รมว.สธ. ย้ำตรวจสอบเป็นเรื่องดี มั่นใจโยกย้ายเป็นธรรม 100% คัดคนตามกฎหมาย-ศักยภาพ หลัง ‘ชมรมรักษ์สาธารณสุข (Save MOPH)’ ยื่น ปลัด สธ.-คกก.กลั่นกรอง สอบกระบวนการจัดทำคะแนน บัญชีรายชื่อผู้ผ่านการกลั่นกรอง หลังได้รับข้อมูลจากบุคลากรภายใน ตั้งคำถาม คะแนนเป็นดุลพินิจกรรมการแต่ละคนจริงหรือไม่ รายชื่อสุดท้ายตรงกับผลการพิจารณาของคณะกรรมการหรือไม่ ด้าน ‘แพทย์ชนบท’ หวั่นเป็นพื้นที่ต่อรองกลุ่มเดิม ๆ ชี้ สธ.ควรเปิดโอกาสบุคลากรรุ่นใหม่ได้เติบโต บนพื้นฐานความสามารถ ผลงาน ธรรมาภิบาล มากกว่าบารมี-สายสัมพันธ์
ภายหลังจากที่ กระทรวงสาธารณสุข ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการกลั่นกรองเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้บริหารระดับสูง ทั้งตำแหน่ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป (ผอ.รพศ./ผอ.รพท) และตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา
วันนี้ (3 ก.ย. 2569) ชมรมรักษ์สาธารณสุข หรือ Save MOPH ส่งหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องให้ตรวจสอบกระบวนการจัดทำคะแนนและบัญชีรายชื่อดังกล่าว โดยระบุว่า ได้รับข้อมูลจากบุคลากรภายในกระทรวงเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดทำคะแนนและบัญชีรายชื่อ ซึ่งประเด็นสำคัญอยู่ที่กระบวนการหลังจากคณะกรรมการกลั่นกรองทั้ง 6 คน ได้สัมภาษณ์และร่วมพิจารณาความเหมาะสมของผู้สมัครแล้ว
ข้อสงสัยสำคัญคือ รายชื่อที่ประกาศออกมา ตรงกับผลการพิจารณาที่คณะกรรมการทั้งคณะได้ร่วมกันพิจารณาหรือไม่ รวมถึง คะแนนในแบบประเมินเป็นคะแนนที่กรรมการแต่ละคนพิจารณาและกำหนดด้วยตนเองจริงหรือไม่

ชมรมรักษ์สาธารณสุข ยังระบุว่า ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการลงลายมือชื่อในเอกสารก่อนการกรอกคะแนน ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามข้อมูลดังกล่าว อาจเป็นประเด็นที่ควรตรวจสอบว่า คะแนนที่ถูกนำไปใช้จัดทำผลการกลั่นกรองเกิดจากดุลพินิจของกรรมการแต่ละคนหรือไม่ ใครเป็นผู้กรอกคะแนน และกรรมการได้รับทราบและยืนยันคะแนนดังกล่าวก่อนประกาศผลหรือไม่
ข้อมูลทั้งหมดเป็นเพียงประเด็นที่ได้รับแจ้งและยังต้องผ่านการตรวจสอบ จึงยังไม่กล่าวหากรรมการหรือบุคคลใดว่ากระทำผิด หรือสรุปว่ามีการทุจริต โดยเห็นว่าการตั้งคำถามในประเด็นดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้กระบวนการคัดเลือกผู้บริหารมีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้
ชมรมรักษ์สาธารณสุข จึงทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมสำเนาถึงประธานและกรรมการกลั่นกรองทั้ง 6 คน ขอให้ตรวจสอบและยืนยัน 3 ประเด็น ได้แก่
- คะแนนในแบบประเมินเป็นคะแนนที่กรรมการแต่ละคนพิจารณาและกำหนดด้วยตนเองหรือไม่
- รายชื่อผู้ผ่านการกลั่นกรองที่ประกาศออกมา ตรงกับผลที่คณะกรรมการได้ร่วมกันพิจารณาและเห็นชอบหรือไม่
- หากมีการแก้ไขคะแนนหรือรายชื่อภายหลัง การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์และมติของคณะกรรมการหรือไม่
ชมรมรักษ์สาธารณสุข ยังระบุว่า หากกระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างถูกต้อง การตรวจสอบจะช่วยยืนยันความถูกต้องและความบริสุทธิ์ของกระบวนการ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย แต่หากพบข้อผิดพลาด ก็ควรมีการทบทวนและแก้ไขก่อนนำผลไปสู่ขั้นตอนการแต่งตั้ง
ชมรมรักษ์สาธารณสุข ยังชี้ว่า ตำแหน่งที่อยู่ในกระบวนการคัดเลือกครั้งนี้เป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่มีผลต่อการบริหารบุคลากร ระบบบริการสุขภาพ และประชาชนจำนวนมาก จึงควรมีมาตรฐานการคัดเลือกที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
พร้อมย้ำว่า การออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านผู้สมัครรายใด แต่ต้องการให้ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งมาจากกระบวนการที่ถูกต้องและเป็นธรรม โดยจะปกป้องผู้ให้ข้อมูลโดยสุจริต แต่จะไม่ปกป้องข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง
“หนังสือที่ส่งถึงกรรมการทั้ง 6 ท่าน ไม่ใช่คำพิพากษา และไม่ใช่การกล่าวหา แต่เป็นคำถามที่สมควรได้รับคำตอบ”
ทั้งนี้หากตรวจสอบแล้วกระบวนการถูกต้อง พร้อมยอมรับข้อเท็จจริง หากพบข้อผิดพลาด ขอให้แก้ไข และหากพบหลักฐานว่ามีการกระทำโดยมิชอบ จะดำเนินการผ่านช่องทางที่กฎหมายกำหนด
สำหรับเป้าหมายของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่การปกป้องบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการเรียกร้องให้ระบบการคัดเลือกผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขมีความถูกต้อง เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้
‘แพทย์ชนบท’ ตั้งคำถาม ‘ชมรมรักษ์สาธารณสุข’
หรือ ‘รักษ์อำนาจเดิม’ ? ปมทบทวนแต่งตั้งผู้บริหาร สธ.
ด้าน ชมรมแพทย์ชนบท โพสต์ถึงกรณีนี้ โดยตั้งคำถามต่อกระบวนการคัดเลือกเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ หากพบข้อบกพร่องจริง แต่เมื่อผู้เคลื่อนไหวคือ นพ.ประเสริฐ ขันเงิน อดีตประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป รวมถึงบุคคลที่เคยมีบทบาทในโครงสร้างอำนาจของกระทรวงสาธารณสุขมาเป็นเวลานาน จึงเห็นว่าสังคมมีสิทธิตั้งคำถามกลับเช่นกันว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการปกป้องธรรมาภิบาล หรือเกี่ยวข้องกับการรักษาอิทธิพลของเครือข่ายเดิมในระบบแต่งตั้งหรือไม่ ?
หากเห็นว่ากระบวนการกลั่นกรองไม่ถูกต้อง ควรเปิดเผยข้อมูลและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลักเกณฑ์ คะแนน และรายละเอียดว่าขั้นตอนใดมีปัญหา รวมถึงใครได้รับประโยชน์ และมีหลักเกณฑ์ข้อใดถูกละเมิด เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจน
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การตรวจสอบควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐาน ไม่ใช่เพียงการออกหนังสือคัดค้านหรือกดดันระบบราชการภายหลังผลการกลั่นกรองไม่เป็นไปตามความคาดหวังของบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ชมรมแพทย์ชนบท ยังระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขไม่ควรย้อนกลับไปสู่ระบบที่ตำแหน่งสำคัญถูกมองว่าเป็น “โควตาของเครือข่าย” หรือเป็นพื้นที่ต่อรองของกลุ่มบุคคลเดิม โดยเห็นว่าบุคลากรรุ่นใหม่ในกระทรวงมีความรู้และความสามารถจำนวนมาก และควรได้รับโอกาสเติบโตบนพื้นฐานของความสามารถ ผลงาน และธรรมาภิบาล มากกว่าบารมีหรือสายสัมพันธ์
ผู้บริหารหรือบุคลากรที่เคยมีบทบาทในระบบราชการสามารถมีส่วนช่วยกระทรวงสาธารณสุขได้หลายรูปแบบ ทั้งการเป็นที่ปรึกษา ถ่ายทอดประสบการณ์ หรือทำงานเพื่อสาธารณะ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดตัวบุคคลหรือกำกับกระบวนการแต่งตั้งโยกย้าย
ชมรมแพทย์ชนบท ยังตั้งคำถามว่า ผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวกำลัง “รักษ์สาธารณสุข” หรือกำลัง “รักษ์พื้นที่อำนาจของคนกลุ่มเดิม” พร้อมเรียกร้องให้เปิดพื้นที่แก่บุคลากรรุ่นใหม่ได้มีโอกาสทำงานและเติบโตในระบบ
“ถึงเวลาพักจากการจัดวางคน เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ทำงานบ้าง จะพักผ่อน เลี้ยงหลาน ถ่ายทอดประสบการณ์ หรือหากยังมีพลังเหลือเฟือก็ลงสนามการเมืองให้ประชาชนตัดสินกันตรง ๆ”
‘พัฒนา’ มั่นใจโยกย้าย สธ.เป็นธรรม 100% ยันคัดคนตามกฎหมาย-ศักยภาพ
ขณะที่ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา ถึงกรณีอดีตผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข 40 คน รวมตัวจัดตั้ง ชมรมรักษ์สาธารณสุข หรือ Save MOPH เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบประเด็นธรรมาภิบาล ทั้งการจัดซื้อและการโยกย้ายว่า การตรวจสอบเป็นเรื่องที่ดีและสามารถดำเนินการได้เต็มที่ พร้อมยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุขดำเนินงานตามกฎหมาย ทั้งกระบวนการแต่งตั้งโยกย้าย การใช้งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้าง
รมว.สธ. ยังย้ำว่า กระบวนการคัดเลือกบุคลากรของกระทรวง รวมถึงการคัดเลือกโดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยพิจารณาจากศักยภาพและความเหมาะสมกับงาน ส่วนข้อกังวลเรื่องความเป็นธรรม ยืนยันว่า “มั่นใจ 100% ว่าเป็นธรรม” แม้อาจไม่ถูกใจทุกคน เพราะหน้าที่ของผู้บริหารคือ เมื่อคัดเลือกบุคลากรตามกระบวนการที่ถูกต้องแล้ว ต้องนำบุคลากรเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์กร
