กรมควบคุมโรค เผยสถานการณ์โควิด-19 ปี 2569 ชี้ อัตราป่วยตาย 0.02% ต่ำกว่าช่วงก่อนหน้า เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ อัตราป่วยสูงสุด แต่ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มสูงอายุ มีโรคประจำตัว ย้ำ สายพันธุ์ปัจจุบันไม่ได้ทำให้โรครุนแรงขึ้น พร้อมแนะกลุ่มเสี่ยงรับวัคซีน ใช้มาตรการ DMH ป้องกันการแพร่เชื้อ
วันนี้ (1 ก.ย. 69) กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทยซึ่งกลับมาระบาดอีกครั้ง พร้อมให้ข้อมูลแนวโน้มการแพร่ระบาด การเสียชีวิต สายพันธุ์ที่กำลังแพร่ รวมถึงคำแนะนำในการปฏิบัติตัวของประชาชน โดยยืนยันว่าแม้จำนวนผู้ป่วยในปี 2569 จะเริ่มเพิ่มขึ้น แต่ความรุนแรงของโรคไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม และสถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้
พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยปี 2569 พบแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา แต่จำนวนผู้ป่วยโดยรวมยังต่ำกว่าช่วง 2–3 ปีก่อน
ข้อมูลถึงเดือนสิงหาคม 2569 พบผู้ป่วยโควิด-19 ประมาณ 99,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 15 คน คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 0.02 ซึ่งต่ำกว่าปีก่อนที่อยู่ที่ร้อยละ 0.04 และปี 2567 ที่ร้อยละ 0.03 ขณะที่ปี 2566 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการระบาด อัตราป่วยตายอยู่ที่ร้อยละ 0.14
พญ.จุไร ระบุว่า ภาพรวมจึงสะท้อนว่า จำนวนผู้ป่วยกำลังเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงการระบาดในอดีต และความรุนแรงของโรคลดลง เมื่อพิจารณาจากอัตราป่วยตายที่อยู่ในระดับต่ำ
สำหรับรูปแบบการระบาดในปีนี้แตกต่างจากปีก่อน โดยปี 2568 การระบาดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ปี 2569 ยังไม่เห็นจุดพีกหลังสงกรานต์ แต่จำนวนผู้ป่วยค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ทำให้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าโควิด-19 มีรูปแบบการระบาดตามฤดูกาลอย่างแน่นอน


เด็กต่ำกว่า 1 ปี อัตราป่วยสูงสุด แต่ยังไม่พบเสียชีวิต
ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ยังพบว่า จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงอยู่ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นและเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยกรุงเทพมหานครมีอัตราป่วยสูงสุด รองลงมาเป็นจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ชลบุรี และภูเก็ต
เมื่อจำแนกตามกลุ่มอายุ พบผู้ป่วยในทุกช่วงอายุ แต่กลุ่มที่มี อัตราป่วยสูงที่สุดคือเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี อยู่ที่ 686 รายต่อประชากรแสนคน
พญ.จุไร อธิบายว่า สาเหตุหนึ่งอาจมาจากเด็กเล็กได้รับเชื้อจากคนในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อแม่หรือพี่ที่ติดเชื้อจากชุมชนหรือโรงเรียน แต่มีอาการเพียงเล็กน้อยคล้ายไข้หวัด จึงอาจไม่ได้ตรวจหาเชื้อ ก่อนนำเชื้อมาสู่เด็กเล็กในบ้าน
อย่างไรก็ตาม แม้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีจะมีอัตราป่วยสูง แต่จากข้อมูลผู้เสียชีวิตยังไม่พบเด็กเสียชีวิตจากโควิด-19 โดยผู้เสียชีวิตอยู่ในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป และส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ
15 ผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่เกิน 60 ปี มีโรคประจำตัว
พญ.จุไร ระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในปี 2569 จำนวน 15 ราย พบว่า 14 ราย หรือร้อยละ 93 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีโรคประจำตั ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคไตวายเรื้อรัง โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคมะเร็ง
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้โควิด-19 จะมีความรุนแรงลดลง แต่ กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
20 คลัสเตอร์ พบมากในเรือนจำ–โรงเรียน
สำหรับการระบาดเป็นกลุ่มก้อนหรือคลัสเตอร์ ในปี 2569 ระบบเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรคได้รับรายงานทั้งหมด 20 เหตุการณ์ สถานที่ที่พบการระบาดมากที่สุดคือ เรือนจำ 8 เหตุการณ์ มีผู้ป่วยสะสม 761 ราย รองลงมาคือโรงเรียนหรือสถานศึกษา 5 เหตุการณ์ มีผู้ป่วยประมาณ 400 ราย โรงพยาบาล 2 เหตุการณ์ มีผู้ป่วยประมาณ 37 ราย นอกจากนี้ยังพบการระบาดในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ สถานประกอบการ และค่ายทหาร
พญ.จุไร ระบุว่า สถานที่ที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก มีความแออัด หรือมีระบบระบายอากาศไม่ดี มีโอกาสเกิดการแพร่เชื้อได้ง่าย จึงจำเป็นต้องมีมาตรการคัดกรองและป้องกันการแพร่เชื้อที่เหมาะสม
ย้ำความรุนแรงโควิดลดลง
นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวถึงผู้เสียชีวิต 15 คนว่า อัตราป่วยตายของโควิด-19 ในปีนี้อยู่ที่ร้อยละ 0.02 และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงหลายปีก่อนพบว่าอัตราป่วยตายลดลง สะท้อนว่าความรุนแรงของโรคไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ป่วย

ในจำนวนผู้เสียชีวิต 15 คน พบว่า 14 รายอยู่ในกลุ่ม 608 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว โดยส่วนใหญ่มีอายุ 60–70 ปี และ 80 ปีขึ้นไป บางรายได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือมีโรคร่วมหลายโรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดสมอง
นพ.วีรวัฒน์ ระบุว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงยังเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังและควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษหากติดเชื้อ
สายพันธุ์หลักยังเป็น NB.1.8.1 ชี้แพร่เร็วขึ้นแต่ไม่รุนแรงขึ้น
นพ.วีรวัฒน์ กล่าวถึงความกังวลเรื่องสายพันธุ์โควิด-19 ว่า ข้อมูลของประเทศไทยสอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก โดยสายพันธุ์หลักในปัจจุบันยังเป็น NB.1.8.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ลูกหลานของโอมิครอน
สายพันธุ์ดังกล่าวมีการกลายพันธุ์บางส่วนบริเวณหนามของไวรัส ทำให้สามารถจับกับเซลล์ในระบบทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้แพร่เชื้อได้ดีขึ้น แต่ ไม่ได้ทำให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น
ส่วนสายพันธุ์ที่กำลังเฝ้าระวัง คือ XFG ซึ่ง พญ.จุไร ระบุว่า ประเทศไทยมีรายงานพบ 1 คน และเป็นสายพันธุ์ที่องค์การอนามัยโลกกำลังติดตาม เนื่องจากมีคุณสมบัติในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม การหลบหลีกภูมิคุ้มกันไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดอาการรุนแรงขึ้น โดยประชาชนทั่วโลกมีภูมิคุ้มกันจากทั้งการติดเชื้อตามธรรมชาติและการได้รับวัคซีน ทำให้เมื่อได้รับเชื้อ ร่างกายสามารถตอบสนองต่อไวรัสได้ดีขึ้น
พญ.จุไร ยังชี้แจงว่า กระแสข้อมูลเรื่องสายพันธุ์ เดลตา ที่ถูกนำกลับมาแชร์นั้นเป็นข้อมูลเก่า เพราะเดลตาเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดเมื่อหลายปีก่อนและไม่ได้เป็นสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในประเทศไทยขณะนี้
โควิดเป็นโรคประจำถิ่น แต่ยังไม่ชัดเจนเรื่องฤดูกาลระบาด
พญ.จุไร ระบุว่า หลังองค์การอนามัยโลกยุติภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศจากโควิด-19 ในปี 2566 ประเทศไทยได้ปรับให้โควิด-19 เป็น โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง โดยยังมีการติดตามสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนเมื่อพบการระบาด
ปัจจุบันโควิด-19 ถือเป็นโรคประจำถิ่น หมายถึงเป็นโรคที่ยังคงมีอยู่ในประเทศและสามารถเกิดการระบาดเป็นระยะได้
อย่างไรก็ตาม พญ.จุไร ระบุว่า ยังไม่เห็นรูปแบบการระบาดตามฤดูกาลของโควิด-19 ที่ชัดเจนเหมือนไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากการระบาดของโควิดมีหลายปัจจัย ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ ฤดูกาล และกิจกรรมทางสังคม เช่น การรวมตัวของคนจำนวนมากในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่
ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนโควิดทุกคน เน้นกลุ่มเสี่ยง
นพ.วีรวัฒน์ กล่าวถึงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ว่า ปัจจุบันความจำเป็นในการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทุกคนเหมือนช่วงแรกของการระบาดลดลง เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อและวัคซีน ขณะเดียวกันไวรัสมีการปรับตัวและมีความรุนแรงลดลง
ดังนั้น แนวทางปัจจุบันจึงมุ่งเน้นวัคซีนโควิด-19 ไปที่ กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน โดยเป็นวัคซีนทางเลือกที่สามารถปรึกษาแพทย์และพิจารณาเป็นรายบุคคล
พญ.จุไร เสริมว่า วัคซีนโควิดมีการปรับตามสายพันธุ์ของไวรัส คล้ายกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่มีการพิจารณาปรับสายพันธุ์ทุกปี แต่ปัจจุบันประชาชนมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น อีกทั้งมีชุดตรวจและยาต้านไวรัส ทำให้การจัดการโรคแตกต่างจากช่วงเริ่มต้นการระบาด
ป่วยแล้วต้องหยุดงานไหม? กรมควบคุมโรคแนะยึดอาการเป็นหลัก
นพ.วีรวัฒน์ กล่าวถึงการปฏิบัติตัวเมื่อป่วยโควิด-19 หรือโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจว่า ปัจจุบันอาการของโควิดมีลักษณะใกล้เคียงกับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ดังนั้น การหยุดงานให้พิจารณาตามอาการและคำแนะนำของแพทย์
หากมีอาการไม่มากและไม่ได้ไปพบแพทย์ ควรพักอยู่บ้าน โดยเมื่อไข้ลดลงและไม่มีไข้ต่อเนื่องประมาณ 24 ชั่วโมง อาการไอและน้ำมูกลดลง สามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้ แต่ควรสวมหน้ากากอนามัยหากยังมีอาการไอหรือจาม
สำหรับการรักษา ปัจจุบันมียาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ โดยแพทย์จะประเมินว่าผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีความจำเป็นต้องได้รับยาหรือไม่ ส่วน RSV ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะในลักษณะเดียวกับโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่
แนะควรหยุดพัก 5 วัน–สวมหน้ากากครบ 7 วัน
พญ.จุไร ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า โดยหลักทั่วไปในช่วงประมาณ 5 วันแรก ผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจจะมีเชื้ออยู่ในระบบทางเดินหายใจค่อนข้างมาก
ดังนั้น หากสามารถทำได้ ควรหยุดงานและพักอยู่บ้านประมาณ 5 วัน หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรสวมหน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัด และควรระมัดระวังต่อเนื่องประมาณ 7 วัน
พญ.จุไร ระบุด้วยว่า ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการปิดโรงเรียนเป็นประจำเพียงเพราะมีผู้ป่วย เนื่องจากเชื้อไวรัสกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานาน สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยควรหยุดพักอยู่บ้าน รักษาตามอาการ และรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อแพทย์พิจารณาให้ยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสม
เด็กเล็กติดโควิดจากคนในบ้าน ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง
พญ.จุไร กล่าวถึงเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ซึ่งมีอัตราป่วยสูงว่า เด็กช่วง 6 เดือนแรกอาจได้รับภูมิคุ้มกันจากมารดา หากมารดาเคยติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนมาก่อน แต่เด็กบางรายที่พบในปัจจุบัน เช่น อายุประมาณ 4–6 เดือน อาจไม่มีภูมิคุ้มกันจากมารดามากนัก และเมื่อสอบประวัติพบว่าคนในบ้านอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่ไม่ได้ตรวจหาเชื้อ ก่อนแพร่เชื้อมาสู่เด็ก
แม้เด็กเล็กจะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าระวัง แต่จากข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบเด็กเสียชีวิตจากโควิด-19 โดยลักษณะอาการอาจเป็นปอดอักเสบจากไวรัสหรือมีอาการหอบเหนื่อยในบางราย แต่ความรุนแรงโดยรวมยังน้อยกว่า RSV
พญ.จุไร ระบุว่า ข้อได้เปรียบของโควิด-19 คือปัจจุบันมียาต้านไวรัสสำหรับเด็ก เช่น ฟาวิพิราเวียร์ และเรมเดซิเวียร์ แพทย์สามารถให้การรักษาได้ตั้งแต่เข้ารับการดูแล และหากอาการดีขึ้น ไข้ลดลงและรับประทานนมได้ ก็สามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลครบระยะเวลารับประทานยา
ทั้งนี้ การรักษาในกลุ่มเสี่ยงควรเริ่มให้เร็ว โดยนพ.วีรวัฒน์แนะนำว่า หากป่วยควรเข้ารับการรักษาภายใน 5 วันแรก และไม่ควรเกิน 7 วัน เพื่อให้การรักษาได้ผลดีที่สุด
ภาวะแทรกซ้อนลดลง ทั้งปอดอักเสบ ลิ่มเลือดอุดตัน และลองโควิด
นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า ภาวะแทรกซ้อนที่พบจากโควิด-19 ได้แก่ ปอดอักเสบ แต่ปัจจุบันพบภาวะแทรกซ้อนและความรุนแรงลดลงตามความรุนแรงของตัวไวรัสที่ลดลง
ภาวะที่แพทย์ยังเฝ้าระวังคือ ลิ่มเลือดอุดตัน โดยเฉพาะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ซึ่งในช่วงแรกของการระบาดพบได้มากในผู้ป่วยที่มีเชื้อลงปอดและมีอาการรุนแรง แต่ปัจจุบันพบลดลง
เช่นเดียวกับภาวะหลังโควิด หรือ Long COVID ซึ่งยังสามารถพบได้ แต่พบไม่บ่อยและมีความรุนแรงลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
นพ.วีรวัฒน์ ระบุว่า ทั้งภาวะแทรกซ้อนระยะสั้น เช่น ระบบหายใจล้มเหลว ลิ่มเลือดอุดตัน และภาวะแทรกซ้อนระยะกลางถึงระยะยาวหลังติดเชื้อ ล้วนมีแนวโน้มลดลง

ย้ำประชาชน “ไม่ต้องตื่นตระหนก” แต่ต้องไม่ประมาท
พญ.จุไร กล่าวถึงกระแสข่าวโควิด-19 กลับมาระบาดหนักและมีการแชร์ข้อมูลให้ประชาชนเตรียมรับมือว่า ข้อมูลบางส่วนที่กำลังถูกแชร์เป็น ข้อมูลเก่าที่ถูกนำกลับมาเผยแพร่ซ้ำ
ปัจจุบันโควิด-19 ผ่านการระบาดมาหลายระลอก ประชากรส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกัน และไวรัสมีการปรับตัวตามธรรมชาติ แม้จะมีการกลายพันธุ์และหลบภูมิคุ้มกันได้บ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้โรครุนแรงขึ้น
กรมควบคุมโรคจึงขอให้ประชาชน ไม่ตื่นตระหนก แต่ให้ตระหนักว่าโควิด-19 ยังเป็นโรคประจำถิ่นและสามารถกลับมาระบาดเป็นระยะได้
สำหรับการป้องกัน พญ.จุไร แนะนำให้ใช้หลัก DMH ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการของโรคระบบทางเดินหายใจ
โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องแยกตัวอยู่บ้าน หากบ้านมีผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก ควรสวมหน้ากากอนามัยแม้อยู่ภายในบ้าน เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนในครอบครัว ยกเว้นกรณีที่อยู่คนเดียว
ไข้หวัดใหญ่ยังรณรงค์ฉีดฟรี กลุ่มเสี่ยงยังมีเวลาถึงกันยายน
นพ.วีรวัฒน์ กล่าวถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่ว่า ขณะนี้กรมควบคุมโรคยังอยู่ในช่วงรณรงค์ฉีดวัคซีน โดยจัดสรรวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยง และยังมีเวลาเข้ารับบริการในช่วงเดือนกันยายน
กลุ่มที่แนะนำให้รับวัคซีน ได้แก่
- หญิงตั้งครรภ์
- เด็กอายุ 6 เดือนถึงต่ำกว่า 5 ปี
- ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
- ผู้พิการทางสมอง
- ผู้มีโรคธาลัสซีเมีย
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก เช่น มากกว่า 100 กิโลกรัม
- ผู้มีโรคปอดเรื้อรัง
- ผู้มีโรคหัวใจ
- ผู้มีโรคไตเรื้อรัง
- ผู้มีโรคตับเรื้อรัง
- กลุ่มผู้มีโรคประจำตัวอื่นที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรง
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับผู้ต้องขังในเรือนจำและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยและมีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ
นพ.วีรวัฒน์ ระบุว่า ขณะนี้การให้บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ดำเนินการไปแล้วเกือบร้อยละ 80 ของเป้าหมาย จึงขอให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข้ารับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
RSV มีวัคซีนทางเลือก ผู้สูงอายุ–หญิงตั้งครรภ์พิจารณาได้
สำหรับ RSV ปัจจุบันมีวัคซีนทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุ และมีวัคซีนบางชนิดที่สามารถใช้ในหญิงตั้งครรภ์ได้ ขณะที่เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี สามารถพิจารณาการได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป หรือ Monoclonal antibody โดยควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นเป็นรายบุคคล
กรมควบคุมโรคย้ำว่า สำหรับโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจทั้งโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ และ RSV กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และเด็กเล็กยังเป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญในการป้องกันเป็นพิเศษ
ขณะที่ประชาชนทั่วไปสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการสวมหน้ากากในพื้นที่แออัด ล้างมือ และหลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ที่มีอาการป่วย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ร่วมบ้านกับผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก
