เครือข่ายใต้-ตะวันออก ปักหลักค้าน ‘SEC-แลนด์บริดจ์’ ร้องจัดทำแผนพัฒนาภาคใต้ใหม่

ย้ำบทเรียนผลกระทบ EEC ทำลายทรัพยากร พื้นที่เกษตร ทะเล ชูข้อเรียกร้องถึง นายกฯ อนุทิน – รัฐบาล ยกเลิกการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ใช้อำนาจบังคับ แต่ให้ใช้ข้อเท็จจริง และศักยภาพของประเทศกำหนดทิศทางการพัฒนา ยัน ปักหลักยาวจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย

วันนี้ (22 มิ.ย. 69) ที่ถนนพระราม 5 บริเวณทำเนียบรัฐบาล กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) และ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch) ทยอยปักหลักชุมนุมเรียกร้องไปยัง รัฐบาล 3 ข้อสำคัญ

  1. ให้หยุดกฎหมาย SEC โดยรัฐบาลต้องออกหนังสือที่มีผลบังคับจริงที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้ไม่ถูก ผลักดันเข้าสู่ขั้นตอนตามกฎหมายทั้งในส่วนของรัฐบาลและพรรคการเมืองโดยเฉพาะร่างของ สนข.ซึ่งเป็นการจัดทำร่างกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรี

  2. รัฐบาลต้องยุติการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งในส่วนของท่าเรือ เส้นทางรถไฟ ทางหลวงพิเศษ และโครงการในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ได้หรือไม่ จะต้องรอผลการศึกษาแผนแม่บทเศรษฐกิจยั่งยืนภาคใต้ ที่จะจัดทำขึ้นภายใต้กลไกที่ถูกต้องชอบธรรม

  3. เขียนแผนพัฒนาภาคใต้ใหม่ รัฐบาลจะต้องยกเลิกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ สู่การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้โดยกลไกที่ถูกต้อง มุ่งเน้นการพัฒนาบนฐานศักยภาพและก่อเกิดประโยชน์แก่คนไทย โดยรัฐบาลจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่ตกลงร่วมกันเพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ใหม่

ประสิทธิ์ชัย หนูนวล ประธานกลุ่ม SEC Watch

ประสิทธิ์ชัย หนูนวล ประธานกลุ่ม SEC Watch ย้ำว่า ทั้ง 3 ประเด็นมีหัวใจสำคัญ คือ ร่าง พ.ร.บ.SEC ซึ่งเป็นตัวแม่บทที่จะทำให้เกิดโครงการต่าง ๆ เช่นโครงการแลนด์บริดจ์ และกฎหมายฉบับนี้ถ้าบังคับใช้ในภาคใต้ จะก่อให้เกิดการสูญเสียที่ดินของคนภาคใต้ไปให้กับคนต่างชาติ สูญเสียอาชีพ อาชีพสงวนสำหรับผู้มีสัญชาติไทยก็จะถูกยกเลิก เพราะว่าต่างชาติสามารถทำได้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกฎหมายผังเมือง ซึ่งจะทำให้ภาคการเกษตร ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นสีเขียวในผังเมือง ถูกเปลี่ยนเป็นสีม่วง นั่นหมายถึงแรงงาน 2,400,000 คนในภาคการเกษตรในภาคใต้จะได้รับผลกระทบ

ขณะที่ ขวัญจิต คำแสง ชาวประมงพื้นบ้าน ตำบลพุมเรียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ให้เหตุผลสำคัญของการออกมาเคลื่อนไหว โดยต้องการปกป้องผืนแผ่นดินทำกิน ที่อยู่อาศัยให้ลูกหลาน หากปล่อยให้โครงการแลนด์บริดจ์ สร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกที่คาดว่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 7 ปี จะส่งผลกระทบทรัพยากรทางทะเล 2 ฝั่ง ทั้งอันดามัน และอ่าวไทย

และแม้จะสร้างที่บริเวณแหลมริ่ว อ.หลังสวน จ.ชุมพร แต่ทะเลเชื่อมโยงกัน จะส่งผลกระทบมาถึงโซนอ่าวบ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานีแน่นอน และกระทบต่ออาชีพประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อย่างหอย ที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจ และทรัพยากรทางทะเลก็จะถูกทำลายหมด

“การที่เราจะขุดลอกเพื่อที่จะทำล่องให้เรือเข้า น้ำจะขุ่น มีตะกอนดิน กระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งซึ่งของเรามีทั้งหอยราก หอยหลอด หอยตลับ หอยขาว หอยแครง เป็นสัตว์เศรษฐกิจของเราทั้งนั้น ซึ่งถ้าทำจุดนี้มันตายและเราจะทำมาหากินไม่ได้ และมีการคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างโครงการนี้ประมาณไม่น้อยกว่า 7 ปี ทำให้ชาวประมงชายฝั่งตายกันทั้งหมดเลย ไม่ได้ตายแต่สัตว์น้ำ เราจึงต้องต่อต้านทวงคืนแผ่นดินของเรา”

ขวัญจิต คำแสง

เครือข่ายยังร่วมกันอ่านแถลงการณ์เรียกร้องถึงรัฐบาล หยุดกฎหมาย SEC พร้อมทั้งได้ยื่นหนังสือถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผ่าน นพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเนื้อหาในแถลงการณ์มีสาระสำคัญ 6 ข้อดังนี้

  1. ประเทศเราได้มีการจัดทำกฎหมายที่จะนำแผ่นดินประเทศไทยไปเป็นสมบัติของต่างชาติซึ่งจะส่งผลต่ออำนาจอธิปไตยของประชาชนไทยในการจัดการทรัพยากรทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศแต่กลับตกไปอยู่ในมือของต่างชาติ

  2. ภายใต้กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 ในภาคตะวันออกของประเทศไทยซึ่งเป็นกฎหมายที่คนไทยเขียนขึ้นเพื่อให้ต่างชาติมายึดที่ดิน ทรัพยากร สิทธิพิเศษเหนือคนไทย นับตั้งแต่เกิดกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษในปี 2561 เศรษฐกิจไทยตกต่ำตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ประเทศเรากลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน แรงงานในโรงงานกลายเป็นของต่างชาติ อาชีพพื้นฐานของประชาชนถูกแย่งชิง วิชาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยก็อนุญาตให้ต่างชาติทำได้ การออกกฎหมายขายแผ่นดินให้ต่างชาติจึงไม่ใช่คำตอบความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนแต่ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพในการทำลายแหล่งงานของคนไทย แย่งชิงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ทำลายความเข้มแข็งทางสังคม

  3. ปัจจุบันการยึดครองของต่างชาติไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในภาคตะวันออกที่มีกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษเท่านั้นแต่การยึดครองเหล่านั้นขยายตัวไปยังภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ กรุงเทพมหานคร และหากรัฐบาลขยายกฎหมายขายแผ่นดินให้ต่างชาติที่ชื่อเขตเศรษฐกิจพิเศษไปยังภาคใต้จะทำให้การยึดครองของต่างชาติที่มีอยู่เดิมเป็นการยึดครองที่ถูกต้องตามกฎหมายและการยึดครองนั้นจะขยายตัวกว้างขวางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จะก่อความเดือดร้อนต่อประชาชนแสนสาหัสในอนาคตอันใกล้

  4. เพื่อหยุดยั้งการกลายเป็นพลเมืองชั้นสองในแผ่นดินตัวเอง คนไทยต้องร่วมมือกันหยุดกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษให้จงได้ ประเทศไทยจะต้องไม่เกิดรัฐอิสระของต่างชาติขึ้น เราสามารถสร้างเส้นทางการพัฒนาได้หลาย รูปแบบไม่จำเป็นต้องนำแผ่นดินประเทศไทยไปเป็นแหล่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของต่างชาติซึ่งมูลค่าเกือบ ทั้งหมดตกแก่ประเทศไทย สิ่งที่เราได้รับมีเป็นเพียงพื้นที่ทิ้งขยะพิษ

  5. การละทิ้งประชาชนในชาติ ออกกฎหมายเอาใจต่างชาติของรัฐบาล กำลังทำให้เราสูญเสียแผ่นดินโดยไร้เสียง ของสงคราม เกิดการกลืนกินแบบเงียบสงบภายใต้การอำนวยการของผู้ถืออำนาจในรัฐไทย เหตุการณ์นี้จะก่อ วิกฤติสำคัญที่ยากแก้ไขในอนาคตอันใกล้ เพราะการไร้ความสามารถของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจจึงต้อง อ่อนน้อมต่อต่างชาติเพื่อไม่ให้พวกเขาไปจากประเทศไทย ยินดีอุปถัมภ์ค้ำชูต่างชาติ ยินยอมออกมาตรการ ทำลายแหล่งงานคนไทย ทำลายสภาพแวดล้อมที่ดีในการอยู่อาศัยและทำกินของคนไทยและเป็นการทำลายที่ ถูกต้องตามกฎหมายเป็นการทำลายที่คนไทยไร้สิทธิแม้จะเรียกร้องและกินเวลายาวนานชั่วลูกชั่วหลาน

  6. รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล จึงควรตระหนักไว้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของอธิปไตยของชาติ หากไม่มีความสามารถใน การพัฒนาประเทศก็จงลาออกไป อย่าทำตัวเป็นภาระของแผ่นดิน และคณะรัฐบาลไม่มีสิทธิใดที่จะนำทรัพยากรของคนไทยไปให้ต่างชาติ

“จงยกเลิกการพัฒนาเศรษฐกิจที่ใช้อำนาจบังคับแต่จงใช้ข้อเท็จจริงและศักยภาพของประเทศกำหนดทิศทาง ประชาชนจะอยู่ตรงนี้จนกว่าจะขจัดภัยคุกคามของแผ่นดินออกไปได้ พวกเรารับทราบว่ารัฐบาลนี้อำนาจล้นฟ้าจะสั่งการให้ประเทศนี้เป็นไปในทิศทางไหนก็ได้ แต่แผ่นดินนั้นสำคัญที่สุด พวกเราจะใช้แรงทั้งหมดหยุดกฎหมายขายแผ่นดินให้ต่างชาติ สร้างทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้อง เพื่อให้ประเทศไทยสง่างามบนแผนที่โลก”

แถลงการณ์ระบุ

เครือข่ายฯ ย้ำว่า พวกเขาจะปักหลักชุมนุมต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายข้อเรียกร้องที่ยื่นต่อรัฐบาล

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active