ปีงบฯ 69 รพ.สังกัด สธ.เงินบำรุงติดลบ 491 แห่ง ย้ำ 82 แห่งวิกฤตหนัก

แม้ภาพรวมยังเหลือเงินบำรุงสุทธิ 1.17 หมื่นล้าน แต่ รพ.กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ตั้งคำถามปมใหญ่ใครต้องรับผิดชอบ ? ขณะที่ ‘สว.วีระพันธ์’ ชี้ งบฯ บัตรทองกระทบ รพ. ด้าน ‘หมอสุภัทร’ โต้ อย่าโยงวิกฤตทั้งหมดกับ สปสช.

สถานการณ์การเงินของโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา หลังข้อมูลเงินบำรุงคงเหลือ ปีงบประมาณ 2569 เดือนกรกฎาคม ที่มีการนำเสนอในการประชุมสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2569 พบว่า จากโรงพยาบาลในสังกัด สป.สธ. ทั้งหมด 903 แห่ง มีโรงพยาบาลที่มีเงินบำรุงคงเหลือติดลบถึง 491 แห่ง หรือ 54.37% ขณะที่ 566 แห่ง หรือ 62.68% มีเงินบำรุงคงเหลือน้อยกว่า 5 ล้านบาท และมีโรงพยาบาลเข้าสู่ภาวะวิกฤตทางการเงินระดับ 7 หรือ “สีแดง” จำนวน 82 แห่ง คิดเป็น 9.08% ซึ่งวิกฤตระดับ 7 ก็คือมีปัญหาการชำระหนี้ค่ายา/เวชภัณฑ์ และการจ่ายค่าแรงบุคลากร

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ภาพรวมของเงินบำรุงทั้งระบบยังมีเงินคงเหลือสุทธิเป็นบวก แต่โรงพยาบาลจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเงินบำรุงติดลบ ซึ่งมีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของโรงพยาบาลในสังกัด สป.สธ.

แยกตามระดับโรงพยาบาล เงินบวก 2.73 หมื่นล้าน แต่ติดลบ 1.55 หมื่นล้าน

เมื่อจำแนกตามประเภทโรงพยาบาล พบว่า โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในระบบ มี 346 แห่งที่มีเงินบำรุงคงเหลือสุทธิเป็นบวก รวม 11,065.87 ล้านบาท ขณะที่ 423 แห่ง มีเงินบำรุงคงเหลือติดลบ รวม 8,220.72 ล้านบาท ทำให้เมื่อหักลบกันแล้ว รพช. มีเงินบำรุงคงเหลือสุทธิ 2,845.15 ล้านบาท

ส่วน โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) มี 44 แห่งที่มีเงินบำรุงคงเหลือสุทธิเป็นบวก รวม 8,199.33 ล้านบาท และ 54 แห่งมีเงินบำรุงคงเหลือติดลบ รวม 4,611.32 ล้านบาท ส่งผลให้มีเงินบำรุงคงเหลือสุทธิ 3,588.01 ล้านบาท

ขณะที่ โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) มี 22 แห่งที่มีเงินบำรุงคงเหลือสุทธิเป็นบวก รวม 8,047.85 ล้านบาท และ 14 แห่งมีเงินบำรุงคงเหลือติดลบ รวม 2,722.82 ล้านบาท ทำให้มีเงินบำรุงคงเหลือสุทธิ 5,325.03 ล้านบาท

เมื่อรวมโรงพยาบาลทั้ง 903 แห่ง พบว่า

  • โรงพยาบาลที่มีเงินบำรุงคงเหลือสุทธิเป็นบวก 412 แห่ง รวม 27,313.05 ล้านบาท

  • โรงพยาบาลที่มีเงินบำรุงคงเหลือติดลบ 491 แห่ง รวม 15,554.86 ล้านบาท

  • เงินบำรุงคงเหลือสุทธิทั้งระบบ 11,758.19 ล้านบาท

แม้ระบบโดยรวมยังมีเงินบำรุงสุทธิเป็นบวก แต่ในระดับรายโรงพยาบาลกลับพบว่ามากกว่าครึ่งมีเงินบำรุงติดลบ

วิกฤตระดับ 7 กระจายครบ 12 เขตสุขภาพ

สำหรับโรงพยาบาลที่เข้าสู่ภาวะวิกฤตทางการเงินระดับ 7 หรือ “สีแดง” จำนวน 82 แห่ง พบว่ากระจายอยู่ในทั้ง 12 เขตสุขภาพ โดยเขตสุขภาพที่มีจำนวนโรงพยาบาลวิกฤตระดับ 7 มากที่สุด คือ เขตสุขภาพที่ 4 จำนวน 15 แห่ง รองลงมาคือเขตสุขภาพที่ 1 จำนวน 12 แห่ง ขณะที่เขตสุขภาพที่ 8 และเขตสุขภาพที่ 12 มีเขตละ 11 แห่ง และเขตสุขภาพที่ 11 มี 10 แห่ง

รายละเอียดแต่ละเขต ได้แก่

  • เขตสุขภาพที่ 1 วิกฤตระดับ 7 จำนวน 12 แห่ง

  • เขตสุขภาพที่ 2 จำนวน 9 แห่ง

  • เขตสุขภาพที่ 3 จำนวน 4 แห่ง

  • เขตสุขภาพที่ 4 จำนวน 15 แห่ง

  • เขตสุขภาพที่ 5 จำนวน 2 แห่ง

  • เขตสุขภาพที่ 6 จำนวน 1 แห่ง

  • เขตสุขภาพที่ 7 จำนวน 2 แห่ง

  • เขตสุขภาพที่ 8 จำนวน 11 แห่ง

  • เขตสุขภาพที่ 9 จำนวน 3 แห่ง

  • เขตสุขภาพที่ 10 จำนวน 2 แห่ง

  • เขตสุขภาพที่ 11 จำนวน 10 แห่ง

  • เขตสุขภาพที่ 12 จำนวน 11 แห่ง

รวมทั้งสิ้น 82 แห่ง จาก 12 เขตสุขภาพ

ขณะที่ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีเป้าหมายที่จะกู้โรงพยาบาลที่อยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินระดับ 7 ให้พ้นจากวิกฤตภายในปีงบประมาณ 2570

“นพ.วีระพันธ์” ชี้ปัญหางบประมาณ กระทบผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 

สถานการณ์เงินโรงพยาบาลเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ ซึ่งยังมีการถกเถียงถึงการบริหารจัดการงบประมาณบัตรทอง สปสช. โดยเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2569 ในการประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 5 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ยืนยันว่า การแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ได้หมายถึงการล้มโครงการ 30 บาท

นพ.วีระพันธ์ ยกตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้สิทธิบัตรทอง เช่น ผู้ป่วยบางรายที่เดิมเคยรับยาครั้งละ 2-3 เดือน แต่ปัจจุบันต้องรับยาเพียง 2 สัปดาห์ รวมถึงกรณีผู้ป่วยที่เคยได้รับยี่ห้อหนึ่งแล้วมีการเปลี่ยนยา หรือกรณีผู้ป่วยที่เคยรักษาใกล้บ้าน แต่หน่วยบริการเดิมไม่ให้บริการแล้ว

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกรณีคลินิกบางแห่งยกเลิกการให้บริการบัตรทอง รวมถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีเตียงประมาณ 1,000 เตียงบางแห่งยกเลิกให้บริการ ส่งผลให้ประชาชนต้องหาหน่วยบริการใหม่ ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านงบประมาณ

“หมอสุภัทร” โต้ อย่าเหมารวม รพ.วิกฤตเกิดจาก สปสช.

อย่างไรก็ตาม ประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาการเงินของโรงพยาบาลกับงบประมาณบัตรทองถูกตั้งข้อโต้แย้ง โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2569 นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า โรงพยาบาลที่มีปัญหาสภาพคล่องจนเข้าสู่ระดับ 4-7 ไม่ควรเหมารวมว่าเกิดจาก สปสช.

นพ.สุภัทร ระบุว่า สำหรับโรงพยาบาลชุมชน ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากกระทรวงสาธารณสุขจัดสรรงบฯ “เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย” ให้เพียง 2 เดือนต่อปี ขณะที่อีก 10 เดือนต้องนำงบ UC หรือเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาใช้รองรับแทน

โดยระบุว่า รูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องประมาณ 10 ปี และเห็นว่าหากกระทรวงสาธารณสุขจัดสรรงบส่วนนี้ให้ครบ 12 เดือน ปัญหาดังกล่าวก็จะหมดไป

รมว.สธ.แจงเงินนอกงบฯ ไม่ใช่เงินที่ใช้ได้อิสระ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2569 พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่ง วีระ ธีระภัทรานนท์ หยิบยกข้อมูลว่า 4 กระทรวง รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข มีเงินนอกงบประมาณรวมประมาณ 4 ล้านล้านบาท ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขก็คือ เงินบำรุง รพ. ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของเงินนอกงบประมาณ ที่ถูกกล่าวถึง ซึ่งปีนี้เหลืออยู่เพียง 1 หมื่นกว่าล้าน ซึ่งลดลงอย่างมาก

พัฒนา กล่าวว่า เงินนอกงบประมาณไม่ได้หมายความว่าเป็นเงินที่หน่วยงานสามารถนำไปใช้ได้อย่างอิสระ แต่ยังมีระเบียบการใช้เงิน ระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง และมีกระบวนการตรวจสอบเช่นเดียวกับเงินงบประมาณ

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ย้ำว่า เงินที่กระทรวงสาธารณสุขได้รับมี 2 ส่วน คือ เงินงบประมาณที่ใช้ในกรมต่าง ๆ และเงินจากบัตรทอง ซึ่งเป็นเงินบำรุง รพ. ที่นำไปใช้ในการให้บริการดูแลประชาชนในโรงพยาบาลที่ใช้สำหรับการรักษาผู้ป่วย รวมถึงเป็นค่าจ้างเพิ่มเติมสำหรับบุคลากรที่ไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active