ย้ำ อสม.เป็นองค์กรจิตอาสา ทำงานกับกระทรวงสาธารณสุขกว่า 40 ปี มีระบบงานที่ชัดเจน ไม่ต้องการเปลี่ยนสังกัดโดยไร้หลักประกัน จี้ อบจ.เปิดแผนรับโอนให้ชัด ทั้งสวัสดิการ การพัฒนาองค์กร และการเพิ่มศักยภาพ อสม. พร้อมให้ สธ.แสดงจุดยืนว่ายังต้องการดูแล อสม.ต่อหรือไม่
วันนี้ (17 ต.ค. 69) อมรินทร์ นิ่มนวล ประธานชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) แห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ The Active ว่าขอยืนยันจุดยืนต้องการให้ อสม.อยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุขต่อไป หลังมีแนวคิดกระจายอำนาจและถ่ายโอนภารกิจ อสม.ไปอยู่กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โดยเรียกร้องให้ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและ อบจ.แสดงจุดยืนให้ชัดเจน พร้อมเสนอแผนการทำงาน สวัสดิการ และการพัฒนาศักยภาพ อสม. เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ พร้อมตั้งข้อกังวลว่า การถ่ายโอนอาจทำให้เครือข่าย อสม.ถูกใช้เป็นฐานทางการเมืองท้องถิ่น และกระทบความเป็นเอกภาพขององค์กร
อมรินทร์กล่าวว่า ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจัดทำร่างกฎหมายด้านการกระจายอำนาจ โดยมีแนวคิดให้ อสม.เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่จะถ่ายโอนไปอยู่กับท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม อสม.เป็นองค์กรจิตอาสาที่ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขมาเป็นเวลาประมาณ 40 ปี จนมีรูปแบบการทำงานและการพัฒนาองค์กรที่ชัดเจน
“จริง ๆ แล้ว อสม.เป็นองค์กรจิตอาสา ไม่ใช่ระบบข้าราชการ เราทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขมา 30-40 ปี มีรูปแบบ มีแผน และมีการพัฒนาองค์กรที่ดี เรายังแสดงจุดยืนว่าอยากอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข” อมรินทร์กล่าว
จี้ อบจ.เปิดแผนให้ชัด ก่อนเสนอรับโอน อสม.
อมรินทร์ระบุว่า หาก อบจ.ต้องการรับ อสม.ไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ควรแสดงให้เห็นถึงแผนยุทธศาสตร์และแนวทางการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านสวัสดิการ การสนับสนุนการทำงาน และการพัฒนาศักยภาพของ อสม. เพื่อให้ทราบล่วงหน้าว่าการเปลี่ยนสังกัดจะส่งผลต่อการทำงานอย่างไร และ อสม.จะได้รับการสนับสนุนอะไรบ้าง
ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขก็ควรแสดงจุดยืนเช่นกันว่า ยังต้องการให้ อสม.อยู่กับกระทรวงต่อไปหรือไม่ รวมถึงจะมีแนวทางพัฒนาศักยภาพและดูแลสวัสดิการของ อสม.อย่างไร

อมรินทร์เสนอให้ทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ชมรม อสม. กระทรวงสาธารณสุข และ อบจ. แสดงเจตจำนงของตนเองให้ชัดเจน เพื่อให้สมาชิก อสม.และประชาชนได้เห็นข้อมูลรอบด้าน ก่อนพิจารณาว่ารูปแบบการกำกับดูแลแบบใดเหมาะสมกับการทำงานสาธารณสุขระดับชุมชนมากที่สุด
“ถ้า อบจ.ต้องการ อสม.ไปอยู่ด้วย ก็ต้องแสดงให้เห็นว่าจะดูแล อสม.อย่างไร มีสวัสดิการอะไรให้ มีการพัฒนาองค์กรและพัฒนาศักยภาพของพวกเราอย่างไร ไม่ใช่อยู่ ๆ บอกว่าอยากได้เราไปอยู่ด้วย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าไปอยู่กับคุณแล้วจะได้อะไร” อมรินทร์กล่าว
พร้อมย้ำว่า ปัจจุบัน อสม.ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขอย่างคุ้นเคยและมีความสุขกับระบบการทำงานเดิม จึงไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังกัดโดยที่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางดูแลในอนาคต

“เราไม่หวังน้ำบ่อหน้า ปัจจุบันเราอยู่กับที่ไหนแล้วมีความสุข เราก็อยากอยู่ตรงนั้น แต่ถ้า อบจ.แสดงเจตจำนงว่าจะรับ อสม.ไปอยู่ด้วย พร้อมมีโครงการและแผนยุทธศาสตร์ว่าจะทำอะไรให้ อสม.บ้าง ก็ถือเป็นแรงจูงใจให้เราพิจารณาได้” อมรินทร์กล่าว
หวั่นเป็นฐานการเมืองท้องถิ่น ทำองค์กรแตกแยก
อีกประเด็นที่อมรินทร์แสดงความกังวล คือการนำเครือข่าย อสม.ไปอยู่ภายใต้การบริหารของ อบจ. ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่เครือข่ายอาสาสมัครจะถูกใช้เป็นฐานทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่น รวมถึงอาจสร้างความแตกแยกภายในองค์กรที่ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน
อมรินทร์ยอมรับว่า ในบางพื้นที่ อสม.อาจต้องการไปอยู่กับ อบจ. หากผู้บริหารท้องถิ่นให้ความสำคัญกับชมรมและสนับสนุนการทำงานอย่างจริงจัง แต่หากผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญกับเครือข่าย อสม. ก็อาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานประสบปัญหาในการทำงานได้
“การไปอยู่กับ อบจ. ผมว่ามีอันตรายพอสมควร เพราะอาจกลายเป็นฐานของนักการเมืองท้องถิ่น และอาจทำให้เกิดความแตกแยกในองค์กรของเราได้” อมรินทร์กล่าว
เขาอธิบายว่า การทำงานของ อสม.ในแต่ละจังหวัดอาจขึ้นอยู่กับท่าทีของผู้บริหารท้องถิ่น หากนายก อบจ.ให้ความสำคัญกับชมรม อสม. ก็อาจทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากผู้บริหารไม่สนับสนุน การย้ายสังกัดก็อาจทำให้ อสม.ทำงานได้ยากขึ้น
ดังนั้น การพิจารณาถ่ายโอนจึงควรมีหลักประกันด้านการบริหารจัดการและการสนับสนุนการทำงาน ไม่ควรขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารท้องถิ่นกับเครือข่าย อสม.เพียงอย่างเดียว
ชี้ถ่ายโอน รพ.สต.บางพื้นที่เริ่มเกิดรอยต่อ
สำหรับกรณีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ถ่ายโอนไปอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่อสม.ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุข อมรินทร์กล่าวว่า ในบางพื้นที่เริ่มพบปัญหารอยต่อในการทำงาน เนื่องจากเดิม อสม.และ รพ.สต.ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด
เมื่อ รพ.สต.บางแห่งย้ายไปอยู่กับท้องถิ่น อาจเกิดมุมมองว่าการดูแลหรือสนับสนุน อสม.ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานตนเองอีกต่อไป ขณะที่ อสม.ยังคงอยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ส่งผลให้การประสานงานในบางพื้นที่ไม่ต่อเนื่องเหมือนเดิม

“จริง ๆ แล้ว อสม.กับ รพ.สต.ทำงานไร้รอยต่อด้วยกันมาตลอด แต่บางแห่งเมื่อ รพ.สต.ย้ายไปอยู่กับท้องถิ่น ขณะที่ อสม.ยังอยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ก็เริ่มมีรอยต่อ เพราะ รพ.สต.อาจคิดว่าไม่ใช่ภารกิจของตัวเองแล้ว” อมรินทร์กล่าว
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงบางพื้นที่ ไม่ใช่ทุกแห่ง และ อสม.ยังคงสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานทุกสังกัดได้ โดยหัวใจสำคัญคือการทำให้ระบบบริการสุขภาพระดับชุมชนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แม้หน่วยงานที่รับผิดชอบจะมีโครงสร้างการบริหารแตกต่างกัน
ส่วนการจ่ายเงินค่าป่วยการ อสม.ในปัจจุบันยังดำเนินการผ่านกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงิน อมรินทร์ระบุว่า ต้องการให้ระบบดังกล่าวดำเนินต่อไป และมองว่าการทำงานของ อสม.สามารถประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้สังกัดใด หากมีระบบสนับสนุนที่ชัดเจน
ไม่อยากเปลี่ยนชื่อ อสม. หวั่นกระทบอัตลักษณ์องค์กร
อมรินทร์ยังกล่าวถึงประเด็นชื่อเรียกของ อสม.ว่า ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนชื่อ หากมีการปรับเปลี่ยนสังกัดไปอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยยกตัวอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอาสาสมัครสาธารณสุขในรูปแบบของตนเอง เรียกว่าอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร หรือ อสส.
เขามองว่า หากมีการย้ายสังกัดไปอยู่กับหน่วยงานท้องถิ่น ก็อาจเกิดคำถามตามมาว่า อสม.จะยังสามารถใช้ชื่อเดิมได้หรือไม่ เนื่องจากชื่ออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมีความผูกพันกับสมาชิก และเป็นอัตลักษณ์ของเครือข่ายที่ทำงานด้านสุขภาพชุมชนมาอย่างยาวนาน
“เราไม่อยากเปลี่ยนชื่อ เพราะมันมีผลทางใจเหมือนกันในเรื่องของชมรม” อมรินทร์กล่าว
ทั้งนี้ ประเด็นชื่อเรียกและสังกัดจึงเป็นอีกเรื่องที่ควรนำมาหารือร่วมกับสมาชิก อสม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงในอนาคตไม่กระทบต่อความรู้สึกของสมาชิกและความเป็นเอกภาพขององค์กร
จี้เปิดพื้นที่ให้ อสม.ร่วมกำหนดร่างกฎหมาย
เมื่อถามถึงสถานะของกฎหมายด้านการกระจายอำนาจที่อาจเกี่ยวข้องกับการถ่ายโอน อสม. อมรินทร์ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่เคยเห็นรายละเอียดของร่างกฎหมายที่กล่าวถึง จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีข้อกำหนดให้ อสม.ต้องถ่ายโอนไปอยู่กับ อบจ.หรือไม่
เขาเห็นว่า หากมีการจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล อสม. ควรเปิดเผยรายละเอียดให้ผู้ปฏิบัติงานรับทราบ และเปิดโอกาสให้ตัวแทน อสม.เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำร่างกฎหมาย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และได้รับผลกระทบโดยตรง
“เราเป็นผู้ปฏิบัติ แต่ที่ผ่านมา คนที่นำร่างกฎหมายมาทำไม่เคยเชิญพวกเราไปนั่งคุยหรือสัมมนากันเลยว่า ถ้ากฎหมายออกมาแล้ว เราต้องการอะไร” อมรินทร์กล่าว
สำหรับความพยายามผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อสม. อมรินทร์ระบุว่า มีการขับเคลื่อนมาเป็นเวลากว่า 10 ปี แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยมองว่ากฎหมายดังกล่าวควรเป็นโอกาสในการกำหนดหลักเกณฑ์การทำงานและการกำกับดูแลให้ชัดเจน ไม่ว่าท้ายที่สุด อสม.จะอยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุขหรือกระทรวงมหาดไทยก็ตาม
“ไม่ว่าคุณจะอยู่กระทรวงสาธารณสุขหรือไปมหาดไทย มันก็แค่เปลี่ยนหัวกระทรวง แต่เรื่องการทำงานและกฎเกณฑ์ต้องชัดเจน เราไม่ได้ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อเห็นแก่ตัวเอง แต่เราอยากมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายที่จะมากำหนดหลักเกณฑ์และควบคุมการทำงานของเรา” อมรินทร์กล่าว
อมรินทร์ย้ำว่า ชมรม อสม.แห่งประเทศไทยยังต้องการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขต่อไป โดยเห็นว่าการกำหนดทิศทางในอนาคตควรรับฟังเสียงของผู้ปฏิบัติงานอย่างจริงจัง พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงแผนและจุดยืนให้ชัดเจน เพื่อให้การตัดสินใจเรื่องสังกัดและโครงสร้างการบริหารจัดการคำนึงถึงความต่อเนื่องของงานสาธารณสุขระดับชุมชนและประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
