ยันไม่ขัดแย้ง-ทำงานคู่ขนานรัฐบาล หวังช่วยกันเคลียร์มิติผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการแลนด์บริดจ์ ร่วมระดมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ช่วยศึกษา-ตั้งคำถาม ชี้ 3 ประเด็น “ผลกระทบสัตว์หน้าดิน-แนวปะการัง-การกระจายของตะกอนดิน” ต้องชัด พร้อมจับตาการประชุมคณะกรรมการฯ แลนด์บริดจ์อีกครั้ง 9 มิ.ย.69
กระแสแลนด์บริดจ์ ยังไม่จบ วันที่ 29 พ.ค.69 สภาฯ มีมติ 266 ต่อ 174 เสียง คว่ำญัตติด่วนขอตั้ง กมธ.ศึกษาปัญหาดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ ชงส่งต่อให้ ครม.พิจารณา ท่ามกลางข้อสังเกตของบรรดา สส.ฝ่ายค้านในสภาฯ ขณะที่ฝั่งรัฐบาล กำลังอยู่ระหว่างการเดินหน้าศึกษาโครงการ โดย คณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ ภายใต้กรอบเวลา 90 วัน
ล่าสุดได้มีการตั้งคณะอนุกรรมขึ้นมา 3 คณะ ประกอบด้วย
- คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์
พิจารณาแนวทางและความเหมาะสมในการขับเคลื่อนโครงการ - คณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาและประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการแลนด์บริดจ์
ประเมินความเป็นไปได้ของการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และผลกระทบเชิงบวก - คณะอนุกรรมการพิจารณาและขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะ
สร้างความเข้าใจ รับฟังความคิดเห็น และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม
ผศ. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกมาโพสต์คลิป และข้อความผ่าน FB ส่วนตัว Thon Thamrongnawasawat ว่า หนึ่งในคณะอนุกรรมฯ ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมามีการศึกษา ผลกระทบด้านสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม หรือ EHIA จากรายงานหลัก 2 ฉบับ คือ “รายงานผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge)” ของ สนข. (สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร) และ สภาพัฒน์ (สศช.) ที่มักถูกนำมาอ้างอิงและเปรียบเทียบกันบ่อยที่สุด ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังมีหลายข้อสงสัยที่ยังไม่สามารถตอบสังคม และประชาชนได้ชัดเจน อ่านเพิ่มเติม เปรียบเทียบผลศึกษาแลนด์บริดจ์ ฉบับ”สศช.-สนข.”
สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาคมที่ก่อตั้งมาหลายสิบปี เพื่อช่วยสนับสนุนงานวิชาการ จึงรวมตัวนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล อาจารย์ รุ่นพี่ ตั้งคณะกรรมการเงา เพื่อช่วยศึกษาคู่ขนานไปกับคณะอนุกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อ เคลียร์เรื่องสิ่งแวดล้อมให้มีความชัดเจนในประเด็น โดยจะเน้นศึกษาเฉพาะมิติทรัพยากรทางทะเลของโครงการแลนด์บริดจ์
ผศ.ธรณ์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม กับ The Active ว่า คณะกรรมการเงา (Shadow Committee) มีแกนนำ 6-7 คน และทีมงานอีกนับร้อยจาก สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รวมนักวิชาการด้านทะเล ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 20-40 ปี โดยจะทำงาน“คู่ขนาน แต่ไม่ขัดแย้ง” แต่จะช่วยมองเรื่องสำคัญ ที่เป็นคำถามของสังคม ขณะที่ข้อมูลการพูดคุยบางส่วนได้ส่งถึง คณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์แล้ว ก่อนจะถึงวันประชุมอีกครั้งในวันที่ 9 มิ.ย.69
ผศ.ธรณ์ และคณะทำงาน ตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา รายงานฉบับ สนข.ของกระทรวงคมนาคม เป็นจุดเริ่มต้นการศึกษาเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ รวมถึงการทำ EHIA ประกอบด้วย ถนน ทางรถไฟ และท่าเรือ ซึ่งเป็นฉบับที่คณะอนุกรรมการฯ ใช้ในการศึกษาเวลานี้
ขณะที่ข้อมูลอีกด้านจาก รายงานของสภาพัฒน์กลับมีข้อมูลเชิงผลกระทบ และมีทางเลือกให้มากกว่าเพียงโครงการแลนด์บริจด์ รวมถึงข้อมูลชุดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลอันดามันมรดกโลก ที่ประเทศไทยได้นำเสนอต่อยูเนสโก ตั้งแต่ปี 2565 ที่ ผศ.ธรณ์ เคยตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้ ว่า เอกสารต่างๆ ของแลนด์บริดจ์ รวมถึง EHIA นั้น จะไม่เอ่ยถึงอันดามันมรดกโลก ที่ไทยเป็นผู้เสนอไปที่ยูเนสโกเมื่อ 3 ปีก่อนได้อย่างไร ?

คณะกรรมการเงา จี้ ต้องตอบชัด 3 ผลกระทบที่จะเกิดกับท้องทะเล
จากการเริ่มทำการพูดคุยของ คณะกรรมการเงา ครั้งที่ 1 สรุปออกมาได้ 3 ประเด็นหลักที่ต้องการความชัดเจนจากรัฐบาล
สัตว์ทะเลหน้าดิน: ตัวเลขขัดแย้ง ความสูญเสียประเมินยาก
รายงานการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ยังคงมีตัวเลขประมาณการจำนวนสัตว์หน้าดินที่ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการประเมินความเสียหายทั้งหมดและแนวทางการตัดสินใจว่าการสูญเสียสัตว์ทะเลเหล่านั้นมีความคุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการหรือไม่ จำเป็นต้องมีหน่วยงานกลางเข้ามาร่วมศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ตัวเลขที่ชัดเจน และเป็นที่ยอมรับ
แนวปะการัง: แหล่งท่องเที่ยวล้ำค่าในภาวะเสี่ยง
แม้ว่ารายงาน EHIA จะยังไม่ระบุเส้นทางเดินเรือที่ชัดเจน ไปยังระนอง แต่ในรายงานจาก สนข.และสภาพัฒน์ฯ ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าแนวปะการังจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะแนวปะการังบริเวณเกาะพยาม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อ และเกาะค้างคาว ที่จะต้องเผชิญหน้ากับผลกระทบจากตะกอนสะสม
อย่างไรก็ตาม การศึกษาของสภาพัฒน์ฯ ระบุตัวเลขที่น่าตกใจว่า แนวปะการังทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันที่อาจได้รับผลกระทบรวมกันสูงถึงกว่า 2,300 ไร่ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาล โดยเฉพาะในพื้นที่ระนอง รายงาน EHIA อ้างอิงข้อมูลจากกรมทะเลฯ ยืนยันว่า แนวปะการังทั้งเกาะพยามและเกาะค้างคาวอยู่ในสถานะ “ดีถึงดีมาก” ซึ่งหาได้ยากยิ่งในประเทศไทย ทำให้ความกังวลต่อการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ตะกอน: ภัยคุกคามระบบนิเวศขนาด 2 แสนไร่
สุดท้ายคือ ประเด็นเรื่องตะกอนจากการขุดคลองกระก็เป็นอีกหนึ่งความกังวลหลัก รายงาน EHIA โดย สนข. ระบุว่า ในบางช่วงเวลา ตะกอนอาจฟุ้งกระจายกินพื้นที่กว้างขวางถึง 200,000 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สามารถครอบคลุมไปถึงเกาะพยามและเกาะค้างคาวได้ หากไม่มีมาตรการป้องกันที่รัดกุม ตะกอนเหล่านี้อาจเข้าทับถมทำลายแหล่งหญ้าทะเล ปะการัง และระบบนิเวศชายฝั่งที่เปราะบาง ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตกับท้องทะเลไทย
คณะกรรมการเงาได้เร่งรัดให้มีการชี้แจงอย่างละเอียดถึง จำนวนสัตว์หน้าดินที่แท้จริง แนวทางจัดการกับผลกระทบต่อแนวปะการังที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,300 ไร่ รวมถึง แผนการป้องกัน และงบประมาณที่ต้องลงทุน จากการฟุ้งกระจายของตะกอน และตั้งคำถามด้วยว่า การลงทุนเพื่อป้องกันทรัพยากรเหล่านี้ถูกนำมาคิดรวมกับต้นทุนในการทำโครงการด้วยหรือไม่
โดยนอกจากประเด็นข้างต้นแล้ว ยังมีข้อห่วงใยอื่นๆ อีกมากที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด เช่น ผลกระทบต่อกระแสน้ำ คุณภาพน้ำ และสัตว์น้ำวัยอ่อน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้ปรากฏอยู่ในรายงานหลักสองฉบับที่ คณะอนุกรรมการกำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งจำเป็นจะต้องจับตากันในการประชุมครั้งถัดไป
ผศ.ธรณ์ ยังได้ทิ้งท้าย คำแนะนำสุดท้าย ยังอยากเห็น อยากเชิญชวน ผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาโครงการแลนด์บริจด์ด้วยกัน เพราะยังมีอีกหลายด้านที่เป็นข้อสังสัยของสังคม… โดย คณะกรรมการเงา ยังมีประโยชน์ในการสื่อสารกับชาวบ้านง่ายกว่า พูดในบางเรื่องที่ รัฐบาลอาจจะไม่กล้าพูด หรือ ใช้เวลานาน เพื่อเป็นอีกแรงช่วยสื่อสารข้อมูลทางวิชาการ แต่จะไม่ชี้ว่า ทำ หรือ ไม่ทำ โครงการแลนด์บริดจ์
