กป.อพช.ใต้ แนะ นายกฯ พัฒนาโลจิสติกส์-รถไฟรางคู่แนวเส้นเดิม แทน ‘แลนด์บริดจ์’

มองร่างกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ละเมิดสิทธิการพัฒนาของประชาชนในพื้นที่ ตัด ลดทอนบทบาทของท้องที่ ท้องถิ่น วอนออกแบบ พัฒนาบนพื้นฐานศักยภาพ ความต้องการของชุมชน ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันรับรอง

วันนี้ (21 เม.ย. 69) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ภาคใต้) นำโดย วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ในฐานะเลขาธิการ กป.อพช.ภาคใต้ ยื่นข้อเสนอแนะต่อแนวทางการพัฒนาภาคใต้ที่ยั่งยืน ถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช 

โดยมีรายละเอียดสำคัญ ระบุว่า ตามที่รัฐบาล ประกาศจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระรอง และกำลังจะสานต่อให้มีพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC (Southern Economic Corridor) ในภาคใต้ เริ่มจาก นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ระนอง และชุมพร ซึ่งมีข้อกำหนดให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มทุนข้ามชาติ ในหลายมิติที่มีมาตรฐานแตกต่างจากข้อกำหนดที่ประชาชนปกติทั่วไปต้องถูกบังคับใช้ เป็นการเอื้ออำนวย ให้กลุ่มนักลงทุนข้ามชาติรายใหญ่ รับประโยชน์จากสาธารณะสมบัติของไทย และมีแนวโน้มที่จะประกาศใช้กฎหมายนี้ในพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อผลักดันให้มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในอำเภอจะนะเป็นพื้นที่ต่อไปด้วย

กป.อพช.ใต้ จึงเสนอให้รัฐบาล พิจารณาอย่างรอบคอบ บนฐานข้อเท็จจริงปัจจุบัน อย่างระมัดระวัง ดังนี้ 

  1. กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ แม้จะอ้างหลักการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในรูปแบบใหม่ แต่จะเกิดการละเมิดสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง สร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างการใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างประชาชนกับนักลงทุน เช่น การยกเว้นการบังคับใช้กฏหมายปกติกว่า 20 ฉบับ การให้กรรมสิทธิในที่ดินแก่ต่างชาติ การจัดการทรัพยากรและพื้นที่อนุรักษ์ การประกอบอาชีพ สิทธิทางการเงิน นำเข้าแรงงานโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมายปกติการเปลี่ยนผังเมือง ฯลฯ ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษที่พลเมืองไทยไม่เคยได้รับ ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย แต่ กฎหมายดังกล่าว จะเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนักลงทุน (ต่างชาติ) เกือบทุกมิติ

  2. บทเรียนจาก การใช้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 มีนักวิชาการได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์การใช้กฎหมายดังกล่าว พบความล้มเหลวหลายกรณี เช่น การบริหารจัดการมลพิษและกากสารเคมี การคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค การคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการอยู่อาศัยและทำกิน รวมถึงเรื่องกองทุนการช่วยเหลือเยียวยา ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงภายใต้กฎหมายดังกล่าว รัฐบาลจึงควรจัดสรุปบทเรียนก่อน นำความล้มเหลวมาดำเนินการในพื้นที่ภาคใต้หรือภาคอื่น ๆ ต่อไป

  3. ร่างกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ จะละเมิดสิทธิการพัฒนาของประชาชนในพื้นที่ ตัดและลดทอนบทบาทของท้องที่ และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในออกแบบหรือพัฒนาบนพื้นฐานศักยภาพและความต้องการของชุมชนท้องถิ่นตามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันรับรองไว้

ทั้งนี้ได้ยื่นข้อเสนอ ถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านจังหวัดนครศรีธรรมราช ดังนี้

  1. รัฐบาลต้องทบทวนแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนองอย่างจริงจัง 

  2. รัฐบาลควรพัฒนาเส้นทางรถไฟรางคู่บนแนวเส้นเดิมเป็นแนวคิดที่น่าสนใจในการพัฒนาโลจิสติกส์ภาคใต้ และต้องดำเนินการอย่างมีส่วนร่วม

  3. รัฐบาลควรต้องทบทวนแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจในรูปแบบการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษในทุกภูมิภาค และใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุน ที่จะไม่ได้เป็นการสร้างสิทธพิเศษให้แก่คนพิเศษเพียงบางคนบางกลุ่มเป็นการเฉพาะ และต้องไม่เป็นการสร้างมาตรฐานทางกฎหมายที่แตกต่างกัน อันเป็นต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำในสังคม

  4. รัฐบาลต้องส่งเสริมให้มีการจัดทำแผนการพัฒนาประเทศแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยตั้งอยู่บนฐานศักยภาพของแต่ละภูมิภาคที่มีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน คำนึงถึงความมั่นคงยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านสังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และตั้งอยู่บนหลักความเท่าเทียมและเป็นธรรม

ในนามคณะกรรมการประสานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ ซึ่งเป็นเครือข่ายของนักพัฒนาเอกชนที่มีอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ที่ทำงานกระจายอยู่ในพื้นที่ทั้ง 14 จังหวัด ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจชุมชน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาคุณภาพชีวิต และอื่น ๆ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลและจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาภาคใต้ไปสู่ความมั่นคงยั่งยืนบนพื้นฐานศักยภาพที่เรามีอยู่ ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active