‘ยศชนัน’ เรียกถก ศธ.-พม.-แรงงาน เผย 9 มาตรการความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ สั่งตรวจเข้มกระเป๋านักเรียน เร่งบรรเทาผลกระทบทางใจ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง หลังเกิดเหตุความรุนแรงใน รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี เดินหน้าเรียนออนไลน์ 10-14 ส.ค. นี้ เตรียมส่งนักจิตวิทยาคอยดูแลใกล้ชิดช่วงเปิดเรียน พร้อมปิดห้องเรียนที่เกิดเหตุไม่มีกำหนด เล็งระยะยาว ดันร่าง พ.ร.บ. การดูแลความปลอดภัยของนักเรียน
วันนี้ (8 ส.ค. 2569) ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมประชุมหารือแนวทางและมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา

ภายหลังการประชุม ศ.ยศชนัน เปิดเผยถึง แผนการเปิดเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ระยะสั้น โดยให้นักเรียน ครู และผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ สามารถขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตได้ ผ่านนักจิตวิทยาประจำพื้นที่คอยให้การดูแล
ส่วนในจุดโรงเรียนที่เกิดเหตุ จะมีอาสาสมัครสุขภาพจิตลงประจำที่โรงเรียน เพื่อดูแลสุขภาพจิตเชิกรุกทุกฝ่าย และวันเปิดเรียนวันแรก กรมสุขภาพจิต จะจัดกิจกรรม เพื่อดูด้านจิตใจ พร้อมกับปิดห้องเรียนที่เกิดเหตุอย่างไม่มีกำหนด และจัดพื้นที่ให้ผู้ปกครองสามารถเข้าสังเกตการณ์เด็กได้ รวมถึงเพิ่มมาตรการตรวจคัดกรองสิ่งผิดกฎหมาย และเพิ่มมาตรการความปลอดภัย
ส่วนระยะยาว 90 วัน ได้นำมาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนแห่งชาติ มาใช้กับทุกโรงเรียนทั่วประเทศ ประกอบด้วย
- จัดให้มีการคัดกรองสุขภาพจิตนักเรียนเป็นประจำส่งต่อนักเรียนกลุ่มเสี่ยงให้ผู้เชี่ยวชาญ
- อบรมให้ครูสามารถคัดกรองนักเรียนและปฐมพยาบาลทางใจพื้นฐานได้
- มีแพลตฟอร์มแจ้งเหตุ เช่น ทรัฟฟี่ ฟองดูว์
- ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุหลากหลายรูปแบบ
- เช็คจุดที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
- ไม่เพิกเฉยต่อการกลั่นแกล้ง
- คัดกรองบุคคลและสิ่งผิดกฎหมาย ก่อนเข้าสถานศึกษา
ขณะที่ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ ได้นำมาตรการทั้งหมด ประชุมร่วมสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้ดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยในแนวทางเดียวกัน โดยจะเร่งออกประกาศ ให้ทุกสถานศึกษาตรวจค้นกระเป๋านักเรียนก่อนเข้าโรงเรียน เน้นย้ำ ห้ามนำอาวุธทุกชนิดเข้าพื้นที่โรงเรียน
ศธ.งัด 9 มาตรการดูแลความปลอดภัยโรงเรียนทั่วประเทศ
พร้อมทั้งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยกำหนดรายละเอียดการดำเนินงาน 9 ข้อ ดังนี้
1. ดูแลสุขภาพจิตและเปิดช่องทางช่วยเหลือทั่วประเทศ
เปิดกลไก ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับเรื่องและประสานความช่วยเหลือนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมใช้เครือข่ายจิตอาสาและนักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่ เขตละ 1 คน ให้คำปรึกษาและดูแลในแต่ละพื้นที่
พร้อมวางแผนเชิญอาจารย์มหาวิทยาลัยมาอบรมและให้คำแนะนำเพิ่มเติม รวมถึงส่งนักจิตวิทยาเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงเพื่อคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการบำบัด ตลอดจนประสาน กรมสุขภาพจิต ผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง และหน่วยงานอื่นเพิ่มเติม หากพื้นที่มีความต้องการความช่วยเหลือเฉพาะเจาะจง รวมถึงสามารถแจ้งเหตุผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อีกช่องทางหนึ่ง

2. ดูแลเยียวยาโรงเรียนที่เกิดเหตุและผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
สำหรับโรงเรียนที่เกิดเหตุและมีผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือผู้ได้รับผลกระทบด้านอื่น ๆ ให้ประสานนักจิตวิทยาเข้าดูแล นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดและติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสให้ ครูและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจสามารถย้ายโรงเรียนได้ชั่วคราว หากมีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูสภาพจิตใจ
3. ปิดโรงเรียนที่เกิดเหตุชั่วคราว เพื่อบรรเทาภาวะจิตใจเบื้องต้น
กำหนดให้ โรงเรียนที่เกิดเหตุปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเป็นระบบออนไลน์ (Online) ระหว่างวันที่ 10–14 สิงหาคม 2569 โดยให้นักเรียนเรียนจากที่พักอาศัย ไม่ต้องเดินทางเข้ามาในสถานศึกษาในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อบรรเทาภาวะจิตใจเบื้องต้น และเปิดโอกาสให้นักเรียน ครู บุคลากร ผู้ปกครอง และผู้ได้รับผลกระทบมีระยะเวลาในการฟื้นฟูสภาพจิตใจ ก่อนประเมินความพร้อมในการกลับเข้าสู่การเรียนการสอนในสถานศึกษาตามปกติ
ทั้งนี้ การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในช่วงดังกล่าว ให้สถานศึกษาคำนึงถึง สภาพจิตใจและความพร้อมของนักเรียนเป็นสำคัญ และไม่สร้างภาระหรือแรงกดดันด้านการเรียนเพิ่มเติม
4. เปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองเข้าสังเกตการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจ
เปิดพื้นที่ให้ ผู้ปกครองสามารถเข้าไปสังเกตการณ์เด็กในสถานศึกษา เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย โดยการเข้า–ออกสถานศึกษาจะต้องผ่านระบบ ลงทะเบียนและตรวจสอบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นหรือบุคคลภายนอกที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาภายในโรงเรียน
5. เร่งมาตรการความปลอดภัยระยะสั้น พร้อมเดินหน้ากฎหมายระยะยาว
ในระยะยาว กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการ จัดทำ ร่าง พ.ร.บ. การดูแลความปลอดภัยของนักเรียน เพื่อวางระบบและมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสถานศึกษาอย่างชัดเจน ขณะที่ในระยะสั้นจะเร่งออกประกาศและมาตรการของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้สถานศึกษาสามารถดำเนินการได้ทันที
มาตรการสำคัญ ได้แก่ ห้ามพกพาสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในสถานศึกษา เช่น ยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า และอาวุธ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้น โดยครูสามารถดำเนินการตรวจค้นและยึดสิ่งผิดกฎหมายตามกรอบที่กำหนด และกรณีที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายให้ประสานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดำเนินการต่อไป รวมถึงกำหนดให้ ใช้อุปกรณ์สื่อสารเฉพาะเพื่อการเรียนการสอนเท่านั้น
6. ยกระดับการคัดกรองบุคคลภายนอกก่อนเข้าสถานศึกษา
ปรับปรุงระบบ คัดกรองบุคคลภายนอกก่อนเข้าสถานศึกษาให้มีความรัดกุมมากขึ้น เนื่องจากการติดตั้งกล้อง CCTV เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการป้องกันเหตุ จึงต้องเพิ่มการประสานงานระหว่างทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยเฉพาะ สถานศึกษา ตำรวจ และผู้ปกครอง เพื่อร่วมกันตรวจสอบ เฝ้าระวัง และป้องกันความเสี่ยง
7. จัดทำแผนป้องกันและรับมือเหตุฉุกเฉิน พร้อมซักซ้อมร่วมกับตำรวจ
จัดทำ แผนและกลไกในการป้องกันและรับมือเหตุฉุกเฉินในสถานศึกษา กำหนดระบบประสานงานกับตำรวจและหน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงเร่งจัดให้มี การซักซ้อมเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้สถานศึกษามีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและสามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมประสานความร่วมมือไปยังสถานศึกษาในสังกัดอื่น ๆ อาทิ กรุงเทพมหานคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อให้เกิดมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยในทิศทางเดียวกัน
8. สื่อสารอย่างรับผิดชอบ ป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat Effect)
ขอความร่วมมือ สื่อมวลชน โรงเรียน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ และระมัดระวังการนำเสนอหรือเผยแพร่ข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุหรือรายละเอียดที่อาจกระตุ้นความสนใจ เพื่อป้องกันไม่ให้การสื่อสารนำไปสู่ พฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat Effect) การนำเสนอข้อมูลควรคำนึงถึงผลกระทบต่อนักเรียน เยาวชน ครอบครัว ผู้ได้รับผลกระทบ และสังคมโดยรวมเป็นสำคัญ
9. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสถานศึกษา
ส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการเรียนการสอน และทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่นักเรียนรู้สึกปลอดภัย สามารถพูดคุย ขอคำปรึกษา และได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของกล้องวงจรปิด การตรวจค้น หรือการควบคุมบุคคลภายนอก แต่ต้องสร้าง สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนที่ดีและความไว้วางใจระหว่างครูกับนักเรียน ควบคู่กันไป เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง


กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า 9 มาตรการดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การเยียวยาหลังเกิดเหตุ การป้องกันและคัดกรองความเสี่ยง การเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการสร้างระบบและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในระยะยาว โดยเป้าหมายสำคัญคือทำให้ความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาเป็นมาตรฐานพื้นฐานของสถานศึกษาทุกแห่ง และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครองและประชาชนว่า โรงเรียนจะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ส่วนสาเหตุการก่อเหตุ ขณะนี้ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า ยังต่อรอการสอบสวนจากตำรวจ และครูที่เสียชีวิต ยืนยัน มีมาตรการเยียวยา พร้อมพิจารณาการเลื่อนขั้นให้ครูที่เสียชีวิต เพราะถือว่าเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่
ทางด้านกระทรวง พม. จะสนับสนุนนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยา รวมทั้งนำสายด่วน 1330 มาช่วยเหลือ และเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาที่อยู่ในสังกัด
