สชป.-สกน. ชี้ กม.ป่าอนุรักษ์ 2 ฉบับ ละเมิดสิทธิที่ดินดั้งเดิม จำกัดสิทธิที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน พื้นที่ใช้สอย หวั่น เอื้ออำนาจรัฐคุกคามชุมชน เสนอ เพิกถอนพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ออกจากแนวเขตชุมชนที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าทุกประเภท ย้ำ แก้ไขปัญหาที่ดินป่าไม้ทั้งระบบ วาระเร่งด่วนรัฐบาลที่ต้องสานต่อ
ตามที่ สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ซึ่งเป็นการรวมตัวของชุมชนชาติพันธุ์ ชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่า กว่า 700 คน ร่วมเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในพื้นที่ภาคเหนือ เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดยคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562

โดยกระบวนการจัดรับฟังความเห็นครั้งนี้ เน้นเปิดพื้นที่ให้ชุมชนและประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ และได้รับผลกระทบจากการบังคับพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับได้สะท้อนข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ โดยแบ่งการระดมข้อมูลตามพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติจำนวน 7 แห่ง (ห้วยน้ำดัง, แจ้ซ้อน, ผาแดง, ศรีลานนา, ออบหลวง, ดอยผ้าห่มปก และดอยหลวง) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจำนวน 5 แห่ง (เชียงดาว, ลุ่มน้ำปาย, สะเมิง, แม่ตื่น และอมก๋อย) และเขตห้ามล่าจำนวน 2 แห่ง (บ้านโฮ่ง และแม่โท) ซึ่งระหว่างการระดมข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่ ได้เชิญหน่วยงานระดับพื้นที่ซึ่งถือว่าเป็นคู่กรณีพิพาทออกจากบริเวณนอกห้องประชุม เพื่อที่ประชาชนจะสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่ และปลอดภัยจากการจับตาของหน่วยงานที่เป็นคู่กรณีพิพาท โดยให้กลับเข้ามาในที่ประชุมในช่วงที่ตัวแทนประชาชนนำเสนอผลกระทบในระดับพื้นที่
ซัด แก้ กม.ป่าอนุรักษ์ 2 ฉบับ ละเมิดสิทธิที่ดิน หวั่นเอื้ออำนาจหน่วยงานคุกคามชุมชน
พชร คำชำนาญ ผู้ช่วย ผอ.มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ และอนุกรรมการสัดส่วนภาคประชาชน เปิดเผยกับ The Active โดยระบุว่าตัวแทนชุมชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ต่างสะท้อนข้อกังวลและผลกระทบในทิศทางเดียวกัน คือ การจำกัดสิทธิในที่ดิน ทั้งที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และพื้นที่ใช้สอย ซึ่งกฎหมาย 2 ฉบับ ได้กำหนดแนวทางและขอบเขตในการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สอดคล้องกับบริบทชุมชน ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ เนื่องจากเป็นกฎหมายที่พิจารณาในช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้เนื้อหาในกฎหมายมุ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากร โดยไม่คำนึงถึงชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่ตั้งอยู่มาก่อน ซึ่งมีกรณีตัวอย่างหลายพื้นที่ถูกดำเนินคดียึดที่ดินซึ่งเป็นแปลงทำกินเดิมที่ถูกพักฟื้นไว้และเป็นแปลงทำกินปัจจุบัน ประชาชนหลายคนจึงสูญเสียที่ดินทำกินภายใต้การบังคับใช้กฎหมาย 2 ฉบับนี้
“พี่น้องค่อนข้างกังวล เรื่องบทกำหนดโทษที่รุนแรงเกินไป เพราะว่าชุมชนที่อยู่ในพื้นที่พอถูกดำเนินคดี มีโอกาสที่เค้าจะถูกจำคุกถ้าเป็นข้อหาเรื่องการใช้ที่ดินการทำกินอาจจะจำคุกได้สูง 20 ปี และปรับถึง 4,000,000 บาท หรือว่าการเก็บของป่าในชุมชนถ้าถูกจับดำเนินคดีเมื่อไหร่ ก็ต้องจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งชุมชนคิดว่ามันเป็นโทษที่หนักเกินไปเหมือนเป็นอาชญากรรม ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้านเกิดมาอยู่ในพื้นที่นั้นและถูกเขตป่าของรัฐประกาศทับ”
พชร คำชำนาญ




อีกประเด็นที่ชาวบ้านกังวล คือ เรื่องหลักเกณฑ์ในการทำกินต่าง ๆ เช่น การทำกินได้แค่ 20 ไร่ 20 ปี การไม่สำรวจที่ดินทำกินให้กับพี่น้องประชาชนที่ไม่มีสถานะบุคคล การห้ามทำไร่หมุนเวียน ห้ามปล่อยที่ดินทิ้งร้างไว้ทำประโยชน์ หรือว่าหลักเกณฑ์ในการพิสูจน์สิทธิ์อื่น มติครม 30 มิ.ย.41 หรือคำสั่งคสช. ที่ 66 / 2567 ก็ยังเป็นประเด็นที่พี่น้องค่อนข้างกังวลและสะท้อนออกมาได้ค่อนข้างชัดเจน
“นอกจากนี้ยังพบปัญหา การพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานติดเงื่อนไขสถานะพื้นที่ที่ต้องขอการอนุมัติและอนุญาตในการดำเนินการซ่อม สร้าง หรือดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ป่า แม้ว่าองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ แต่ไม่มีอำนาจในการดำเนินการได้ เนื่องจากต้องผ่านการอนุญาตจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่อย่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชเสียก่อน ซึ่งใช้ระยะเวลาในการพิจารณาหลายเดือน ไม่สามารถดำเนินการได้ทันปีงบประมาณ”
พชร คำชำนาญ
สำหรับภาพรวมปัญหาที่เกิดขึ้นของชุมชนเขตป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ไม่ต่างจากปัญหาที่มีการสะท้อนผ่านเวที ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคอีสานที่จัดมาก่อนหน้านี้
สำหรับข้อเสนอสำคัญ ประกอบด้วย
- ให้เพิกถอนพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ออกจากแนวเขตของชุมชนที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าทุกประเภท
- ผลักดันแนวทางสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด “โฉนดชุมชน” และพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 และปฏิเสธทุกแนวทางการจัดการที่ดินของรัฐที่ละเมิดหลักการสิทธิชุมชน สิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามรัฐธรรมนูญ
หวัง รัฐบาลใหม่ รับฟัง-เข้าใจความเดือดร้อนประชาชน คืนสิทธิชุมชนคนอยู่กับป่า
ทั้งนี้ ภาคประชาชน ยังคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่ จะรับฟังเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ คืนสิทธิชุมชนคนอยู่กับป่า ให้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร
“ประธานคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ คือ บวรศักดิ์ อุวรรณโน อดีตรองนายกรัฐมนตรี แต่ก็ชัดเจนแล้วเมื่อประกาศจะไม่รับตำแหน่งใด ๆ ใน ครม.ชุดนี้ จึงมีความกังวลว่า จะต้องเริ่มใหม่ คนที่เข้ามาทำหน้าที่แทนจะไม่เข้าใจ ขาดความต่อเนื่องในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามยังหวังว่า รองนายกฯ ที่กำกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และตัวรัฐมนตรีเอง จะรับฟังเข้าใจความเดือดร้อนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ คืนสิทธิชุมชนคนอยู่กับป่า มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร”
พชร คำชำนาญ

พชร ยังย้ำความคาดหวังต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนต่อไป ว่า วาระเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินป่าไม้ทั้งระบบ จะถูกนับรวมเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องมีการสานต่อ ต้องมีการสะสาง และมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากกลุ่มที่เป็นกลุ่มป่าอนุรักษ์ที่ไปรับฟังความเห็นมาแล้ว หลังจากนี้จะเอาไปจัดทำรายงาน และเสนอต่ออนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงกฎหมาย
จากนั้นถ้าเห็นชอบร่วมกันก็นำสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและมีมติมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมดำเนินการต่อไป ซึ่งหวังว่ารัฐบาล รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะรับเสียงของพี่น้องประชาชน เข้าไปพิจารณาอย่างมีนัยยะสำคัญ อย่างมีความหมาย รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมออกแบบการจัดการที่ดินป่าไม้ใหม่ทั้งระบบของประเทศ
“ปรับแนวคิดที่มองว่าป่าต้องไม่มีคน เป็นแนวคิดที่ว่าผู้คนในเขตป่านั่นแหละ คือกลุ่มประชาชนที่ถือเป็นแนวหน้าในการดูแลจัดการ และเขาควรได้รับการสนับสนุนให้มีสิทธิ์ในที่ดินทำกินของเขาการสนับสนุนให้เขามีสิทธิ์ในที่ดินทำกินจะเป็นประตูบานแรก ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเขามีสิทธิ์ ทั้งใช้ประโยชน์และดูแลจัดการทรัพยากรในพื้นที่ตรงนั้น หน่วยงานรัฐก็จะได้ไม่ต้องกังวล ว่าผู้คนจะเข้าไปทำลายป่าหรือจะไม่มีใครช่วยดูแลป่า เพราะเมื่อเขามีสิทธิ์เค้าก็จะหวงแหนจะใช้ประโยชน์จากที่ดินตรงนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและดูแลจัดการทรัพยากรตรงนั้นได้เป็นอย่างดี ก็หวังว่ารัฐบาลจะเห็นในจุดนี้”
พชร คำชำนาญ
โดยจากนี้ จะมีการจัดเวทีรับฟังความเห็นประชาชนที่อาศัยในเขตป่า พื้นที่ภาคใต้ ในวันที่ 9 เมษายนนี้ ก่อนจะมีการสรุปรายงานเพื่อประกอบการพิจารณาการปรับแก้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับต่อไป
