุขภาวะของครูและผู้ให้ความช่วยเหลือควบคู่กัน เพราะครูที่มีความพร้อมย่อมสามารถเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ให้กับนักเรียนได้
อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า ระบบ HERO OBEC Care เป็นอีกกลไกสำคัญในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยครูสามารถคัดกรองนักเรียนที่มีความเสี่ยงด้านพฤติกรรม อารมณ์ และสังคม ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการดูแล ช่วยเหลือ ส่งต่อ และติดตามผลอย่างเหมาะสม
ควบคู่กับการสร้างบรรยากาศในห้องเรียนที่เป็นมิตร เปิดพื้นที่ให้นักเรียนสามารถพูดคุยและขอความช่วยเหลือได้โดยไม่ถูกตีตรา เพื่อร่วมกันสร้างโรงเรียนที่ปลอดภัยทั้งกายและใจ
สพฐ.ชู 4 แนวทาง สร้าง “ห้องเรียนใจดี”
ด้าน วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในสถานศึกษาและสังคม สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาวะและสุขภาพจิตของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ทั้งด้านความคิด อารมณ์ พฤติกรรม การเรียน และการดำเนินชีวิต โดยผลกระทบอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงช่วงที่เกิดเหตุ แต่สามารถต่อเนื่องได้ในระยะยาว
ดังนั้น การที่ครูสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของนักเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต้องเฝ้าระวัง ติดตาม และให้การดูแลอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องการให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง
สพฐ.เน้น 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่
- ดูแลสุขภาพจิตนักเรียนเป็นภารกิจร่วมกันของทุกฝ่าย
- สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบ
- สร้างสภาพแวดล้อมและ “ห้องเรียนใจดี” ที่ปลอดภัยทางใจ
- ส่งเสริมให้ครูสังเกต รับฟัง ให้คำปรึกษา ประเมินความเสี่ยง และประสานส่งต่ออย่างเหมาะสม
วิษณุกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีถ่ายทอดความรู้และสร้างความเข้าใจ เพื่อยกระดับงานแนะแนวและการดูแลสุขภาพจิตนักเรียน พร้อมส่งต่อความห่วงใยและพลังใจจาก สพฐ. ไปยังผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนทุกคน รวมถึงร่วมกันพัฒนาห้องเรียนใจดีและสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่แห่งความไว้วางใจ ความเข้าใจ และความปลอดภัย
ทั้งนี้ นักเรียน ผู้ปกครอง และครู สามารถเข้าถึงบริการและประเมินสุขภาพจิตผ่าน Mental Health Check-in แพลตฟอร์มต่อ-เติม-ใจ และสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงศึกษาข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพจิตเพิ่มเติมได้ที่ www.สุขภาพจิต.com
