นักวิชาการ ชวนตั้งคำถาม ปมความสูญเสียซ้ำซากจากเมาแล้วขับ ชี้ ไทยต้องจริงจังยกระดับแก้ปัญหาเชิงระบบ เลิกมองแค่อุบัติเหตุ ความประมาท แนะสถานศึกษาปรับบทบาท ช่วย กำกับพฤติกรรม อุดช่องโหว่ สร้างมาตรการเชิงรุก จัดการเด็ดขาดก่อนเกิดเหตุซ้ำรอย
อุบัติเหตุสะเทือนใจ กรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังขับรถยนต์หรูด้วยความเร็วสูง พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ส่งผลให้พนักงานไรเดอร์ ซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยผลตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่พุ่งสูงถึง 93 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด


เหตุการณ์เนี้ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงคราบน้ำตาของครอบครัวผู้สูญเสีย และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงจิตสำนึกของกลุ่มผู้ก่อเหตุเท่านั้น แต่กำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงว่า การพึ่งพาบทลงโทษทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องมองข้ามการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และหันมาสร้าง มาตรการเชิงระบบ ตั้งแต่ต้นทาง อย่างจริงจัง เพื่อยุติวงจรเมาแล้วขับเพื่อสังคมไทย
ท่ามกลางกระแสสังคมที่ตั้งคำถามถึง วุฒิภาวะ และ การแสดงความรับผิดชอบ ของกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่หากมองให้ลึกลงไปกว่าตัวบุคคล ความสูญเสียครั้งนี้คือภาพสะท้อนของ ความล้มเหลวเชิงระบบ ที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สังคมไทยไม่ควรปล่อยผ่าน
สถาบันการศึกษา ต้องช่วย “กำกับพฤติกรรม”
รศ.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) สะท้อนบทเรียนกรณีดังกล่าวกับ The Active ว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุ แต่เป็นผลลัพธ์ของความประมาทที่สามารถป้องกันได้ แม้กฎหมายจะมีบทลงโทษชัดเจน แต่การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวมักทำงานหลังจากความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งไม่สามารถป้องกันเหตุซ้ำซากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูง ขณะที่ ช่องโหว่ สำคัญ ทั้งเรื่องการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ง่ายดาย และการขาดระบบเฝ้าระวังจากต้นสังกัด

1. กฎหมายคือ “การแก้ปลายเหตุ” ไม่ใช่ “การป้องกัน” ข้อจำกัดของการบังคับใช้กฎหมาย ว่าบทลงโทษแม้จะรุนแรงเพียงใด ทั้งการจำคุกหรือปรับเงินหลักแสน กลไกเหล่านี้มักจะทำงานก็ต่อเมื่อเกิดความสูญเสียขึ้นแล้วการพึ่งพากฎหมายจราจรเพื่อหวังเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชนที่อยู่ในวัยคึกคะนองและเข้าถึงแอลกอฮอล์ได้ง่าย จึงไม่สามารถป้องกันการเกิดเหตุซ้ำซากได้อย่างแท้จริง สังคมจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการรอลงโทษเมื่อพลาดเป็นการ “สกัดกั้นก่อนสตาร์ทรถ”
2. สถาบันการศึกษาพื้นที่สุญญากาศที่ต้องถูกอุดช่องโหว่ ประเด็นสำคัญที่สุดที่ คือการทบทวนบทบาทของมหาวิทยาลัยผู้ก่อเหตุในวัยเยาวชนยังคงมีสถานะเป็น นักศึกษา ซึ่งอยู่ภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลของสถาบัน แต่ที่ผ่านมา เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ สถาบันมักทำหน้าที่เพียงออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ หรือรณรงค์เพียงชั่วครั้งชั่วคราวตามกระแสข่าว มหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นเพียง “พื้นที่ให้ความรู้” แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “พื้นที่กำกับพฤติกรรม” และเป็นด่านแรก ในการสกรีนความเสี่ยงของเยาวชนก่อนออกสู่สังคม

3. ขยายผลสู่ 4 “มาตรการเชิงระบบ” ที่ต้องทำทันที เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาเชิงอุดมคติสู่การปฏิบัติ ได้เสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรม 4 มิติ ซึ่งสถาบันการศึกษาทั่วประเทศสามารถนำไปปรับใช้เป็นนโยบายองค์กรได้ทันที
- มิติด้านกฎระเบียบและบทลงโทษ ต้องมีการยกระดับบทลงโทษทางวินัยของสถาบันให้ล้อไปกับความผิดทางกฎหมาย หากนักศึกษามีพฤติกรรมเมาแล้วขับ ต้องมีบทลงโทษทางวิชาการที่ชัดเจนและเด็ดขาด เช่น การสั่งพักการเรียน หรือหากเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ต้องพิจารณาให้พ้นสภาพนักศึกษา เพื่อสร้างบรรทัดฐานขั้นเด็ดขาด
- มิติด้านข้อมูลเพื่อการเฝ้าระวัง มหาวิทยาลัยควรริเริ่ม “จัดทำฐานข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยง” ของนักศึกษา รวมถึงการติดตามผลผู้ที่มีประวัติหรือแนวโน้มการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก เพื่อให้การช่วยเหลือหรือให้คำปรึกษาก่อนที่จะลุกลามไปสู่พฤติกรรมเมาแล้วขับ
- มิติด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนจากการรณรงค์แบบผิวเผิน เป็นการ “บังคับ” ให้นักศึกษาที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือผู้ที่ใช้รถใช้ถนนเป็นประจำ ต้องเข้าร่วมโครงการอบรมความปลอดภัยทางถนนอย่างเป็นระบบ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกใหม่
- มิติด้านการสนับสนุนทางเลือกที่ปลอดภัย เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด คือการยอมรับว่าเยาวชนมีการสังสรรค์ สถาบันจึงควรจัดหาระบบสนับสนุน เช่น มีจุดเรียกรถสาธารณะที่ปลอดภัยบริเวณรอบสถานบันเทิงใกล้ มหาวิทยาลัย หรือรณรงค์การใช้บริการขับรถส่งกลับบ้านภายใต้แนวคิดไม่ให้เมาแล้วมาขับรถเด็ดขาด
กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ เสนอใช้ ม.43 เพื่อยึดรถ
นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ ได้ออกมาย้ำเตือนถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องจริงจังและเท่าเทียม ท่ามกลางความกังวลของสังคมเรื่อง อิทธิพล หรือ ฐานะของผู้ก่อเหตุ ที่อาจทำให้คดีความเงียบหายอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการเมาแล้วขับ ไม่ใช่เรื่องของเวรกรรม แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมที่จงใจละเมิดกฎหมาย พร้อมเสนอแนวทางยกระดับการจัดการทางกฎหมาย
- บังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด เสนอให้อัยการพิจารณาพฤติการณ์ของผู้ต้องหาว่าเข้าข่ายการขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 หรือไม่
- ตัดกำลังผู้กระทำผิด หากเข้าข่ายความผิดตามมาตราดังกล่าว พนักงานอัยการสามารถขอให้ศาล “ริบรถของกลาง” ได้ ซึ่งถือเป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดที่จะช่วยสร้างความเกรงกลัวและป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ
- ผลักดันนโยบายระดับองค์กร เรียกร้องให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา กำหนดนโยบายลดปัจจัยเสี่ยงทางถนนเป็นวาระสำคัญขององค์กร เพื่อปกป้องบุคลากรและสังคมส่วนรวม

ชีวิตหนึ่งชีวิตที่สูญเสียไป ไม่ควรเป็นเพียงตัวเลขสถิติ หรือข่าวหน้าหนึ่งที่ถูกลืมเลือนเมื่อเวลาผ่านไป แต่ควรเป็นแรงผลักดันสำคัญให้สังคมไทยก้าวข้ามการแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก สู่การบูรณาการระบบความปลอดภัยทางถนนที่เข้มแข็ง ทั้งในมิติของการกำกับดูแลโดยสถาบันและการบังคับใช้กฎหมายที่ไร้ข้อยกเว้น เพื่อให้ถนนทุกสายปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
