183,501 รายชื่อประชาชน ร่วมหยุด ‘แลนด์บริดจ์-SEC’ 

ภาคประชาชน โต้ท่าที ‘นายกฯ อนุทิน’ หลังประกาศระหว่างเยือนจีน ว่า แลนด์บริดจ์ยังอยู่ระหว่างศึกษา แต่จะเร่งเชื่อมต่อ Missing Link บก-ราง-น้ำ แทน หวั่นปรับแผนแบ่งเฟสในพื้นที่เป้าหมาย ทั้งที่กระบวนการศึกษา รับฟังความคิดเห็นยังไม่เสร็จสิ้น เตรียมผนึกกำลัง ตั้ง คณะกรรมการติดตามฯ คู่ขนาน ตรวจสอบการศึกษาเเลนด์บริดจ์ ชุด รองนายกฯ เอกนิติ 

วันนี้ (24 ก.ค. 2569) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) และ กรีนพีซ ประเทศไทย พร้อมตัวแทนเครือข่ายฯ นำรายชื่อประชาชน 183,501 รายชื่อ ที่ร่วมลงชื่อผ่านเว็บไซต์ stop-sec.com ยื่นต่อคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ที่มี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาฯ ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อยืนยันจุดยืนว่า ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์และร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ ร่าง พ.ร.บ. SEC

สำหรับการยื่นรายชื่อมีขึ้นก่อนการประชุมคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ ครั้งที่ 3/2569 ซึ่งมีกำหนดพิจารณาความก้าวหน้าของคณะอนุกรรมการทั้ง 3 ชุด ภายใต้กรอบเวลาศึกษาและสรุปผลภายใน 90 วัน ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133/2569

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่นำร่าง พ.ร.บ. SEC เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี พร้อมลงนามข้อตกลงกับผู้แทนกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมศึกษาแนวทางการพัฒนาภาคใต้ โดยย้ำว่าจะไม่ใช้รูปแบบการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นต้นแบบ และจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนต่อโครงการแลนด์บริดจ์ 

“อย่างไรก็ตาม การยื่นรายชื่อครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโต้ท่าทีล่าสุดของนายกฯ อนุทิน ที่เพิ่งประกาศระหว่างการเยือนประเทศจีน ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ยังอยู่ระหว่างศึกษา แต่จะเร่งเชื่อมต่อ Missing Link ทางบก ราง และน้ำแทน ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการปรับแผนแบ่งเฟสในพื้นที่เป้าหมาย ทั้งที่กระบวนการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นยังไม่เสร็จสิ้น”

ดังนั้นทั้ง 183,501 รายชื่อที่นำมายื่นในวันนี้ จึงเป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนทั่วประเทศ ที่ไม่เห็นด้วยกับการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ และนี่คือส่วนหนึ่งของกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่รัฐบาลได้ประกาศต่อสาธารณะไว้ ซึ่งการรับฟังความคิดเห็นจะเกิดขึ้นอย่างมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อเสียงของประชาชนได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง และมีผลต่อข้อสรุปของคณะกรรมการฯ ไม่ใช่เพียงรับฟังในเชิงพิธีการจากการติดตามและศึกษาผลกระทบของโครงการอย่างต่อเนื่อง

EnLAW กรีนพีซ ประเทศไทย เครือข่ายภาคประชาชน และนักวิชาการ พบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกบริเวณแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง และแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร มีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศชายฝั่งและทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ การประมงพื้นบ้าน การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของชุมชนขณะที่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการยังมีข้อกังขาเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ประเทศต้องแบกรับ 

เกตน์สิรี ทศพลไพศาล นักรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ ประเทศไทย ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เพียงการสร้างท่าเรือ ถนน หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่คือการนำอนาคตของทะเล ชุมชนชายฝั่งและกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล และทรัพยากรธรรมชาติของภาคใต้เข้าแลกกับโครงการที่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยข้อกังขา

“เมื่อระบบนิเวศถูกทำลาย พื้นที่ทำกินสูญหาย และวิถีชีวิตของชุมชนเปลี่ยนแปลงไป ความเสียหายเหล่านี้ไม่อาจชดเชยได้ด้วยตัวเลขการลงทุน รัฐบาลจึงต้องกล้าพิจารณาทางเลือกที่ไม่เดินหน้าโครงการ ก่อนที่การตัดสินใจในวันนี้จะกลายเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืน”

เกตน์สิรี ทศพลไพศาล

นอกเหนือจากความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชนแล้ว ภาคประชาชนยังมีข้อกังวลต่อกระบวนการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจของรัฐโดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูล ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง การรับฟังความคิดเห็นจึงต้องไม่หยุดอยู่เพียงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงความเห็น แต่ต้องทำให้ข้อกังวลและข้อคัดค้านเหล่านั้นมีผลต่อข้อสรุปและทิศทางของโครงการอย่างแท้จริง

จับตากระบวนการศึกษาต้องครบถ้วน รอบด้าน

สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ย้ำว่า โครงการขนาดใหญ่ที่อาจสร้างผลกระทบต่อประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติอย่างกว้างขวาง ไม่ควรถูกตัดสินใจจากข้อมูลของหน่วยงานรัฐหรือผู้เสนอโครงการเพียงฝ่ายเดียว

“รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ากระบวนการศึกษาประเมินผลกระทบได้ประเมินอย่างครบถ้วนรอบด้าน เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล สามารถโต้แย้ง และมีส่วนร่วมต่อการตัดสินใจได้จริง หากข้อสรุปถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ว่ารัฐจะจัดเวที หรือเปิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจำนวนมาก แต่ไม่นำข้อคิดเห็นไปประกอบการตัดสินใจ และไม่สามารถตอบข้อโต้แย้งของประชาชนและนักวิชาการได้อย่างชัดเจน ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายได้”

สุภาภรณ์ มาลัยลอย

EnLAW กรีนพีซ ประเทศไทย และเครือข่ายภาคประชาชน ยังย้ำด้วยว่า การทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์จะมีความหมายก็ต่อเมื่อรัฐบาลพร้อมเปลี่ยนแปลงข้อสรุปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโครงการมีความคุ้มค่าและไม่สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลต้องยุติการผลักดันโครงการและร่าง พ.ร.บ. SEC ก่อนที่การตัดสินใจในวันนี้จะกลายเป็นภาระของคนรุ่นต่อไป

อย่าเอาภาคการเกษตร-ประมง แลก อุตสาหกรรม

ขณะที่ เบญจวรรณ ทับทิมทอง เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ ฝากถึงรัฐบาลอนุทิน ให้ยุติทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ว่าจะเป็นกรณีศึกษา ที่รวมทั้งชุดของ รองนายกฯ เอกนิติ ด้วย ไม่ต้องกล่าวอ้างรายงานว่าได้ลงมาศึกษาแล้วเหมาะสมที่จะทำ เพราะมันไม่ได้สะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ชุมพร

“เศรษฐกิจ ของชุมพรเติบโต 241% เมื่อปี 2568 ที่พาณิชย์จังหวัดเองโชว์ตัวเลขติดไว้ที่ศาลากลาง เรื่องของการเกษตรไม่ได้ด้อยไปกว่าอุตสาหกรรมเลย เพราะฉะนั้นไม่ควรเอาอุตสาหกรรมมาทำลายภาคการเกษตรที่สร้างมูลค่าเป็นหมื่นล้าน เฉพาะอำเภอพะโต๊ะก็สร้างเศรษฐกิจเป็น หมื่นล้าน เพราะฉะนั้นต้องยุติโครงการแลนดบริดจ์ และยุตติ พ.ร.บ.SEC และกฎหมายอื่นใดที่มีความหมายเหมือนกับ พ.ร.บ.SEC และต้องไม่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกภาคด้วย”

เบญจวรรณ ทับทิมทอง

สอดคล้องกับ ไพบูลย์ สวาทนันท์ ประมงพื้นบ้านจังหวัดระนอง ย้ำว่า หากจะห้ามก็ยาก งั้นขอรัฐบาลเลยแล้วกัน ขอประมงพื้นบ้านเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศไทย ขอประมงพื้นบ้านผลิตอาหารให้กับประเทศไทย ขอจังหวัดระนองให้เป็นเมืองสุขภาพของประเทศไทย

ตั้งคู่ขนาน “คณะกรรมการติดตามฯ” ตรวจสอบการศึกษา เเลนด์บริดจ์ ชุด รองนายกฯ เอกนิติ 

ทั้งนี้ Beach for life ยังร่วมกับ  SEC Watch, EEC Watch, Land Wacth เเละมูลนิธินักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ติดตามโครงการเเลนด์บริดจ์ และร่าง พ.ร.บ SEC ร่วมกันตั้งคณะกรรมการติดตามคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการเเลนด์บริดจ์ (เอกนิติ) โดยมีสัดส่วนนักวิชาการ นักอนุรักษ์สิ่งเเวดล้อม เเละนักกฎหมาย เพื่อติดตามการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาเเนวทางการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยเเละอันดามัน(โครงการเเลนด์บริดจ์) ซึ่งมีรองนายกฯ เอกนิติ เป็นประธาน ตามคำนายกรัฐมนตรี โดยมีกรอบการศึกษาภายใน 90 วัน  

คณะกรรมการติดตามการขับเคลื่อนโครงการเเลนด์บริดจ์(เอกนิติ) ยังเห็นร่วมกันว่า การศึกษาของคณะกรรมการศึกษาการขับเคลื่อนโครงการเเลนด์บริดจ์ ที่มีรองนายกฯ เอกนิติ เป็นประธานนั้น มีเป้าหมายเพื่อการเเสวงหาแนวทางในการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ เเละหาเหตุผลสนับสนุนให้โครงการแลนด์บริดจ์มีความชอบธรรมในทางสาธารณะมากขึ้นเท่านั้น

มิได้มีเจตนาเพื่อการเเสวงหาความจริงอย่างรอบด้านเเต่อย่างใด ดังนั้นการตั้งคณะกรรมการติดตามคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการเเลนด์บริดจ์ของรัฐบาล จึงเป็นกลไกคู่ขนานของภาคประชาชน ที่จะตรวจสอบการศึกษาของรัฐบาล นำผลการศึกษา ข้อเท็จจริงในการประชุม มาวิพากษ์ ตั้งข้อสังเกต และตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้รับทราบร่วมกัน พร้อมเทียบเชิญนักวิชาการสาขาต่าง ๆ มาร่วมกันจับตาผลการศึกษาของรัฐบาล 

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active