รู้จักวิถีการกินแบบ “Flexitarian” ในงาน “กินแบบเราเบาที่โลก” เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก ชี้ การกินถั่วไม่ใช่แค่เพื่อลดการกินเนื้อจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ แต่จะทำให้วิถีการกินแบบหลากหลาย แนวพื้นถิ่นกลับมา
ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี การแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ยังโยงใยถึง “ระบบอาหาร” ที่เราบริโภคในแต่ละวันด้วย อุตสาหกรรมปศุสัตว์กลายเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่ของโลก ทำให้คำถามถึงสิ่งที่อยู่ในจานอาหารไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา ผู้ผลักดันเรื่องการกินเปลี่ยนโลก กล่าวว่า ต่อให้เราจะมีแผนเรื่องการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานเดิมไปเป็นไฟฟ้า เพื่อลดการปล่อยมลพิษ แต่หากไม่ปฏิรูประบบอาหารก็ไม่ช่วย เนื่องจากทุกวันนี้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็น 2 ใน 5 ของการปล่อยทั้งหมด จึงชี้ว่า หากเราไม่ตระหนักเรื่องปัญหาที่เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปศุสัตว์ จะแก้ปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อนไม่ได้
หนึ่งในแนวทางแก้ปัญหา คือการบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์ให้น้อยลง และให้คนหันมาบริโภคโปรตีนจากพืชมากขึ้น ภายใต้วิถีการกินแบบ “Flexitarian” ซึ่งไม่ใช่งดการกินเนื้อสัตว์ไปเลย แต่ให้กินโปรตีนจากแหล่งอื่นเพิ่มด้วย ซึ่งนี่เป็นเหตุผลสำคัญของการจัดงาน The Flexitarian Market: กินแบบเราเบาที่โลก
กิ่งกร ยกตัวอย่างวิธีการกินที่หลากหลาย จากวิถีกินแบบท้องถิ่นพื้นบ้านทั่วไป โดยเฉพาะการกิน “ถั่ว” แบบชาติพันธุ์ คือ หนึ่งในวิถีที่อาจเป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งวิธีการแบบนี้มีมานานมากแล้ว เพียงแต่สังคมและบริบทโลกหลายอย่างทำให้วิถีเดิมที่เคยกินหลากหลายค่อย ๆ ถูกแทนที่
“โดยวัฒนธรรมของเขา (ชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง) ไม่ว่าจะเป็นอาข่า ไทใหญ่ ลั๊วะ ปกาเกอะญอ มีถั่วอยู่ในอาหารหมด และเป็นถั่วตามฤดูกาล หากสังเกตในสำหรับอาหารจะพบถั่วทั้งดิบ สด และแห้ง”
กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา
อีกทั้งยังกล่าวว่า กลุ่มชาติพันธุ์มีภูมิปัญญาและองค์ความรู้เรื่องการกินถั่วทั้งระยะวงจรของการเติบโต ตั้งแต่ดิบ สด หรือแม้กระทั่งถั่วแปรสภาพเป็นฝักที่แห้งแล้วก็ตาม

นอกจากโปรตีน ถั่วจากสวนมีจุดเด่นอะไรอีกบ้าง ?
ถั่วเหลือง โปรตีนสูง มีกรดอะมิโนครบถ้วนมีไอโซฟลาโวน ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน
ถั่วแดง สารต้านอนุมูลอิสระสูงมากพอ ๆ กับผลไม้ตะกูลเบอร์รี่
ถั่วเขียว ย่อยง่ายช่วยขับร้อน มีแมกนีเซียมช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
ถั่วดำ พฤกษเคมีสีม่วงดำบำรุงสายตาและลดการอักเสบ
ถั่วขาว มีฟาซิโอลามีน ช่วยยับยั้งการย่อยแป้ง เหมาะกับคนคุมน้ำหนัก
ถั่วลูกไก่ ดัชนีน้ำตาลต่ำ มีแมงกานีสสูง บำรุงกระดูก
ถั่วพินโต แหล่งโมลิบดีนัม ช่วยขับสารพิษในตับ
ถั่วมะแฮ มีฟอสฟอรัสสูง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
ถั่วลันเตา/ถั่วนางแดง มีธาตุเหล็กสูง โฟเลตสูงดีต่อการบำรุงเลือด
กิ่งกร ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การกินถั่วไม่ใช่แค่เพื่อลดการกินเนื้อจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ แต่จะทำให้วิถีการกินแบบหลากหลาย แนวพื้นถิ่นกลับมา
เกษตรกรพื้นที่สูง กับนโยบายส่งเสริมการเกษตรจากรัฐ
เมื่อต้นทุนทางสุขภาพและต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมถูกแปรเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ไปทางเศรษฐกิจ รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ นักรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมนิเวศ กล่าวว่าจาก “นโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก” พบว่าไทยมีตัวเลขส่งออกไก่ ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ากระทรวงพาณิชย์ ระบุไว้ว่าปี 2568 การส่งออกเนื้อไก่คาดว่าจะสูงที่สุดในประวัติการณ์ และระบุไว้ว่ามีตัวเลขมูลค่าส่งออกในปีก่อนหน้านี้ ปี 2567 ที่ 1.5 แสนล้านบาท
เมื่อเทียบกับเกษตรกรที่ขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กิโลกรัมละ 7-8 บาท หรืออาจถูกกดราคามากกว่านั้นหากขายบนดอยหรือพื้นที่สูง ซึ่งพบว่าตัวเลขนี้ไม่ใช่ผลประโยชน์ของเกษตรกร โดยตัวเลขการบริโภคเนื้อสัตว์จากปศุสัตว์และการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่จากเดิม โดยมีปริมาณลดลงจากการหันมาใช้พื้นที่เพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด
จากการวิจัยและพูดคุยชี้ว่า การหายไปของพื้นที่ป่าไปเป็นพื้นที่ข้าวโพดไม่ใช่แนวคิดของเกษตรกร แต่เป็นการส่งเสริมนโยบายของรัฐ ที่เกิดขึ้นอย่างยาวนาน

รัตนศิริ หยิบยกวลี “2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม” ประโยคคุ้นหูของใครหลายคน ว่าการตีกลองประชุมครั้งนั้น คือหนึ่งในตัวชี้สถานการณ์ทางสังคมว่า “ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม เพื่อพูดเรื่องราวที่ตนได้ประชุมมาเกี่ยวกับการมีแนวปฏิบัติให้ชาวนาเลี้ยง เป็ด เลี้ยงสุกร”
ครั้งนั้นคือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ปศุสัตว์เติบโตและกลายเป็นนโยบายต่าง ๆ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ และริเริ่มระบบเกษตรพันธะสัญญาในปี 2510
หลังจากนั้นมีการพบข้อมูลการขยายตัวของพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ภาคเหนือของไทยเริ่มประสบปัญหาฝุ่นควัน ซึ่งในเชิงกิจกรรมทางการเกษตร ไทยเป็นหนึ่งในสมการที่มีส่วนในการเกิดฝุ่นควัน ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจ หรือมีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ทำให้ต้องทำก็ตาม
นอกจากนี้ ช่วงปลายปี 2568 ในรัฐบาลอนุทิน 1 มีประกาศจากคณะรัฐมนตรี เรื่องการปรับโควตาและภาษีนำเข้าปี 2569 ให้สหรัฐอเมริกาสามารถนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มายังประเทศไทยได้ด้วยภาษี 0%
และเปิดให้ผู้นำเข้าทั่วไปสามารถนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ในอัตราภาษี 0% จากเดิม 20% รวมทั้งมีการปรับเพดานโควตานำเข้า 1 ล้านตัน จากเดิมประมาณ 5 หมื่นตัน คำถามสำคัญของการประกาศครั้งนี้คือแล้วการไปต่อของเกษตรกรไทยที่ทำข้าวโพดอยู่แล้วจะไปอย่างไรต่อไป ซึ่งภาพทั้งหมดนี้ รัตนศิริ ทิ้งท้ายว่า ทำให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมบางอย่างที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร สิ่งแวดล้อม และสภาพภูมิอากาศ
