ภาพการออกมาเคลื่อนไหวของตัวแทนภาคประชาชนไม่น้อยกว่า 491 องค์กร ที่รวมตัวกันในนาม “ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน” เพื่อเคลื่อนไหวพร้อมแสดงเจตนารมณ์ให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย ถอนร่าง หรือไม่รับรองร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ 4 ฉบับ ได้แก่ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ร่างพ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่…) พ.ศ. …. , ร่าง พ.ร.บ.กองทุนผู้สูงอายุ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
โดยสาระสำคัญ คือ การแก้ไข ยกเลิกระบบงบประมาณที่นำ “ภาษีบาป” ซึ่งเดิมให้จัดสรรเงิน เพื่อสนับสนุนภารกิจเฉพาะด้านขององค์กรและกองทุนตามที่กฎหมายบัญญัติ Earmarked Tax ไปสู่ระบบการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยมีการอ้างเหตุผลด้านการรักษา วินัยการเงินการคลัง ของรัฐเป็นหลัก ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความต่อเนื่องของแหล่งเงินทุน ตลอดจน ความเป็นอิสระ ในการบริหารจัดการและการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะขององค์กรและกองทุนที่เกี่ยวข้องในระยะยาว

ตลอดทั้งวัน The Active ติดตามความเคลื่อนไหว และปฏิกิริยาของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ได้รับการสนับสนุนผ่านโครงการฯ ที่รับทุนจาก สสส. และผู้ที่มีส่วนได้รับการสื่อสาร ช่วยเหลือจากสื่อสาธารณะ
“สวัสดิการชีวิต” ในอาชีพที่ไร้สวัสดิการรองรับ
ประภาพร ผลอินทร์ อายุ 54 ปี เครือข่ายไรเดอร์ คือหนึ่งในตัวแทนภาคประชาชนที่มาร่วมเคลื่อนไหว เล่าว่า พวกเขาเป็น ทีม Healthy Rider ที่ทำงานร่วมกับ สสส. และพอเห็นว่ารัฐบาลเตรียมแก้ไข พ.ร.บ. สสส. ในเรื่องที่มางบประมาณ ก็กังวลว่างบฯ ที่ประชาชนและกลุ่มไรเดอร์เคยได้รับการสนับสนุนการทำงานในหลายโครงการฯ จะทำอย่างไร จะมีหน่วยงานไหนมาช่วยเหลือได้บ้าง
“ตั้งแต่ทำงานกับ สสส.มา สสส.เป็นฝ่ายเข้ามาหาไรเดอร์ เพราะพวกเราทำแต่งาน บางทีป่วยยังไม่ได้ไปหาหมอ ซึ่งเรื่องสุขภาพร่างกายจากกับการขับขี่บนท้องถนน ต้องเจอทั้ง ฝุ่น ควัน มลพิษ ปอด สายตา การมองเห็น หรือแม้แต่การกินยังกินไม่ตรงเวลา พอ สสส.เข้ามาทำให้เรารู้ว่าต้องดูแลสุขภาพอย่างไร”
ประภาพร ผลอินทร์

ประภาพร บอกว่า สสส.ประสานทีมแพทย์ กทม. ลงมาตรวจสุขภาพ พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการกิน การออกกำลังกาย ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นการลงมาร่วมดูแลให้ไรเดอร์มีสุขภาพที่ดีขึ้น
“ปัจจุบัน Healthy Rider มีเครือข่ายมากขึ้น การที่เขามาดูแลเมื่อพูดถึงสุขภาพ เราจะนึกถึง สสส. ถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่รู้ว่าจะดูแลตัวอย่างอย่างไร นอนอย่างไร ใช้ชีวิตอย่างไร ยิ่งตินนี้ภาวะความเครียเยอะมาก เพราะไรเดอร์ทำงานแบบไม่มีอะไรรองรับ รายได้ไม่มั่นคง ยิ่งหากมีปัญหาสุขภาพก็จะยิ่งแย่”
ประภาพร ผลอินทร์
เธอย้ำว่าไรเดอร์ควรมีคนมาสนับสนุนเรื่องสุขภาพ การมี สสส. เหมือนเป็นสวัสดิการชีวิต จากที่ไม่รู้ ก็ทำให้รู้ ให้หันกลับมาดูแลตัวเอง เพื่อให้มีสุขภาพดีมาทำงานได้

“ทุก ๆ กองทุน ทุก ๆ คนที่มา คิดว่าทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุบัติเหตุ คนพิการ เมาไม้ขับ คนชรา การกีฬา มีผลกระทบหมด เราก็อยากจะคัดค้าน เอาของเราคืนมา”
ประภาพร ผลอินทร์
ในช่วงที่มีความพยายามเสนอแก้กฎหมาย 4 กองทุน ส่วนตัวยอมรับว่ารู้สึกบั่นทอน เพราะเราทำงานกับ สสส. ได้รับการดูแลจริง และมีผลดีเสมอมา ดังนั้นจึงอยากให้ยกเลิกการแก้ไข เพราะ ไม่ใช่แค่ไรเดอร์ แต่รวมถึงประชาชนคนทั่วไป ที่ได้รับผลกระทบ
เปิดพื้นที่ให้เยาวชน สร้างชุมชนเข้มแข็ง
ประเสริฐ เครือแก้ว ตัวแทนจากโครงการ “เด็กอวด” รุ่นที่ 1 ก็เล่าให้ฟังว่า เขาได้เข้าร่วมโครงการเด็กอวด รุ่นแรก จนตอนนี้ได้เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย มองว่า สสส. ทำให้ชุมชนของเขาใน อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ห่างไกล ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก พอได้งบประมาณมาก็ทำให้ได้จัดงาน “รัน รักละมุน” ในวันที่ 14 ก.พ. ซึ่งเป็นงานที่ทำให้เยาวชนในพื้นที่ได้แสดงความสามารถ

การได้รับสนับสนุนให้จัดกิจกรรมแบบนี้ ทำให้เด็ก ๆ ในชุมชนได้มีพื้นที่แสดงความสามารถในด้านที่ถนัด และได้ทุ่มเทให้กับการแสดงหรืองานที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้ออกมามีประสิทธิภาพ แทนที่จะเอาเวลาไปยุ่งเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง หากให้อนาคตกองทุน สสส. มีการเปลี่ยนแปลงที่มาของ งบฯ อาจทำให้งานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาอาจไม่ได้รับการสนับสนุน เพราะงบประมาณต้องใช้เวลา ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้า ไม่ทันเวลา ไม่มีประสิทธิภาพ อย่างที่ควรจะเป็น
“ผมร่วมงานกับ สสส. ผมได้เห็นว่าเงินที่เขาให้เอามาใช้ในการทำงานอย่างแท้จริง มีผลงานที่เกิดขึ้นจริง และงานของเด็กอวดที่กำลังจะจัดขึ้นก็ต้องใช้งบประมาณเช่นกัน หากไม่มี ก็จะทำให้พื้นที่นี้หายไป รัฐบาลที่ดีควรฟังเสียงประชาชน เขาก็คงคิด แต่ไม่ได้คิดรอบคอบขนาดนั้น อาจจะมองในมุมของเขากันเอง ไม่ได้มองในมุมประชาชน ไม่ให้ทุกคนไปมีส่วนร่วมในการถกปัญหา”
ประเสริฐ เครือแก้ว
โอกาส พลิกชีวิต “คนไร้บ้าน”
ไม่ต่างจาก สมโภชน์ ชมพิกุล จากสมาพันธ์คนไร้บ้าน เล่าว่า เมื่อก่อนเคยเป็น คนไร้บ้าน ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ปี 2564 ทางสมาพันธ์คนไร้บ้าน มาชวนเข้าร่วม โครงการที่อยู่อาศัยคนละครึ่ง ที่จะออกค่าเช่าห้องให้คนละครึ่ง โดยเป็นเงินที่สนับสนุนมาจาก สสส. จึงตัดสินใจเข้าร่วม มองเห็นว่าคนไร้บ้านไม่ได้อยากรอให้รัฐมาช่วย โครงการจึงสนับสนุนการมีงานทำ และที่อยู่อาศัยที่คนไร้บ้านเข้าถึงได้
“เมื่อมีทั้งงานและที่อยู่อาศัย มันก็ดีดตัวเราขึ้นมาให้ดีขึ้น ชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะไม่ต้องมาโดนใครดูถูกว่าเป็นผีพเนจร เร่ร่อน ได้แต่รอรับของแจกอย่างเดียว มันไม่ใช่นะ เพราะในเมื่อโอกาสเขาส่งมาให้เราแล้ว หรือส่งอาชีพมาให้เราแล้ว เมื่อเราทำได้ดีก็สามารถดึงพี่น้องขึ้นมาได้”
สมโภชน์ ชมพิกุล

สมโภชน์ ยังชี้ให้เห็นถึงการที่ชีวิตตัวเองถูกนำมาสื่อสารผ่านสื่อสาธารณะ ช่องไทยพีบีเอส ตอน ค่าเช่าห้องคนละครึ่ง หลังจากออกอากาศ ก็มีเสียงชื่นชมว่าทำงานไม่งอมืองอเท้า และเกิดการยอมรับในสังคมมากขึ้น ดังนั้นมองว่า ยังมีอีกหลายชีวิตที่แย่กว่าตัวเอง จึงอยากให้ไทยพีบีเอส และสื่ออื่น ๆ ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนเหล่านั้น ให้ได้มีโอกาสมีชีวิตดีขึ้นแบบที่เขาได้รับด้วย
“จากที่เราเคยนอนเป็นคนที่เขาเหยียบย่ำ เป็นบัวที่อยู่ในตม พอมันจะผุดขึ้นมา คนก็เหยียบลงไปอีก ไทยพีบีเอส เขาดึงขึ้นมาจากโคลนตมได้ พ้นน้ำขึ้นมาได้เจอแสงสว่าง ได้เจออากาศ ซึ่งดีกับเรามาก”
สมโภชน์ ชมพิกุล

ในมุมมองของ สมโภชน์ ยังมองว่ากระแสข่าวในด้านลบเกี่ยวกับการแก้ไขที่มาของเงินกองทุนเพื่อให้ตรวจสอบได้นั้น จากการเข้าร่วมเขาบอกว่า ได้รับเงินจริง ๆ ไม่อยากให้โจมตี และไม่ได้ช่วยแค่บางคนแต่โครงการต่าง ๆ ที่ผ่านกองทุน สสส. ช่วยทุกคน ให้โอกาสทุกคน แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่ได้รับจะใช้โอกาสเหล่านั้นอย่างไร
ส่วนตัวหลังได้รับโอกาสมาจากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว ที่จ่ายค่าเช่าห้องเองทั้งหมด แม้จะยังไม่มีเงินเก็บ แต่ไม่มีหนี้ และยังสามารถส่งให้หลานได้เรียนหนังสือ เพื่อให้มีชีวิตดีกว่าตัวเอง ซึ่งเรื่องนั้นขึ้นอยู่กับเราที่จะวางแผนการเงินอย่างไร
หนุนปฏิรูป-ตรวจสอบเข้มข้น ด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน แต่ไม่ใช่แก้กฎหมาย
เช่นเดียวกับ ธีรภัทร์ คหะวงศ์ เลขานุการขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) ตั้งข้อสังเกตสำหรับ กองทุนผู้สูงอายุ โดยมองว่า เกิดขึ้นหลังจากที่มีปัญหาเงินงบประมาณปกติอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุ ก็เลยมีการใช้เงินจากภาษีบาป คือ กำหนดให้ภาษีเฉพาะต่อจง ให้ธุรกิจจ่ายเพิ่มอีก 2% ไม่เกิน 4,000 ล้านบาท กองทุนผู้สูงอายุมีเพดานอยู่ที่ไม่เกิน 4,000 ล้านบาท ถ้ามายุบมันก็ย้อนแย้ง
อีกความหมาย คือ ถ้าไม่มีก็ต้องไปปรับตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งมันควรจะทำได้ ต้องไปแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นถ้ากองทุนผู้สูงอายุที่พยายามช่วยเหลือผู้สูงอายุให้ได้เบี้ยโดยถ้วนหน้า ถ้าอนาคตกองทุนผู้สูงอายุถูกยุบ เราก็จะได้เงินอุดหนุนผู้สูงอายุเหมือนกับเงินอุดหนุนเด็ก ก็คือจะเงินอุดหนุนบางกลุ่มเท่านั้น ต้องไปพิสูจน์ความจน ไม่ได้ถ้วนหน้า ทั้ง ๆ ที่สิทธิเหล่านี้ มันควรจะได้รับถ้วนหน้าด้วยซ้ำ

ส่วน กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยเฉพาะสมาคมกีฬาระดับจังหวัด งบประมาณส่วนใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนมาจากกองทุนกีฬาฯ เคยได้ยินตัวเลขกองทุนสมาคมกีฬาจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก กกท. เพียง 30 ล้านบาท หาร 77 ก็คือ หลักแสนที่ได้รับ แต่ว่าเขาต้องดูแลนักกีฬาหลักร้อย เงินส่วนใหญ่ที่ได้ก็จะจากการฝึกซ้อมของเด็ก จากเบี้ยที่ไปดูแลเด็กที่ต้องเดินทาง ต้องไปพักต้องไปแข่ง ก็เป็นกองทุนกีฬา
เพราะฉะนั้นถ้ากองทุนนี้ไม่มีจะเดือดร้อนแน่ ๆ ก็คือนักกีฬาโดยเฉพาะนักกีฬาที่เป็นเด็กเยาวชนในพื้นที่ที่อยู่กับสมาคมกีฬาระดับจังหวัด มันเป็นพื้นฐานของการสร้างนักกีฬา ถ้าเราไปรอ งบฯ อบต. อบจ. ก็จะยากมาก

ย้ำว่าหากรัฐบาลมองเห็นว่ากองทุน หรือสื่อสาธารณะมีปัญหาจริง ก็ควรแก้ไขในลักษณะของการ ปฎิรูป ตรวจสอบการทำงานอย่างเสมอภาค แบบไม่มีอคติ
“ท่านต้องไม่มีอคติจากการตรวจสอบทุกหน่วยงาน ต้องใช้ไม้บรรทัดเดียวกันในการวัด อันไหนมีปัญหาเราก็ไปแก้ไขกัน ไปรับฟัง ไปพูดคุย ไปแก้กันให้มันถูกจุด แต่ไม่ใช่อยู่ ๆ จะมายุบทั้ง 4 กองทุนผลจากการรับฟังความคิดเห็นก็ชัดเจนแล้วว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าวันนี้เพียงแค่เรามาแสดงตัวให้ท่านเห็นว่ามันไม่ได้มีแค่ออนไลน์ แต่มันมีตัวคนจริง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยและก็มาค้านเรื่องนี้”
ธีรภัทร์ คหะวงศ์
