นักวิจัยฯ เตือนมีความเสี่ยงมากกว่าโอกาส เหตุธุรกิจประกันกำลังเผชิญต้นทุนรักษาพยาบาลพุ่ง แนะปฏิรูประบบด้วยการรวม 3 กองทุนสุขภาพ ปรับแรงจูงใจให้ใช้บริการปฐมภูมิ และสร้างระบบร่วมจ่ายอย่างเหมาะสมแทนการผลักภาระไปยังเอกชน
ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิจัยที่ปรึกษารับเชิญ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์ The Active ถึงกรณีที่มีแนวคิดให้เปลี่ยนสิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการไปใช้ระบบประกันสุขภาพเอกชนว่า แนวทางดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง และไม่น่าจะเป็นทางออกของปัญหาค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการรักษาพยาบาลของภาครัฐ
เขาอธิบายว่า หลักการของระบบประกันสุขภาพคือการเฉลี่ยความเสี่ยงระหว่างคนสุขภาพดีและคนเจ็บป่วย แต่ปัจจุบันธุรกิจประกันสุขภาพเอกชนกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อผู้เอาประกันมีอายุมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทประกันหลายแห่งเริ่มประสบปัญหาทางการเงิน
“ที่ผ่านมา ธุรกิจประกันสุขภาพเอกชนอยู่ได้เพราะฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานที่มีรายได้และสุขภาพค่อนข้างดี แต่เมื่อผู้เอาประกันมีอายุมากขึ้น ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นตาม ทำให้หลายบริษัทเริ่มรับภาระไม่ไหว”
ประกันเอกชนอยู่รอดได้ ต้องคุมต้นทุนผ่านโรงพยาบาลของตัวเอง
ณัฐนันท์กล่าวว่า จากรูปแบบที่พบในหลายประเทศ บริษัทประกันสุขภาพเอกชนที่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน มักมีโรงพยาบาลในเครือของตนเอง เพื่อควบคุมต้นทุนการรักษาพยาบาล
แต่ในประเทศไทยกลับเห็นแนวโน้มตรงกันข้าม คือโรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มออกผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพของตัวเอง เนื่องจากบริษัทประกันไม่สามารถต่อรองราคาค่ารักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลได้มากนัก ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เขาระบุว่า ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนจากหลายบริษัทประกันที่ออกมาตรการให้ผู้เอาประกันร่วมจ่าย (Co-payment) ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจประกันสุขภาพกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างหนัก
“ถ้าระบบประกันสุขภาพเอกชนยังมีปัญหาอยู่แล้ว การนำข้าราชการทั้งระบบเข้าไปอยู่ในระบบเดียวกัน ก็จะยิ่งเพิ่มภาระมากขึ้น”
เตือนเบี้ยประกันมีแต่จะเพิ่ม หากรับภาระข้าราชการทั้งระบบ
ณัฐนันท์ กล่าวว่า แม้แนวคิดดังกล่าวอาจมีเป้าหมายเพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐ ด้วยการจ่ายเบี้ยประกันเป็นรายหัวแทนการเบิกจ่ายตรง แต่ในทางปฏิบัติ บริษัทประกันย่อมต้องปรับเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นตามความเสี่ยง
โดยเฉพาะหากต้องรับภาระค่าใช้จ่ายของข้าราชการจำนวนมาก รวมถึงข้าราชการบำนาญ ซึ่งมีแนวโน้มใช้บริการทางการแพทย์สูงกว่าวัยทำงาน การเปลี่ยนไปใช้ประกันสุขภาพเอกชนไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมของปัญหา
“ผมไม่เชื่อว่าบริษัทประกันจะสามารถคิดเบี้ยประกันราคาเดิมต่อเนื่องไปอีก 20-30 ปีได้ สุดท้ายเบี้ยก็ต้องเพิ่มขึ้น และหากวันหนึ่งบริษัทประกันไปต่อไม่ไหว รัฐก็ต้องกลับเข้ามารับภาระอยู่ดี”
ระบบเบิกจ่ายตรงมีปัญหา แต่ไม่ควรแก้ด้วยการโยนให้เอกชน
ณัฐนันท์ ยอมรับว่า ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการแบบเบิกจ่ายตรง (Fee for Service) มีปัญหาหลายด้าน เพราะก่อให้เกิดแรงจูงใจที่บิดเบือน (Distort Market) ทำให้ผู้ให้บริการมีแรงจูงใจในการให้บริการมากกว่าที่จำเป็น และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าใช้จ่ายของรัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าการนำระบบประกันเอกชนมาแทน ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่เพียงย้ายภาระไปยังอีกระบบหนึ่งที่กำลังมีปัญหาอยู่แล้ว
เสนอรวม 3 กองทุนสุขภาพ ปฏิรูประบบทั้งประเทศ
นักวิจัย TDRI เสนอว่า แนวทางที่เหมาะสมกว่าคือการปฏิรูประบบสุขภาพทั้งระบบ ด้วยการรวม 3 กองทุนหลัก ได้แก่ สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ให้สามารถบริหารจัดการร่วมกันมากขึ้น
พร้อมทั้งปรับรูปแบบการจ่ายเงินให้สอดคล้องกับระบบบริการ โดยเฉพาะการให้บริการระดับปฐมภูมิ ซึ่งควรเป็นจุดแรกในการเข้ารับการรักษา (First Dollar)
ชี้สิทธิข้าราชการทำลายระบบปฐมภูมิ
ณัฐนันท์ระบุว่า ปัจจุบันสิทธิสวัสดิการข้าราชการเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบบริการปฐมภูมิอ่อนแอ เนื่องจากผู้มีสิทธิสามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงเรียนแพทย์ได้ทันที
“ระบบปฐมภูมิถูกทำลาย เพราะทุกคนมุ่งไปโรงพยาบาลใหญ่ โรงพยาบาลก็ยินดีรับ เนื่องจากเป็นระบบเบิกจ่ายตรง”
เขาเห็นว่า หากต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย จำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเริ่มต้นรักษาที่หน่วยบริการปฐมภูมิ ก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเมื่อมีความจำเป็น
เสนอใช้ “บัญชีสุขภาพส่วนบุคคล” จูงใจดูแลสุขภาพ
อีกแนวคิดที่ณัฐนันท์เสนอ คือการกำหนดวงเงินสุขภาพรายปีให้กับข้าราชการ เช่น ปีละ 10,000 บาท สำหรับบริการผู้ป่วยนอก หากใช้ไม่หมดสามารถสะสมเงินส่วนที่เหลือเข้าสู่กองทุนบำเหน็จบำนาญหรือเงินออมหลังเกษียณ
เขามองว่า วิธีดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนดูแลสุขภาพ ลดการใช้บริการที่ไม่จำเป็น และยังเป็นการออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณไปพร้อมกัน
“ถ้าใช้ไปเพียง 3,000 บาท อีก 7,000 บาท ก็สะสมเป็นเงินออมของตัวเองได้ วิธีนี้จะทำให้คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น”
ความเหลื่อมล้ำยังมีอยู่ในระบบข้าราชการ
ณัฐนันท์ยกตัวอย่างว่า มีกรณีที่ผู้ป่วยพยายามย้ายสิทธิไปรักษาที่โรงเรียนแพทย์ แต่เมื่อยังไม่ทราบสิทธิ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องตรวจสอบรายละเอียดหลายขั้นตอน อย่างไรก็ตาม เมื่อทราบว่าเป็นผู้ใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงของข้าราชการ กลับได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว นี่สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในระบบอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ เขายังเปรียบเทียบกับระบบบัตรทองของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งใช้การจัดซื้อยารวม ทำให้สามารถต่อรองราคายาได้ต่ำกว่าการต่างคนต่างซื้อ และช่วยควบคุมงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ย้ำการปฏิรูปต้องคำนึงถึงแรงจูงใจของข้าราชการ
ณัฐนันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปฏิรูประบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเป็นหนึ่งในแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้คนเลือกทำงานราชการ โดยเฉพาะหลักประกันด้านสุขภาพหลังเกษียณ
ดังนั้น หากจะปรับเปลี่ยนระบบ จำเป็นต้องออกแบบให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่ทำให้ข้าราชการสูญเสียความมั่นคงในระยะยาว
“สิ่งที่ควรทำก่อน คือผลักดันการรวม 3 กองทุนให้เกิดขึ้น แล้วค่อยหารือรายละเอียดเรื่องระบบส่งต่อ การใช้บริการปฐมภูมิ และรูปแบบการร่วมจ่ายในลำดับต่อไป เพราะตราบใดที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจเป็นผู้ได้รับสิทธิเอง ก็ย่อมมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้ยาก”
