พีมูฟ นัดชุมนุมทำเนียบ ออกแถลงการณ์ประณาม รองนายกฯ “ปกรณ์” หลังเตรียมยุบ บจธ.

ชี้ เป็นการทุบทำลาย ความหวังและโอกาสเกษตรกรรายย่อย และคนยากคนจนที่จะเข้าถึงสิทธิในที่ดินอยู่อาศัยและทำกิน ด้าน สว.นรเศรษฐ์  จี้ เร่งรัดกลไกจัดตั้งธนาคารที่ดิน(บจธ.) ให้เดินหน้า ย้ำ การเข้าถึงที่ดิน คือรากฐานของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ 

วันนี้ (27 ก.ค.69) ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ออกแถลงการณ์  เรื่องประณาม ปกรณ์ นิลประพันธ์ เดินหน้ายุบธนาคารที่ดิน ทำลายความหวังสิทธิเกษตรกรคนยากจน โดยมีสาระสำคัญระบุว่า ตามที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้แถลงต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ว่ากำลังเดินหน้าปฏิรูประบบราชการโดยการยุบหน่วยงานที่มีความซ้ำซ้อน โดยจะเริ่มจากการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. (ธนาคารที่ดิน) ภายในเดือนกันยายน เพราะซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอย่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) รวมถึงกล่าวถึงผู้ที่เตรียมออกมาชุมนุมคัดค้านว่า “ต้องอยู่กันแบบมีเหตุผล วิธีเก่าๆ แบบนี้ควรเลิกได้แล้ว เพราะไม่ดีสำหรับประเทศ จะเลือกเอาประเทศ หรือจะเลือกเอาตัวเองนั้น 

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ขอประณามความคิดอันคับแคบของคนระดับรองนายกรัฐมนตรีคนนี้ที่ไม่ใช่เพียงการจะยุบธนาคารที่ดิน แต่เป็นการทุบทำลายความหวังและโอกาส  ของเกษตรกรรายย่อย และคนยากคนจนที่จะเข้าถึงสิทธิในที่ดินอยู่อาศัยและทำกินด้วย ขอยืนยันว่าธนาคารที่ดินนั้นเป็นหนึ่งในกลไกทางนโยบายสำคัญที่ภาคประชาชนร่วมกันผลักดันมายาวนาต่อเนื่อง กว่า 3 ทศวรรษ เพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม โดยเราขอแสดงความเห็นต่อคำแถลงของปกรณ์ ดังนี้

1.กระบวนการเดินหน้ายุบธนาคารที่ดิน ขัดต่อหลักการมีส่วนร่วมที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 77 ซึ่งขณะนี้มีประชาชนผู้มีส่วนได้เสียซึ่งจะได้รับผลกระทบอย่างน้อย 217 ครอบครัว ในพื้นที่ที่ดำเนินการโครงการธนาคารที่ดิน รวมถึงเกษตรกรไร้ที่ดินในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 1.95 ล้านครอบครัว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย และเป็นถึงอดีตเลขาธิการสำนักงานกฤษฎีกา ไม่ควรบกพร่องในด้านกระบวนการทางกฎหมายเช่นนี้ และหากเกิดการยุบธนาคารที่ดินจริงดังที่รัฐบาล โดยนายปกรณ์ ได้เคยเสนอให้ ครม.ยุบโฉนดชุมชนก่อนหน้านี้มาแล้ว พีมูฟจะเดินหน้าฟ้องศาลปกครองเพื่อเอาผิดรัฐบาลนี้อย่างถึงที่สุด

2.การอ้างความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน พีมูฟเห็นเป็นเรื่องไร้ความคิดและเป็นการพิจารณาแบบปราศจากข้อมูลหรือเหตุผลใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินใหญ่โตเกินกว่าที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งในปัจจุบันจะแก้ไขได้ อาทิ กรณีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ก่อตั้งมากว่า 50 ปี กระจายการถือครองที่ดินได้เพียงประมาณ 5 แสนไร่ และแม้จะมีเจตจำนงเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงที่ดิน แต่ที่ดินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์กลับหลุดไปอยู่ในมือนายทุน ส่วนการอ้างว่าจะนำเข้าสู่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) นั้น สคทช. เป็นเพียงหน่วยงานด้านนโยบายและเป็นหน่วยงานราชการ ซึ่งจะทำให้ที่ดินของชาวบ้านก็ต้องกลับเข้าสู่มือราชการ ซึ่งล้มเหลวในการกระจายการถือครองที่ดินมาโดยตลอด

“นอกจากนั้นในสมัยรัฐบาลที่แล้ว อดีตรองนายกรัฐมนตรี โสภณ ซารัมย์ ได้สั่งการให้ทำหนังสือเวียนสอบถามไปยังหน่วยงาน 17 หน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับที่ดิน ปรากฏว่าไม่มี หน่วยงานใดเลยที่ตอบกลับมาว่าภารกิจของ บจธ. ซ้ำซ้อนกับใคร จึงมีข้อสงสัยว่าปกรณ์นำประเด็นเรื่องความซ้ำซ้อนมาจากหน่วยงานใด” แถงการณ์ ระบุ

ภาพ : โสภณ ซารัมย์ อดีตรองนายกฯ รับข้อเรียกร้องค้านยุบ บจธ. เมื่อวันที่ 3 พ.ย.68

“การตัดสินใจของนายปกรณ์ คือการนั่งเทียนคิดโดยปราศจากข้อมูล มีธงในใจที่จะยุบธนาคารที่ดิน และทำลายความหวังในการเข้าถึงสิทธิในที่ดินของคนยากจน ทั้งที่ไม่เคยศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน หรือแม้แต่จะจัดกระบวนการรับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชน ปัญหาที่ดินนั้นคือปัญหาของชาติและประชาชน การยืนยันผลักดันการกระจายการถือครองที่ดินของพีมูฟ จึงเป็นการเคลื่อนไหวอย่างมีเหตุผลและอยู่บนฐานข้อมูลความเป็นจริง ไม่ใช่การดรามา หรือคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนแบบที่ปกรณ์กล่าวอ้าง เราต่อสู้เพื่อปากท้องของเราและลูกหลานอย่างยากลำบาก ไม่ได้สั่งสมความร่ำรวยจนมีทรัพย์สิน 43.7 ล้านบาท แล้วมาอ้างขาดทุนงบประมาณแผ่นดินแล้วยกเลิกนโยบายของภาคประชาชน”  แถลงการณ์ระบุ  

โดยในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ กลุ่มพีมูฟนัดชุมนุม ไปพบ ปกรณ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล และทวงถามคำชี้แจงที่ยืนอยู่บนเหตุผลและฐานข้อมูล ว่าเหตุใดจึงตั้งใจจะยุบธนาคารที่ดินให้ได้ และจะไปเรียกร้องให้รัฐบาลต่ออายุธนาคารที่ดินเพื่อปฏิบัติภารกิจการกระจายการถือครองที่ดินให้แล้วเสร็จ

ด้าน นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของรองนายกฯ ปกรณ์  เพราะในความเป็นจริง ธนาคารที่ดินไม่ได้ทำภารกิจซ้ำกับหน่วยงานใด เพราะเป็นองค์กรเดียวที่มีกลไกการเงินเฉพาะในการช่วยให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ไร้ที่ดินให้สามารถเข้าถึงที่ดินทำกินได้ และนี่คือภารกิจที่ไม่มีหน่วยงานอื่นทำแทนได้อย่างแท้จริง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีความพยายามผลักดันกฎหมายจัดตั้งธนาคารที่ดินมาโดยตลอด เพราะทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า “การเข้าถึงที่ดิน” คือรากฐานของการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ แต่ด้วยความไม่ต่อเนื่องของการเมืองไทยและการขาดเจตจำนงทางการเมือง ทำให้การสร้างกลไกนี้เดินหน้าได้อย่างล่าช้า

“การปฏิรูประบบราชการเป็นเรื่องจำเป็น แต่การปฏิรูปที่ดีต้องเริ่มจากการศึกษาและประเมินภารกิจอย่างเป็นระบบ ใช้ ‘ประโยชน์ของประชาชน’ เป็นตัวตั้ง แล้วค่อยตัดสินใจว่าหน่วยงานใดควรควบรวม ลดบทบาท หรือยุบ เพราะทำงานซ้ำซ้อนจริง การลดจำนวนหน่วยงานไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง เป้าหมายคือทำให้รัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น” 

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active