เครือข่ายฯ จากหลายพื้นที่ ร่วมสะท้อนบทเรียนการต่อสู้เหมือง ชวนตั้งคำถาม “แร่เป็นกำไรของใคร ?” ย้ำ หัวใจสำคัญการต่อสู้ คือ ต้องรู้เท่าทัน ติดตามข้อมูลหน่วยงานรัฐ ยืนยันสิทธิชุมชนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากร พร้อมส่งสัญญาณรวมตัวต้านเหมืองโปแตช จี้รัฐ-กลุ่มทุน ยุติโครงการ กระทบวิถีชีวิต ชุมชน สิ่งแวดล้อม
เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด” พร้อมด้วยเครือข่ายภาคประชาชน จัดกิจกรรม “รวมพลคนต้านเหมืองโปแตช” ณ วัดบ้านสระขี้ตุ่น ต.หนองบัวตะเกียด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เพื่อแสดงจุดยืนปกป้องผืนดินและทรัพยากรลุ่มน้ำลำเชียงไกร พร้อมตั้งคำถามถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า “แร่เป็นกำไรของใคร ?” หลังจากชุมชนต้องเผชิญกับปัญหาความเค็มและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “จากด่านขุนทดถึงลุ่มน้ำมูล : เหมืองโปแตช ทุนจีน และอำนาจตัดสินใจของประชาชน” เพื่อตอกย้ำถึงสิทธิของชุมชนในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากร โดยมีเครือข่ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและตัวแทนภาคประชาชนจากหลากหลายพื้นที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์

จงดี มินขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ยืนยันว่า ชุมชนไม่ได้คัดค้านการพัฒนา แต่การพัฒนาต้องทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่แลกที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ และความมั่นคงของชุมชนกับผลกำไรของทุนเราไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่คำว่าพัฒนาคือชีวิตของคนในพื้นที่ต้องดีขึ้น จึงเรียกว่าการพัฒนา
เธอระบุว่า รายงาน EIA เดิมไม่ได้กำหนดให้ใช้วัตถุระเบิด แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงโดยประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ชุมชนพบปัญหาน้ำเค็มจากพื้นที่เหมืองไหลเข้าสู่พื้นที่เกษตรและแหล่งน้ำสาธารณะ โดยผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ประทานบัตร 9,005 ไร่ แต่เชื่อมต่อจากลำมะหลอดสู่ลำเชียงไกรและแม่น้ำมูล
จงดี ยังย้ำถึงผลกระทบจากอุโมงค์แนวเอียงเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่อุโมงค์แนวดิ่งแห่งใหม่ยังเดินหน้าต่อ แม้ประชาชนจะกังวลเรื่องแผ่นดินทรุด น้ำเค็ม และการสูญเสียที่ดินทำกินชุมชนเรากำลังถูกยึดโดยไม่ต้องใช้ปืน แต่ใช้ผลกระทบจากความเค็มขับไล่เราออกจากพื้นที่

เธอตั้งคำถามว่า ประโยชน์จากเหมืองตกอยู่กับใคร ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต้องแบกรับความเสียหายต่อที่ดิน น้ำ อาชีพ และอนาคตของลูกหลาน
“เราไม่ต้องการให้พื้นที่ต้องเสียนา แลกมากับผลกำไรของทุน”
จงดี มินขุนทด
ภัทราวุธ อภิสิงห์ ตัวแทนกลุ่มรักษ์ลำคอหงษ์ อ.โนนสูง กล่าวว่า บทเรียนจากเหมืองโปแตชด่านขุนทดชี้ให้เห็นว่า ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบโครงการตั้งแต่ขั้นสำรวจ ก่อนที่ผลกระทบจะเกิดขึ้นจนแก้ไขได้ยาก ที่ผ่านมา กลุ่มได้ติดตามข้อมูลบริษัท สิทธิการสำรวจ และคัดค้านการนำโครงการเข้าสู่พื้นที่จนสำเร็จ เพราะโนนสูงเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่ประชาชนต้องพึ่งพาที่ดินและแหล่งน้ำในการดำรงชีวิต
“หากเรารู้เท่าทัน ก็ป้องกันได้ ถ้าวันนั้นไม่ช่วยกัน วันนี้เราอาจไม่มีแผ่นดินเหลืออยู่”
ภัทราวุธ อภิสิงห์
ภัทราวุธ ย้ำว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการกำจัดใคร แต่ต้องการให้อุตสาหกรรมเคารพสิทธิ เปิดเผยข้อมูล และไม่ทำลายความปลอดภัย วิถีชีวิต และอนาคตของเกษตรกรในพื้นที่

จิราภรณ์ ปลั่งกลาง ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มโนนสูง–โนนไทยไม่เอาเหมืองแร่โปแตช บอกว่า ประชาชนเริ่มรวมตัวหลังพบการเจาะสำรวจประมาณ 32 หลุม จากแผนกว่า 50 หลุม โดยไม่ได้รับข้อมูลจากหน่วยงานรัฐอย่างเพียงพอ ชุมชนกังวลว่าการสำรวจจะนำไปสู่การทำเหมือง กระทบที่ดินทำกินและแหล่งน้ำที่เชื่อมโยงกับลำเชียงไกร จนคนรุ่นต่อไปอาจไม่มีที่ดินเพาะปลูกและไม่มีน้ำจืดใช้ “ถ้าอยากเห็นผลกระทบให้ดูที่ด่านขุนทด ที่นาไม่สามารถปลูกข้าวได้เพราะกลายเป็นดินเค็ม”
จิราภรณ์ ยืนยันว่า กลุ่มจะคัดค้านการเจาะสำรวจ พร้อมเรียกร้องให้รัฐเปิดเผยข้อมูลและตอบให้ชัดว่า พื้นที่อาชญาบัตรสำรวจแร่ประมาณ 90,000 ไร่ จะถูกพัฒนาไปเป็นเหมืองโปแตชหรือไม่
บทเรียนวานรนิวาสจากธงแดงกลางทุ่ง สู่ การหยุดเจาะและคดีฟ้องปิดปาก
กิจตกรณ์ น้อยตาแสง นักปกป้องสิทธิมนุษยชน กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส จ.สกลนคร เล่าว่า การต่อสู้เริ่มจากประชาชนพบธงแดงและหมุดสำรวจจำนวนมากในทุ่งนา ก่อนรวมตัวตรวจสอบข้อมูลและคัดค้านการสำรวจแร่โปแตชของทุนจีน จนสามารถยับยั้งการขุดเจาะในพื้นที่ได้
กลุ่มใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ เพื่อขอเอกสารกว่า 1,000 หน้า ศึกษากฎหมาย ใบอนุญาต และกระบวนการสำรวจ ก่อนนำความรู้ไปสื่อสารตามบ้านและเฝ้าติดตามทุกจุดเจาะ เพราะผลกระทบอาจลุกลามจากลำน้ำสาขาไปสู่แม่น้ำสงครามและแม่น้ำโขง
“เราสู้เรื่องน้ำ สู้เรื่องสิทธิชุมชน เก็บข้อมูลทุกอย่างและตรวจสอบทุกขั้นตอน”
กิจตกรณ์ น้อยตาแสง
การปิดพื้นที่เจาะนำไปสู่การดำเนินคดีกับประชาชน 9 คน และการเรียกค่าเสียหายกว่า 3 ล้านบาท คดีดำเนินนานประมาณ 5 ปี ก่อนมีการจ่ายจริง 40,000 บาท กิตติกรณ์ชี้ว่า ประสบการณ์นี้สะท้อนทั้งการใช้คดีเพื่อสกัดการต่อสู้ และความล้มเหลวของรัฐที่ไม่เปิดเผยข้อมูลและไม่ยืนอยู่ข้างประชาชนอย่างเพียงพอ
‘ปราจีนเข้มแข็ง’ ย้ำทรัพยากรต้องเป็นของทุกคนต้องรู้เท่าทันทุนและใช้เครื่องมือใหม่ต่อสู้
ขณะที่ สุนทร คมคาย นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง บอกว่า ปราจีนบุรีเผชิญการขยายตัวของโรงงาน เหมือง และโรงหลอมจากทั้งทุนจีนและทุนไทยจำนวนมาก ชุมชนจึงแบ่งกิจการที่ต้องตรวจสอบเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ มีใบอนุญาตแต่ก่อมลพิษ มีใบอนุญาตแต่ลักลอบทำกิจการนอกประเภท และดำเนินกิจการโดยไม่มีใบอนุญาต
จากประสบการณ์ต่อสู้โรงไฟฟ้านานกว่า 13 ปี สุนทรเห็นว่า วันนี้ประชาชนมีโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และ AI เป็นเครื่องมือเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบใบอนุญาตและผู้ถือหุ้น รวมถึงสื่อสารกับสังคมได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐและทุนก็ใช้การฟ้องร้องตอบโต้ประชาชนมากขึ้นเช่นกัน
“สิ่งที่เราต้องทำคือรู้เท่าทัน รวมตัว และสร้างพลังร่วมกับประชาชน”
สุนทร คมคาย
สุนทร ย้ำว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สัญชาติของทุน แต่อยู่ที่ระบบซึ่งเปิดทางให้ทุนตักตวงทรัพยากรและทิ้งมลพิษไว้ให้ชุมชน ประชาชนจึงต้องรวมตัวเป็น “พลเมืองตื่นรู้” เพื่อตรวจสอบรัฐ ทุน และตัวแทนที่ไม่ทำหน้าที่ปกป้องประโยชน์สาธารณะ

เปิดข้อมูลทุนจีนขอสำรวจโปแตช 11 จังหวัดอีสานกว่า 1 ล้านไร่
หวั่นกระทบที่ดินทำกิน-แหล่งน้ำ ผลักชาวบ้านแบกรับผลกระทบ
นอกจากนั้น เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ จากโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ ก็ระบุว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ราบลุ่มและมีระบบแม่น้ำสำคัญหลายสาย ขณะที่ปัจจุบันมีคำขอสำรวจแร่และสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองในภาคอีสานประมาณ 11 จังหวัด จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการสำรวจแร่ อาชญาบัตรพิเศษ และประทานบัตร เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกเกินกว่าข้อเท็จจริง แม้จะยอมรับว่าปริมาณพื้นที่ที่เกี่ยวข้องมีจำนวนมากและควรติดตามอย่างใกล้ชิด
สำหรับพื้นที่อำเภอด่านขุนทด มีพื้นที่ประทานบัตรประมาณ 9,500 ไร่ โดยมีการซื้อที่ดินประมาณ 1,500 ไร่ และมีพื้นที่ราว 700 ไร่สำหรับก่อสร้างโรงงาน ซึ่งการดำเนินการบางส่วนจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดิน
ขณะเดียวกัน ยังมีบริษัทจีนที่เคยได้รับอาชญาบัตรพิเศษครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 100,003 ไร่ แต่ถูกคัดค้านจนไม่สามารถเดินหน้าขอประทานบัตรต่อได้ ก่อนจะกลับมายื่นขอใหม่และดำเนินการสำรวจอีกครั้ง รวมถึงมีพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการขออาชญาบัตรพิเศษอีกประมาณ 70,000 ไร่
เลิศศักดิ์ กล่าวถึงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยยกกรณีอำเภอบำเหน็จณรงค์ ซึ่งมีพื้นที่ประทานบัตรประมาณ 9,708 ไร่ และมีการเข้ามาของทุนจีนในกิจการสำรวจแร่ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงโครงสร้างการลงทุนและการถือหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการเหมืองแร่ในหลายพื้นที่
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกรณีโครงการในอุดรธานี ซึ่งมีการออกประทานบัตรพื้นที่ 26,446 ไร่ให้บริษัทอิตาเลียนไทย และมีการถือหุ้นโดยบริษัทจีน รวมถึงมีบุคคลสัญชาติจีนเข้ามาเป็นกรรมการบริหาร ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการสำรวจของทุนจีนอีกประมาณ 180,000 ไร่ ส่วนจังหวัดอื่นๆ เช่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม นครพนม และพื้นที่ในจังหวัดอื่นของภาคอีสาน ก็มีคำขอหรือพื้นที่สำรวจที่เกี่ยวข้องกับทุนจีนเช่นกัน
โดยเมื่อรวมพื้นที่ที่ทุนจีนกำลังขอสิทธิหรือดำเนินการสำรวจในหลายจังหวัด มีมากกว่า 1 ล้านไร่ จากพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและทำเหมืองทั้งหมดประมาณ 3.7 ล้านไร่ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 40% ขณะที่มีทุนจากแคนาดา สิงคโปร์ และออสเตรเลีย เข้ามาเกี่ยวข้องในบางส่วน
เลิศศักดิ์ จึงตั้งคำถามถึงเหตุผลที่ทุนจีนให้ความสนใจแร่โปแตช โดยระบุว่า จีนมีความต้องการใช้แร่โปแตชประมาณ 12 ล้านตันต่อปี ขณะที่โครงการในประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตในระดับสูง เช่น โครงการอุดรธานีที่คาดว่าจะผลิตได้ประมาณ 2 ล้านตันต่อปี และโครงการในชัยภูมิที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งมีกำลังการผลิตประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปี จึงมีข้อกังวลว่าหากกำลังการผลิตของเหมืองในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่คำถามว่าไทยกำลังมุ่งไปสู่การเป็นผู้ส่งออกแร่โปแตช มากกว่าการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ
“ผ่านมารัฐมีนโยบายระบุว่าความต้องการใช้แร่โปแตชของไทยอยู่ที่ประมาณ 800,000 ตันต่อปี แต่ในทางปฏิบัติไทยยังมีการนำเข้าแร่โปแตชประมาณ 3–3.2 ล้านตันต่อปี จึงควรพิจารณาให้ชัดเจนว่าการเพิ่มพื้นที่เหมืองและกำลังการผลิตจำนวนมากมีเป้าหมายเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศหรือเพื่อการส่งออก”
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์
เลิศศักดิ์ ยังเชื่อมโยงการขยายตัวของทุนจีนกับยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ของจีน ซึ่งมาพร้อมกับการลงทุนของรัฐวิสาหกิจจีนในต่างประเทศ โดยตั้งข้อสังเกตว่าการลงทุนด้านทรัพยากรแร่ในประเทศไทยอาจเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่มีขนาดใหญ่กว่าการทำเหมืองในแต่ละพื้นที่
ช่วงท้ายของการแลกเปลี่ยน เลิศศักดิ์ ยังเห็นว่า การต่อสู้เรื่องเหมืองแร่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการรวมตัวของประชาชนในพื้นที่ และขยายเครือข่ายให้ใหญ่ขึ้น โดยวันนี้เครือข่ายในโคราชจะเดินหน้ารวมกลุ่ม และเชิญชวนเครือข่ายจากทุกจังหวัดเข้ามาร่วมกัน เพื่อสร้างพลังในการติดตามและคัดค้านปัญหาเหมืองแร่
“เราต้องรวมกัน วันนี้เราโคราชจะขยับ เราจะเชิญทุกจังหวัดให้กลุ่มเราใหญ่ขึ้น”
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์
เลิศศักดิ์ ยังกล่าวถึงประเด็นการแก้ไขกฎหมายแร่ฉบับใหม่ว่า เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องติดตาม เนื่องจากมีข้อกังวลเกี่ยวกับการลดทอนหรือยกเลิกกระบวนการคัดค้านและการมีส่วนร่วมของประชาชน
โดยเฉพาะประเด็นการยกเลิกมาตรา 17 วรรค 4 ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าต้นน้ำ โดยเลิศศักดิ์ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวจะเป็นเรื่องสำคัญที่เครือข่ายจะนำไปต่อสู้และใช้เป็นประเด็นในการคัดค้านเรื่องเหมืองแร่ต่อไป

ส่งสัญญาณถึงรัฐ-ทุนยืนยันเดินหน้ารณรงค์ต่อ
ช่วงท้ายของเวทีเสวนา เครือข่ายภาคประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากหลายพื้นที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนการต่อสู้ ทั้งผลกระทบจากเหมืองและการสำรวจแร่ การเข้ามาของทุนจีน ทุนไทยและทุนต่างชาติ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการใช้กฎหมายและกลไกของรัฐเพื่อตรวจสอบโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน
เครือข่ายเห็นร่วมกันว่า หัวใจสำคัญของการต่อสู้คือการรวมตัวของประชาชน การสร้างความรู้เท่าทันโครงการพัฒนา การติดตามข้อมูลและเอกสารของหน่วยงานรัฐ รวมถึงการยืนยันสิทธิของชุมชนในการร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับที่ดิน น้ำ และทรัพยากรในพื้นที่ของตนเอง พร้อมระบุว่า การรวมตัวครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนถึงรัฐและกลุ่มทุนว่า ประชาชนจากหลายพื้นที่กำลังเชื่อมพลังกัน เพื่อตรวจสอบอำนาจและปกป้องสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม และฐานชีวิตของประชาชน
กลุ่มผู้จัดงานยืนยันว่าจะเดินหน้ารณรงค์ต่อไป จนกว่าจะมีการทบทวนและยุติโครงการเหมืองโปแตชที่สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิต ที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ และอนาคตของชุมชน
