ถอดรหัสปรากฏการณ์ ชุมชนชาติพันธุ์ม้ง จ.ตาก สั่งสอนนักการเมือง ไม่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งยกหมู่บ้าน สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำ ตอกย้ำความจริงอีกเกือบ 5,000 ชุมชน ยังเข้าไม่ถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน น้ำไหล -ไฟสว่าง – ถนนสะดวก ‘พีมูฟ’ เตรียมทวงถามพรรคแกนนำรัฐบาล กับความใส่ใจทางนโยบาย ลดช่องว่างโอกาสการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง หวังเห็นการตรวจติดตามการทำงานภาครัฐ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เข้มข้น ผ่านบทบาท กสม.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน และสังคมร่วมกันส่งเสียง ทวงถาม
จากกรณีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 1,140 คนของ ชุมชนชาติพันธุ์ม้ง บ้านม้งขุนห้วยตาก อ.บ้านตาก จ.ตาก มีฉันทมติชุมชน และพร้อมใจกัน ไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งยกหมู่บ้าน เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ไปถึงพรรคการเมืองที่ไม่เคยแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านได้จริงอย่างที่เคยหาเสียงเอาไว้ โดยชุมชนม้งขุนห้วยตากแห่งนี้ตั้งรกรากในพื้นที่นี้มากว่า 60 ปี แต่กลับไม่มีไฟฟ้าใช้ ทั้ง ๆ ที่เสาไฟฟ้าต้นสุดท้าย อยู่ห่างจากชุมชนของพวกเขาแค่ประมาณ 8 กิโลเมตร ที่ผ่านมาเคยมีผู้สมัคร สส.เข้ามาหาเสียง และรับปากว่าจะนำไฟฟ้าเข้ามาในพื้นที่ แต่เมื่อได้รับเลือกตั้งกลับหายเงียบไป และอ้างการติดปัญหาอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
การเป็นชุมชนที่เข้าไม่ถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทำให้ชาวบ้านต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง อย่างที่ โรงเรียนบ้านขุนห้วยตากพัฒนา พวกเขาต้องช่วยกันติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งปัจจุบันก็ใช้งานไม่ได้แล้วเช่นกัน เมื่อไม่มีไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ต้องเก็บไว้ ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ ส่งผลกระทบโอกาสทางการศึกษา และการเท่าทันโลกภายนอกของนักเรียน ขณะที่เด็กนักเรียนก็ต้องเรียนภายในห้องที่มืดสลัว อาศัยเพียงแสงที่ส่องผ่านหน้าต่างตามภาพที่เห็น




การตัดสินใจบอยคอตการเลือกตั้งรอบนี้ ไม่ได้มีเฉพาะแค่ชุมชนดังกล่าว ที่แสดงออกเพื่อสะท้อนถึงความเบื่อหน่ายกับคำสัญญาของพรรคการเมืองก่อนเลือกตั้งเท่านั้น ก่อนหน้านี้มีอินฟูลฯ ชื่อดัง อย่าง “เจ๊เอ๋ สระบุรี” ได้โพสต์ข้อความลงในโซเชียลฯ “ไม่อนุญาตให้ผู้สมัครทุกพรรคมาติดแผ่นป้ายหาเสียงในชุมชน” โดยให้เหตุผลว่า
“ถึงเวลาหาเสียงมาได้ทุกซอกซอย พอชาวบ้านเดือดร้อน บอกไม่ใช่ส่วนรับผิดชอบ ที่ผ่านมาตนและชุมชนเดินหน้าขอน้ำประปา และไฟฟ้ามาหลายปี ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว 2 สมัย ไม่เคยได้รับการแก้ปัญหา ”
ยังมีอีกหลายชุมชน ทั้งในเขตเมือง ชนบท และชุมชนชาติพันธุ์ ที่ออกมาส่งเสียงและหวังอยากเห็นนโยบายการคืนสิทธิ ให้เข้าถึงสาธาณูปโภคพื้นฐานอย่างทั่วถึง
- อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง : “ถึงไม่มีทีวี ตู้เย็น ก็ไม่เห็นเป็นไร”…แต่ ถนน-น้ำ-ไฟ ต้องมาก่อน!
บอยคอตเลือกตั้ง! สะท้อนความเหลื่อมล้ำ
ย้ำอีก 5,000 ชุมชน เข้าไม่ถึง น้ำไหล -ไฟสว่าง–ถนนดี
ประยงค์ ดอกลำใย ในฐานะที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำคัญ 10 ด้าน เช่น ด้านที่อยู่อาศัย การเข้าถึงสิทธิสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน, การรับรองสิทธิชุมชน ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยย้ำว่า การเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เป็นสิทธิของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 ที่จะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในการเข้าถึงบริการของรัฐขั้นพื้นฐาน ทั้ง ถนน ไฟฟ้า และน้ำประปา

แต่สิ่งที่ปรากฏต่อเนื่องมาโดยตลอด คือชุมชนที่ตั้งอยู่ในที่ดินของรัฐ ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ป่า อย่างป่าสงวนฯ ป่าอนุรักษ์ และอุทยานแห่งชาติ รวมถึงที่ดินสาธารณประโยชน์ ก็ล้วนแล้วแต่เข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานเหล่านี้ยากมาก บางชุมชนต้องใช้โซลาร์เซลล์ การปรับปรุงถนนหนทาง หรือแม้บางกรณีจะมีมีงบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้เพราะ ไปติดเรื่องของกฎหมาย และมติ ครม.ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ยกตัวอย่าง หากเป็นชุมชนทับซ้อนในที่อนุรักษ์ จะต้องผ่านขั้นตอนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ปัญหาคือใครจะเป็นคนดำเนินการ หน่วยงานไหน ?
อีกข้อจำกัดสำคัญ คือ จะใช้งบประมาณจากไหน เรื่องนี้จึงสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในเรื่องของการเข้าถึงสาธารณูปโภค แม้กฎหมาย และรัฐธรรมนูญ จะระบุหรือกำหนดไว้ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานเหล่านี้
ส่วนใหญ่พื้นที่ชุมชนที่พบปัญหานี้ อยู่ในพื้นที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า การที่ ชุมชนชาติพันธุ์ม้ง บ้านม้งขุนห้วยตาก จ.ตาก แสดงออกโดยการบอยคอตการเลือกตั้งจึงไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก
“คิดว่าประชาชนคงมีความพยายามตลอดเวลาในเรื่องนี้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะว่าตัวนโยบายของกระทรวง และรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนโยบาย หรือการให้นโยบายว่าทุกชุมชนจะต้องมีการเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน มีการพูดอยู่บ้าง แต่ในทางปฏิบัติเมื่อหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า หรือกรมทางหลวงจะดำเนินการก็ไม่สามารถที่จะได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เป็นเจ้าของพื้นที่ได้ โดยเฉพาะกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ ประชาชนก็คงรอคอยมาเป็นระยะเวลานาน และหลายรัฐบาลก็ไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ก็เลยเกิดปรากฏการณ์ที่เห็นเกิดเกิดขึ้น”
ประยงค์ ดอกลำใย
ที่ปรึกษาพีมูฟ ยังชี้ว่า ชุมชนที่ยังเข้าไม่ถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและบริการของรัฐเช่นนี้ มีจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 5,000 ชุมชน ที่อยู่ในเขตอนุรักษ์ นี่ยังไม่นับรวมเขตป่าสงวนฯ และความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ด้วย ถ้ารวมเข้าไปอาจจะเยอะกว่านี้ แต่เฉพาะที่อยู่ในกรมอุทยานฯ มีอยู่กว่า 4,000-5,000 ชุมชน จึงคิดว่าชาวบ้านเอง ก็คงมีความพยายามในการเรียกร้อง เจรจาเสนอกับนักการเมือง ทั้งระดับท้องถิ่น และระดับชาติมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการที่มีปรากฏการณ์บอยคอตการเลือกตั้งทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านก็คงคิดว่าอำนาจต่อรองของประชาชนมีแค่ช่วงการเลือกตั้ง แต่เมื่อการเลือกตั้งผ่านไปทุกอย่างก็จะเข้าสู่ปกติ
“ถ้าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะต้องมีรัฐบาลหรือมีพรรคการเมืองที่มีเจตจำนงที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ว่าใน 4 ปีที่รัฐบาลนี้จะบริหารราชการแผ่นดิน ชุมชนทุกชุมชนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ระบบน้ำ บริโภค-อุปโภคทั้งหลาย และถนนหนทางจะต้องหมดไป ถ้ารัฐบาลประกาศแบบนี้ มีเจตจำนงเช่นนี้ การดำเนินการต่าง ๆ ของหน่วยงานรัฐ ก็จะต้องตอบสนองนโยบาย แต่เข้าใจว่าที่ผ่านมามีแต่นโยบายในช่วงของการหาเสียง รับปากชาวบ้านไป แต่เมื่อจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ นโยบายเรื่องนี้ไม่ถูกแถลงไว้ในสภา การติดตามต่าง ๆ ก็โยนให้กับหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ไปรับผิดชอบ หน่วยงานในพื้นที่ก็อ้างกฎหมาย อ้างมติ อ้างขั้นตอนต่าง ๆ จนกระทั่งรัฐบาลหมดอายุไป ยุบสภาไปบ้าง หรือมีการรัฐประหารบ้าง แต่ความคืบหน้าในความต้องการของประชาชนกลับไม่เกิดขึ้นเลย”
ประยงค์ ดอกลำใย
ที่ปรึกษาพีมูฟ ยังเชื่อว่า หากเรื่องนี้ไม่ถูกบรรจุไว้ในในนโยบายของรัฐบาล และเป็นเจตจำนงที่ชัดเจนของทุกพรรคการเมือง การเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะปรากฏการแสดงออกของประชาชนในลักษณะเดียวกันนี้ และอาจจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะทั้งตัวกฎหมายชาติพันธุ์ทั้งตัวรัฐธรรมนูญเอง ก็ระบุไว้ชัดเจน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคน รวมทั้งพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ควรจะต้องเข้าถึง และเป็นเรื่องง่าย ถ้ารัฐบาลแถลงนโยบายที่กล่าวมา และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ น่าจะมี 2-3 กระทรวง ก็จะต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภา หน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่อยู่ในความรับผิดชอบอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงนั้น ๆ ก็จะต้องรับเอานโยบายของรัฐบาลไปดำเนินการ
“ประเด็นคือว่าจะทำอย่างไร ? ให้มันเกิดนโยบายของรัฐบาล วันนี้ชาวบ้านแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ให้ฝ่ายการเมืองได้เห็นปัญหาความเดือดร้อนของพวกเขาแล้ว แต่ถ้ายังนิ่งเฉยอยู่คิดว่าจะมีชุมชนประเภทนี้ ออกมาแสดงเชิงสัญลักษณ์ต่าง ๆ
ที่อาจจะเข้มข้นไปมากกว่านี้”
จับตา ทวงถาม พรรคแกนนำรัฐบาล วางนโยบายสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมีอย่างทั่วถึง
ที่ปรึกษาพีมูฟ ยังแสดงความเห็นต่อการจับตาการจัดตั้งรัฐบาล โดยเห็นว่า พื้นที่ที่สะท้อนปัญหาในจังหวัดตาก อยู่ในเขต 3 ซึ่งผู้ชนะการเลือกตั้ง คือ พรรคกล้าธรรม โดยยกตัวอย่างว่า หากตนเป็นพรรคกล้าธรรม เมื่อได้ฟอร์มรัฐบาล และเมื่อได้ร่วมรัฐบาล จะเสนอกับนายกรัฐมนตรี ว่าเรื่องนี้ต้องอยู่ในนโยบายของรัฐบาล เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน

พร้อมประเมินว่า แม้กรณีนี้ไม่เป็นนโยบายของรัฐบาล แต่ก็เชื่อว่าชุมชนนี้น่าจะได้ไฟฟ้าตามที่เรียกร้องหลังจากนี้ เพราะว่าเป็นกระแสไปแล้ว ซึ่งจะกลายเป็นว่าได้แค่หมู่บ้านเดียว ก็จะสะท้อนอีกว่า หากจะได้ทั้ง 5,000 ชุมชน คงต้องออกมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อีกประมาณ 5,000 ปี ถึงจะได้ ซึ่งไม่ควรเป็นแบบนั้น
“ที่ต้องจับตาพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ที่ถือธงนำ เพราะในวันที่พีมูฟยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 10 ด้านของภาคประชาชน วันนั้นพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มารับ และแม้พรรคอื่น ๆ ที่ประเมินจะร่วมจัดตั้งรัฐบาล ทั้ง กล้าธรรม, เพื่อไทย, ประชาธิปัตย์ ในวันนั้นจะเห็นด้วยและสนับสนุนทุกนโยบายของภาคประชาชน แต่ความเป็นจริงเวลาฟอร์มรัฐบาลขึ้นมา สิ่งที่เขารับไปก่อนการเลือกตั้ง ต้องมาดูว่าจะได้คุมกระทรวงไหน ถ้าหากพรรคกล้าธรรมไม่ได้คุมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็จะบอกว่า ไม่สามารถที่จะไปก้าวก่ายพรรคอื่น เพราะเราเองไม่ได้คุมกระทรวงนี้ จึงต้องเป็นเจตจำนงของรัฐบาล”
ประยงค์ ดอกลำใย
แต่ถ้าจะทำให้เกิดการปลดล็อกจริง ๆ ประยงค์ ก็ย้ำว่า จะต้องเป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งคราวที่แล้วหากเปรียบเทียบในรัฐบาลเศรษฐา ต้องย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้ถูกบรรจุเป็นนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภา ทั้งในรัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร แต่หลังภาคประชาชนไปยื่น และติดตามทวงถาม ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือใน ครม. และทำให้เป็นมติ ครม.นำร่อง 2 จังหวัด คือ จ.กาญจนบุรี และ จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งหลังจากนั้นก็เป็นมติ ครม. และมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลไปดำเนินการเรื่องนี้ ก็ขยับอยู่บ้าง แต่ว่าก็เป็นไปด้วยความล่าช้า และไม่ตรงประเด็นนัก
“เช่นหมู่บ้านที่อยู่ใจกลางป่าของแม่ฮ่องสอน ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร แม้จะปลดล็อกให้สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ แต่การที่จะต้องพาดผ่านเสาไฟฟ้าเข้าไปในพื้นที่ป่า 30 กิโลเมตร ต้องติดขัดเรื่องการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และ ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่มีหน่วยงานไหน ที่ไปตั้งงบประมาณในการดำเนินการได้ อันนี้จึงชี้ให้เห็นว่า ถ้าเป็นนโยบายของรัฐบาลได้ จะมีหลักประกันสำหรับประชาชนในการติดตาม และเมื่อเป็นนโยบายของรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาล เมื่อไม่สนองตอบ ก็ต้องมีคำตอบให้กับประชาชน ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
ประยงค์ ดอกลำใย
ดังนั้นในกรณีที่ยังไม่เป็นนโยบายของรัฐบาล ถ้านายกรัฐมนตรี หรือ ครม.มีความใส่ใจในปัญหานี้ ก็เสนอให้เป็นมติ ครม.ได้ เพื่อไปเร่งรัดการดำเนินงาน หรือไปปลดล็อกเรื่องหลายเรื่อง ที่อยู่ในอำนาจของกระทรวง และในท้ายที่สุดคิดว่าบางเรื่อง เช่น ไปติดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ มันเป็นแค่มติ ครม.ไม่ใช่กฎหมาย ก็ไปงดเว้นการใช้มติ ครม.ว่าด้วยชั้นคุณภาพลุ่มน้ำเฉพาะพื้นที่นี้ก็ทำได้ หรือจะเป็นมติ ครม.โดยรวม ว่าในกรณีที่เป็นการดำเนินงานเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ตามรัฐธรรมนูญ ก็ให้มีการยกเว้นการใช้มติ ครม.เฉพาะพื้นที่นั้น ๆ เฉพาะโครงการนั้น ๆ ไป ก็จะขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ และเชื่อว่า 4 ปีในรัฐบาลชุดใหม่ ก็สามารถขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้ ประชาชนก็ไม่ต้องไปแสดงออกหรือประท้วงในการเลือกตั้งครั้งหน้าอีก
“โดยสรุปคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเลย ถ้ารัฐบาลและพรรคการเมืองมีความ ใส่ใจ กับปัญหานี้ อย่าไปคิดว่า คนที่เข้าไม่ถึงไฟฟ้า อาจจะมีรวม ๆ แค่ซัก 10,000 ชุมชน แต่ทั่วประเทศมีตั้ง 70,000 กว่าชุมชน ถ้าไปแก้ปัญหาให้กับชุมชนเหล่านี้ ก็อาจจะไม่ทำให้คะแนนเพิ่ม ซึ่งหากคิดกันแบบนี้ เป็นเรื่องที่พรรคการเมือง และรัฐบาลขาดความรับผิดชอบ เพราะนี่เป็นหน้าที่ตามกฏหมาย ตามรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อคุณไม่ใส่ใจ ประชาชนก็อาจจะมีสิทธิจะตอบโต้คุณในหลายรูปแบบ”
ประยงค์ ดอกลำใย
ถึงตรงนี้ ที่ปรึกษาพีมูฟ ก็ย้ำว่า การเคลื่อนไหวจับตาการแก้ไขปัญหานี้ต่อพรรคการเมืองได้ทำก่อนการเลือกตั้งไปแล้ว สิ่งที่จะต้องตัดสินใจต่อไปก็คือ รัฐบาลที่กำลังจะตั้งกันขึ้นมา เรื่องนี้ควรจะต้องบรรจุในนโยบายรัฐบาลให้ชัดเจน
เมื่อประชาชนเรียกร้องออกมาแล้ว หน่วยงานก็บอกว่าอาจจะติดขัดข้อกฎหมายนโยบายเรื่องนี้ คิดว่าเป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร ที่จะต้องขับเคลื่อนปลดล็อกตัวกฎหมายหรือตัวนโยบายที่เป็นอุปสรรค ที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้
นอกจากสภาผู้แทนราษฎร นอกจากประชาชน และหน่วยงานของรัฐแล้ว เรายังมีหน่วยงานองค์กรอิสระที่ต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องนี้เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ดังนั้นหน่วยงานแรกที่จะต้องเข้ามากำกับดูแลเรื่องนี้ติดตามเรื่องนี้ และมีข้อเสนอต่อรัฐบาล คิดว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะมีการตรวจสอบเรื่องนี้และทำให้เรื่องนี้เป็นข้อเสนอไปสู่ ครม.ตามอำนาจหน้าที่ของกรรมการสิทธิ์อย่างเร่งด่วน
อีกหน่วยงาน คือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่อยากให้เข้าใจ และรับรู้ปัญหาของประชาชน จะบอกว่าตัวเลขจำนวนน้อยถ้าเทียบกับประชากรส่วนใหญ่ แต่นี่เป็นเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน จึงเป็นหน้าที่อันหนึ่งของผู้ตรวจการแผ่นดินด้วย ที่จะต้องช่วยกันผลักดันนโยบายเรื่องนี้
“คิดว่าถ้ามีการประสานกัน ทั้งเสียงเรียกร้องของประชาชน ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งตัว ครม.เอง ตัวรัฐบาล และองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ การทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ มีการประสานการทำงานร่วมกันคิดว่าปัญหานี้ น่าจะคลี่คลายได้ในระยะเวลาอันสั้นในรัฐบาลนี้”
ประยงค์ ดอกลำใย ฝากทิ้งท้าย
