รองประธาน กมธ.สาธารณสุข ชี้ กรณีบ้านพักคนชรา จ.กาญจนบุรี ปัญหาไม่ใช่แค่สถานดูแลไม่ได้มาตรฐาน แต่คือระบบที่ยังผลักภาระไปให้ครอบครัว เสนอเร่งสร้างหลักประกัน Long-term Care เพิ่มบทบาทท้องถิ่น–อุดช่องว่างการกำกับดูแล เผย อนุ กมธ. เร่งจัดทำรายงาน พัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่มีภาวะพึ่งพิง เสนอสภาฯ เร็ว ๆ นี้
กรณี ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) บุกตรวจสอบ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยจิตเวชแห่งหนึ่งใน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี หลังมีผู้ร้องเรียนผ่านสื่อ ว่าถูกนำตัวมาขังลืมและทารุณกรรมนานกว่า 2 ปี ซึ่งสะท้อนปัญหาระบบการดูแลผู้สูงอายุในภาพรวม ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงเรื่องมาตรฐานของสถานดูแลผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างการจัดบริการและการแบ่งภาระความรับผิดชอบระหว่างรัฐ ท้องถิ่น ภาคเอกชน และครอบครัว


ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยจิตเวชแห่งหนึ่งใน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ตามที่ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) บุกตรวจสอบหลังได้รับร้องเรียน (ภาพจาก : ตำรวจสอบสวนกลาง)
วันนี้ (6 ต.ค. 69) เอกภพ สิทธิวรรณธนะ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข (สส.พรรคประชาชน) เปิดเผยกับ The Active ว่า ถึงกรณีที่เกิดขึ้น โดยมองว่า ปัญหาแรกที่เห็นชัดคือ สถานดูแลผู้สูงอายุที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่งมีอยู่ แต่ค่าใช้บริการค่อนข้างสูง ทำให้ครอบครัวจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงได้ ขณะเดียวกัน หากไม่สามารถใช้บริการสถานดูแลผู้สูงอายุของภาคเอกชน ครอบครัวจำนวนมากจึงต้องรับภาระดูแลผู้สูงอายุเอง
ปัญหาดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการดูแลที่บ้านไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะแม้ไม่ต้องจ่ายค่าบริการโดยตรง แต่สมาชิกครอบครัวอาจต้องออกจากงานมาดูแลผู้สูงอายุเต็มเวลา หรือหากยังต้องทำงานก็อาจจำเป็นต้องปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่ตามลำพัง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยว รวมถึงความเสี่ยงต่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัย
อีกทางเลือกหนึ่งคือ การส่งผู้สูงอายุไปยังสถานชีวาภิบาล แต่เอกภพมองว่า ปัจจุบันรูปแบบการจ่ายเงินยังไม่ครอบคลุมต้นทุนการดูแล ทำให้สถานชีวาภิบาลไม่สามารถเกิดขึ้นและเติบโตได้ตามความต้องการ หรือบางแห่งอาจต้องลดขนาดการให้บริการลง
ส่วนสถานดูแลผู้สูงอายุของภาครัฐก็มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนที่รองรับ เนื่องจากมีผู้รอใช้บริการจำนวนมาก
“ทั้งหมดนี้คือปัญหาของภาระการดูแลที่ไม่ได้ถูกแบ่งความรับผิดชอบอย่างสมดุล ปัจจุบันภาระความรับผิดชอบถูกผลักไปอยู่ที่ครอบครัวมากเกินไป ขณะที่รัฐยังไม่ได้เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระการดูแลและความรับผิดชอบในระดับที่ควรจะเป็น”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
เสนอ 4 แนวทาง ปรับระบบดูแลผู้สูงอายุ
เอกภพ บอกอีกว่า การแก้ปัญหาจำเป็นต้องพิจารณาหลายด้าน โดยประเด็นแรกคือ ระบบการเงินและหลักประกันการดูแลระยะยาว หรือ Long-term Care
โดยตั้งคำถามว่าถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยควรมีหลักประกันสำหรับการดูแลระยะยาวของผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง โดยยกตัวอย่างระบบของญี่ปุ่นที่ให้คนทำงานมีส่วนร่วมจ่ายเข้าสู่ระบบประกันกับรัฐ เพื่อให้รัฐมีเงินสำหรับจัดบริการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงและผู้พิการ
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีกองทุน Long-term Care ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งรัฐเป็นผู้จ่ายเงินทั้งหมด แต่เอกภพมองว่าขนาดของกองทุนยังเล็กเกินไป ทำให้รูปแบบบริการที่จัดได้มีข้อจำกัด เช่น การเยี่ยมบ้านหรือการให้บริการในช่วงเวลาจำกัด ไม่สามารถครอบคลุมการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงได้อย่างเต็มรูปแบบ

ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือการพิจารณาว่า จะนำงบประมาณจากที่ใดมาใช้จัดบริการให้ครอบคลุมมากขึ้น
ประเด็นที่ 2 คือ การขับเคลื่อนแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งแม้ประเทศไทยจะมีแผนอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ถูกขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ หากมีการดำเนินการอย่างจริงจัง ปัญหาหลายด้านควรถูกวางแผน เตรียมการ และแก้ไขล่วงหน้า
เอกภพเห็นว่าจำเป็นต้องมีเจ้าภาพในระดับนโยบายที่รับผิดชอบเรื่องนี้อย่างชัดเจน เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีภารกิจจำนวนมากและกำลังคนจำกัด
ประเด็นที่ 3 คือ บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งควรเข้ามามีบทบาททั้งในการจัดบริการหรือจัดซื้อบริการด้านการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่
เอกภพกล่าวว่า ปัจจุบันมีบางพื้นที่เริ่มดำเนินการในลักษณะดังกล่าวแล้ว เช่น กรุงเทพมหานคร และบางพื้นที่ที่มีการพัฒนาโปรแกรมการดูแลผู้สูงอายุหลากหลายรูปแบบ แต่จำเป็นต้องมีทั้งทรัพยากรทางการเงินและการลงทุนจากท้องถิ่น เพื่อให้สามารถจัดบริการได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับกรณี จ.กาญจนบุรี ควรติดตามด้วยว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จะเข้ามารับผิดชอบและจัดบริการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้หรือไม่ เพราะหากไม่มีการจัดบริการ ปัญหาภาระการดูแลก็อาจกลับไปตกอยู่กับครอบครัวเช่นเดิม
ประเด็นที่ 4 คือ การปรับปรุงกฎหมายและกติกาที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีที่ท้องถิ่นต้องการจัดบริการดูแลผู้สูงอายุว่า สามารถจัดเก็บค่าบริการหรือร่วมจ่ายได้หรือไม่ และหากสามารถจัดเก็บได้ ควรกำหนดรูปแบบและเงื่อนไขอย่างไร
เอกภพมองว่า หากไม่สามารถจัดเก็บหรือมีแหล่งเงินสนับสนุนที่เพียงพอ ปัญหาความยั่งยืนของบริการจะยังคงอยู่ แต่หากใช้ระบบร่วมจ่าย ก็ต้องคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายของครอบครัว เพราะหากครอบครัวไม่สามารถจ่ายได้ ก็อาจกลับไปสู่ปัญหาเดิม คือไม่มีบริการที่เพียงพอและภาระกลับไปตกอยู่กับครอบครัว
ชี้ระบบกำกับสถานดูแลผู้สูงอายุ ต้องเพิ่มกำลังคนและระบบร้องเรียน
สำหรับการกำกับดูแลสถานดูแลผู้สูงอายุเอกชน เอกภพ ระบุว่า หากสถานประกอบการได้รับอนุญาตแล้ว แต่หน่วยงานกำกับสามารถติดตามตรวจสอบได้ไม่ทั่วถึง ก็อาจเกิดช่องว่างในการกำกับดูแล
หนึ่งในข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาคือกำลังเจ้าหน้าที่ หากกำลังคนไม่เพียงพอ การเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลอาจต้องเพิ่มบุคลากร หรือหากยังไม่สามารถเพิ่มกำลังคนได้ ก็ควรพัฒนาระบบร้องเรียนให้ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เอกภพ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า หากหน่วยงานรับรู้ปัญหาล่าช้าเป็นเวลานาน อาจสะท้อนว่ากระบวนการติดตามและกำกับดูแล โดยเฉพาะการต่ออายุใบอนุญาตและการตรวจสถานประกอบการ ยังมีช่องว่างที่ต้องตรวจสอบ
โดยเห็นว่าควรพิจารณาว่า ในกระบวนการต่ออายุใบอนุญาต มีการลงพื้นที่ตรวจสถานที่จริงหรือไม่ เพราะหากมีการตรวจสอบตั้งแต่ต้น ก็อาจสามารถพบปัญหาด้านมาตรฐานได้ก่อนที่จะเกิดผลกระทบต่อผู้สูงอายุ

มาตรฐานต้องมี “ขั้นบันได” รองรับผู้สูงอายุทุกกลุ่ม
อีกประเด็นที่ เอกภพ เสนอให้พิจารณาคือ มาตรฐานของสถานดูแลผู้สูงอายุ ว่าปัจจุบันอาจกำหนดมาตรฐานไว้ในระดับที่สูง แต่ยังขาดบริการที่เป็นขั้นบันไดรองรับผู้สูงอายุแต่ละระดับ
โดยเห็นว่า นอกจากสถานดูแลผู้สูงอายุที่มีมาตรฐานสูงแล้ว ควรมีบริการระดับก่อนหน้านั้น เช่น บริการที่ชุมชนหรือท้องถิ่นสามารถจัดได้ โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือผู้ให้บริการที่ไม่สามารถไปถึงมาตรฐานระดับสูงยังมีช่องทางพัฒนาคุณภาพและให้บริการได้ภายใต้กติกาที่เหมาะสม
“หากมีเพียงมาตรฐานระดับสูงเพียงระดับเดียว ผู้ให้บริการที่ไม่สามารถผ่านเกณฑ์ดังกล่าวก็อาจถูกตัดออกจากระบบทันที ขณะที่คำถามสำคัญคือ เมื่อผู้ให้บริการเหล่านั้นหายไปแล้ว ผู้สูงอายุจะถูกส่งต่อไปที่ใด เพราะจำนวนสถานดูแลของรัฐและบริการรูปแบบอื่นอาจไม่เพียงพอรองรับความต้องการทั้งหมด”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
ดังนั้น จึงควรกลับมาพิจารณาว่า มาตรฐานที่กำหนดอยู่ในปัจจุบันเหมาะสมกับบริบทจริงหรือไม่ และสามารถออกแบบมาตรฐานแบบหลายระดับ เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่
“ชีวาภิบาล” เป็นทางเลือก แต่ต้องตอบโจทย์ “คนดูแล” และ “เงิน”
สำหรับแนวทางการพัฒนา สถานชีวาภิบาล หรือการนำสถานที่ในชุมชน เช่น วัด มาปรับเป็นสถานชีวาภิบาล เอกภพ มองว่าเป็นหนึ่งในทางเลือก แต่ยังไม่สามารถเป็นคำตอบทั้งหมด เพราะสุดท้ายยังต้องพึ่งพาผู้ให้บริการภาคเอกชน และต้องมีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม
หัวใจสำคัญคือการตอบให้ได้ว่า สถานชีวาภิบาลจะมีบุคลากรดูแลหรือไม่ และใครจะเป็นผู้จ่ายค่าบริการ
เอกภพ ยังย้ำด้วยว่า หากพึ่งพาจิตอาสาเป็นหลัก อาจสามารถดำเนินการได้ในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป หากอาสาสมัครไม่ได้รับการสนับสนุนหรือไม่มีระบบดูแลต่อเนื่อง ก็อาจลาออก ทำให้สถานชีวาภิบาลบางแห่งต้องลดจำนวนผู้รับบริการหรือปิดตัวลง
ดังนั้น การพัฒนาระบบในระยะยาวจำเป็นต้องมีทั้งบุคลากร งบประมาณ และกลไกการจ่ายเงินที่ยั่งยืน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถรองรับปริมาณความต้องการดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นได้
กมธ.สาธารณสุข เตรียมเสนอรายงานระบบ Long-term Care ต่อสภาฯ
เอกภพ ระบุด้วยว่า ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร ขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่มีภาวะพึ่งพิง อยู่ระหว่างจัดทำรายงานและเตรียมเสนอรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรในเร็ว ๆ นี้
รายงานดังกล่าวมีข้อเสนอหลายด้าน รวมถึงแนวทางเรื่อง หลักประกันการดูแลระยะยาว หรือ Long-term Care ซึ่งจะต้องติดตามต่อไปว่า ข้อเสนอเหล่านี้ติดปัญหาในทางปฏิบัติหรือไม่ และพรรคการเมืองต่าง ๆ จะเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวหรือไม่
เอกภพ ยังมองว่า หากจะพัฒนาระบบ Long-term Care ให้เต็มรูปแบบ จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยระยะเริ่มต้นอาจใช้งบประมาณระดับหลักล้านบาทในช่วง 2 ปี และหากขยายเต็มระบบอาจมีขนาดงบประมาณระดับแสนล้านบาท
เป้าหมายของการมีกองทุนหลักประกัน Long-term Care Insurance คือการทำให้สามารถจัดบริการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงได้มากขึ้น เช่น การดูแลหลายวันต่อสัปดาห์ รวมถึงการพัฒนาระบบ Day Care ในระดับท้องถิ่น

เสนอ 3 ทางเลือกโครงสร้างกองทุน Long-term Care
สำหรับโครงสร้างกองทุน เอกภพ ย้ำว่า ปัจจุบันกองทุน Long-term Care อยู่ภายใต้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. แต่หากจะขยายกองทุนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จำเป็นต้องพิจารณาระบบอภิบาลกองทุนให้ชัดเจน
แนวทางในอนาคตมีได้หลายรูปแบบ ได้แก่ การให้กองทุนยังอยู่ภายใต้ สปสช. แต่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลกองทุนโดยเฉพาะ หรือในระยะยาวอาจพิจารณาแยกกองทุนออกมาเป็นอิสระ หรือเชื่อมโยงกับระบบประกันสังคม
“จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน หากต้องคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด แนวทางหนึ่งคือให้กองทุนอยู่ภายใต้ สปสช. ไปก่อน พร้อมจัดตั้งกลไกกำกับกองทุนแยกออกมา เพื่อให้มีการบริหารจัดการที่ชัดเจน”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญของการปฏิรูประบบดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนสถานดูแล แต่ต้องออกแบบระบบการเงิน การจัดบริการ บุคลากร บทบาทของท้องถิ่น การกำกับสถานประกอบการ และการแบ่งความรับผิดชอบระหว่างรัฐกับครอบครัวให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงสามารถเข้าถึงการดูแลที่มีคุณภาพและต่อเนื่องได้
