ย้ำแก้ กม. 4 ฉบับ กระทบบทบาทพลเมืองร่วมภาครัฐ พัฒนาประเทศ หัวใจสำคัญที่ทั่วโลกยอมรับ  

กว่า 150 ภาคีเครือข่ายประชาชน เรียกร้อง นายกฯ ถอน-ไม่เซ็นรับรอง ร่างแก้ไข กม. 4 ฉบับ หยุดทำลายความเข้มแข็งภาคประชาชน แนะ ใช้กลไกของสภาฯ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญฯ จากทุกพรรคการเมือง ภาคประชาสังคม ศึกษาการปฏิรูปการทำงาน สสส., ไทยพีบีเอส, กองทุนพัฒนากีฬา, กองทุนผู้สูงอายุ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ สมาคมสภาผู้สูงอายุฯ หวั่น ถูกแทรกแซง ย้ำ หากงบฯ ถูกเบียดบัง ก็ควรตรวจสอบ ดึงกลับเข้าหลักธรรมาภิบาล

วันนี้ (26 ต.ค. 2569) องค์กร เครือข่ายภาคประชาชน กว่า 150 เครือข่าย ร่วมยื่นหนังสือถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และขอให้ถอนหรือไม่เซ็นรับรอง ร่างแก้ไข พ.ร.บ.สสส., ไทยพีบีเอส, กองทุนกีฬา และผู้สูงอายุ 

โดยมีสาระสำคัญ ระบุว่า ด้วยขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน และภาคีเครือข่ายสุขภาพ เป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่รวมกันด้วยเจตนารมณ์ร่วมกัน ในการลดปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ตลอดจนการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ในการผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน ให้มีสุขภาวะที่ดี แทนที่การเป็นผู้ป่วยเข้าสู่การรักษา ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพในการทำงานและระบบงบประมาณ  

ทั้งนี้จากกรณีพรรคภูมิใจไทย เสนอแก้ไข กฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส, ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส., ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และ ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย โดยหัวใจสำคัญของทั้ง 4 ร่าง คือ การยกเลิกเรียกเก็บเงินบำรุงอุตสาหกรรมสุราและยาสูบ และให้รับการจัดสรรตามงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ด้วยเหตุผลว่าเป็นนโยบายรัฐบาลที่ต้องการรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งขั้นตอนรับฟังความเห็นของประชาชนที่กำหนดไว้ 15 วัน เสร็จสิ้นลงในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ปรากฏผลการรับฟังดังนี้

  • (ร่าง) พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)จำนวนผู้ร่วมให้ความเห็น 85,734 คน  เห็นด้วย 9.33% ไม่เห็นด้วย 89.47%

  • (ร่าง) พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) จำนวนผู้ร่วมให้ความเห็น 124,593คน เห็นด้วย 27.18% คน  ไม่เห็นด้วย 72.42% คน

  • (ร่าง) พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ  จำนวนผู้ร่วมให้ความเห็น 17,339 คน เห็นด้วย 26.65% คน  ไม่เห็นด้วย 73.12% คน

  • (ร่าง) พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย จำนวนผู้ร่วมให้ความเห็น 15,552 คน เห็นด้วย 31.84%  ไม่เห็นด้วย 67.88%  

ในการนี้ภาคีเครือข่าย ฯ ย้ำจุดยืน และมีข้อเสนอต่อพรรคภูมิใจไทยดังนี้  

  1. การยกเลิกการจัดเก็บภาษีสุราและยาสูบที่เก็บเพิ่มจากภาษีปกติ หรือ Earmarked Tax แล้ว ไปใช้เงินในระบบงบประมาณที่ต้องผ่านสภา คือการทำให้ธุรกิจสุราและยาสูบได้ประโยชน์ ปีละกว่า 14,000 ล้านบาท โดยที่ประชาชนไม่ได้อะไรเลย คนได้ประโยชน์คือนายทุนที่ไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว และยังเป็นการทำลายหลักการสำคัญที่ผู้ก่อผลกระทบต้องเป็นผู้จ่ายคืนให้สังคม ซึ่งเป็นที่ยอมรับตามหลักการสากล ที่สำคัญรัฐต้องหาเงินเพิ่มเพื่อมาชดเชยเงินที่หายไปให้กับสี่องค์กร ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยในวิกฤติรอบด้านที่หนักหนาสาหัสที่สุด    

  2. ในการทำงานของทุกกองทุน มีขั้นตอนการทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้  แทบไม่ต่างจากหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ โดยเฉพาะ สสส. ที่มีการกำกับและตรวจสอบอย่างเข้มขั้น ตั้งแต่ขั้นเสนอโครงการที่ต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาโครงการ ในขั้นดำเนินกิจกรรมที่ต้องทำตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ตลอดจนการปิดงวดงาน งวดเงิน การปิดโครงการก็ต้องผ่านผู้ตรวจสอบบัญชีวิชาชีพที่ได้รับอนุญาต และยังถูกตรวจสอบได้จากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอีกด้วย ส่วนกรณี ไทยพีบีเอส การทำลายความอิสระขององค์กร สุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซง ควบคุม จำเป็นต้องต้องรักษาไว้ซึ่งความเป็นอิสระในการทำงาน ตามเจตนารมณ์ที่ไม่ใช่สื่อของรัฐ

  3. เป็นการตัดโอกาสที่ประชาชน กลุ่ม องค์กร บุคคล คนเล็กคนน้อย ที่จะเข้าถึงแหล่งทุนในการไปทำงานหรือได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของกองทุน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งการเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ลุกขึ้นเข้ามาทำงานสร้างสรรค์สังคมร่วมกับภาครัฐ เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ ที่ทั่วโลกยอมรับ แต่รัฐไทยกำลังทำลายด้วยกฎหมายทั้งสี่ฉบับ

  4. การที่ประเทศไทยต้องการเข้าร่วม SDGs (Sustainable Development Goals) หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นแผนงานระดับโลกของ องค์การสหประชาชาติ และ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หลักสำคัญอย่างหนึ่งคือการหนุนให้ภาคประชาสังคมร่วมทำงานเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้คือการทำลายภาคประชาสังคมอย่างปฏิเสธไม่ได้

  5. ขอให้นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ออกไปจากกระบวนการ ทางนิติบัญญัติโดยเร็วที่สุด และใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตั้งกรรมาธิการวิสามัญที่มาจากทุกพรรคการเมือง และมีตัวแทนภาคประชาสังคม เพื่อศึกษาการปฏิรูปการดำเนินงานของทั้ง 4 องค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  6. ขอให้นายกรัฐมนตรี ไม่เซ็นรับรองร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับ ซึ่งเป็นร่างการเงิน

  7. ขอให้ทบทวนมุมมองต่อภาคประชาสังคม หยุดทำลายความเข้มแข็งของภาคประชาชน หันมายอมรับความจริง ว่ารัฐไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยลำพัง และขอให้พัฒนากลไกให้ภาคประชาสังคมเข้มแข็ง ลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านเมืองร่วมกับภาครัฐ เติบโตไปพร้อม ๆ กัน มิใช่แค่ถามหาในเวลาเผชิญวิกฤต แต่ทุบทำลายเมื่อไม่พอใจหรือไม่ตอบโจทย์ทางการเมือง

ทั้งนี้ ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน นัดรวมตัวกันเคลื่อนไหว “รวมพลังปกป้อง 4 กองทุน หยุดร่างกฎหมาย4 ฉบับ” เดินขบวนจากหน้า UN ถึงทำเนียบรัฐบาล ในวันพรุ่งนี้ (27 ต.ค. 2569)

สมาคมสภาผู้สูงอายุฯ ค้านร่างแก้ไขกฎหมายภาษีบาป 4 ฉบับ หวั่น ถูกแทรกแซง

วันเดียวกัน เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พร้อมด้วยเครือข่ายสมาชิกสมาคมฯ เข้ายื่นหนังสือถึง นายกฯ อนุทิน และ รมว.กระทรวงมหาดไทย เพื่อคัดค้านการร่างแก้ไข พ.ร.บ. 4 ฉบับ (ภาษีบาป) เพื่อยกเลิกการจัดสรรเงินบำรุงองค์กรโดยตรงจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ

นพ.วิชัย ขอให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาล้มเลิกที่จะแก้ไข พ.ร.บ. 4 ฉบับ ด้วยเหตุผลที่ว่ากฎหมายทั้ง 4 ฉบับมีหลักการที่ดี และที่ผ่านมาก็ทำให้เกิดผลดีอย่างมากมายในภารกิจต่าง ๆ ทั้ง สสส., ไทยพีบีเอส, กองทุนผู้สูงอายุ, กองทุนพัฒนาการกีฬา โดยกองทุนกีฬาแม้จะมีการพูดถึงน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นมาก็ทำให้ประเทศไทยมีเหรียญระดับนานาชาติสูงขึ้น แต่ระยะหลังแม้เป็นที่สังเกตว่ากองทุนถูกเบียดบัง ซึ่งอาจเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ฉะนั้นเรื่องนี้ก็ต้องถูกตรวจสอบ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ต่อไป

ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวทำให้เกิดความเข้มแข็งของภาคประชาชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกหมู่เหล่า ซึ่งถือเป็นกลไกที่ทำให้เกิดความยั่งยืนของประชาธิปไตย โดยจากการติดตามข่าวมีเสียงคัดค้านการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับนี้อย่างกว้างขวางมากมาย ดังนั้นสมาคมสภาผู้สูงอายุฯ มองว่า รัฐบาลควรสร้างความสามัคคีกับประชาชน เพราะตอนนี้ประเทศเผชิญปัญหาต่าง ๆ มากมายทั้งภายในและระดับโลก ทั้งเรื่องการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงภัยธรรมชาติต่าง ๆ จึงต้องการความสามัคคี ควรมาผนึกกำลังการเพื่อจะฟันฝ่าปัญหาต่าง ๆ

“ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดในโลกนี้การใช้งบประมาณควรเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล รวมถึงทำให้เกิดประสิทธิผล และประสิทธิภาพ แต่ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำให้บรรลุภารกิจได้อย่างถูกต้อง โดยไม่เพิ่มภาระให้ประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำตามหลักสากล ดังนั้นไม่ว่าองค์กรใดควรทำให้ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล อะไรไม่ถูกต้องก็ควรแก้ไข และไม่ควรเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงเบียดเบียนจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”

นพ.วิชัย โชควิวัฒน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active