การดูแลโลกต้องมาจากการลงมือทำและใจที่รักจริง

เมื่อการปกป้องโลกไม่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชาวบ้านก็สามารถเป็นฮีโรได้ ค้นหาวิธีดูแลโลกแบบยั่งยืนในแบบของตัวเอง

“ถ้าถามว่าเป็นคนที่ไหนจะตอบว่าอะไร แล้วถ้าถามว่าพร้อมจะตายเพื่อที่ไหน คำตอบยังเป็นเหมือนเดิมอยู่ไหม?”

สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งคำถามผ่านเวทีบรรยายหัวข้อ “เราจะปกป้องธรรมชาติได้อย่างไร ถ้าเราไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมัน”​ กิจกรรมภายในงาน Sustrends 2027 ที่ปีนี้มาภายใต้ธีมที่ชื่อว่า “Finding Our Way” ค้นหาวิธีดูแลโลกแบบยั่งยืนในแบบของตัวเอง ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน วันที่ 4 ส.ค. 2569

เราเรียกสถานที่หนึ่งว่า “บ้าน” เพราะเหตุผลอะไรบ้าง อาจจะเป็นเพราะที่แห่งนั้นเป็นสถานที่เราอยู่และผูกพันมาตั้งแต่เกิด เป็นเพราะมันคือสถานที่ที่เรามีความทรงจำกับมันมากที่สุด แม้จะเป็นเวลาสั้น ๆ หรือเป็นเพราะว่าพ่อแม่เราเรียก เราเลยเรียกตาม

“นักรบผ้าถุง” สารคดีที่ สุภัชญา อยากพูดถึงนี่คือเรื่องราวของกลุ่มผู้หญิงมุสลิมในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่รวมตัวกันและสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิด วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ พวกเธอยอมออกจากบ้านอันเป็นที่รัก และมาสู้ตากแดดตากฝนที่รัฐสภา เพื่อเป็นตัวแทนส่งเสียงของคนรักบ้านเกิดให้ไปถึงหูผู้มีอำนาจ

“เรากลับมาถามตัวเองว่า มีที่ไหนไหมที่เราพร้อมจะยืนหยัดและสู้จนวินาทีสุดท้าย”

สุภัชญาพบว่าด้วยความเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) ทำให้เธอเป็นคนมีบ้านที่ไหนก็ได้ พร้อมหนีไปที่ไหนก็ได้ถ้ารู้สึกว่าอยากไป หรือรู้สึกไม่สบายใจกับที่เดิม

แต่ในอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้กำลังบอกว่า เรากำลังขาด “บ้าน” ในมิติที่ลึกซึ้ง ในมุมที่เราพร้อมจะยืนหยัดสู้เพื่อมันแม้จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

เราเว้นระยะห่างของตัวเองออกจากรากเหง้าของตัวเองมากขึ้น เพราะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่กลับไปหาเมื่อไหร่ก็ได้ สุภัชญา เล่าว่าเทคโนโลยีทำให้เราย้ายโลกทั้งโลกมาอยู่แค่ในโทรศัพท์มือถือ ทุกวันนี้เราเห็นป่าได้จากการดูผ่านยูทูบ ส่องนกผ่านแอปพลิเคชันที่ช่วยสร้างความเสมือนจริง หรือแม้กระทั่งสั่งอาหารได้ผ่านการกดผ่านแอปฯ ไม่ใช่เดินไปเก็บผักจากต้น

ความสะดวกสบายทำให้เราหลงลืมธรรมชาติและที่มาที่ไปของตัวเอง ในมุมของนักอนุรักษ์แบบ สุภัชญา การขาดเชื่อมโยงเหล่านี้จึงมีส่วนทำให้คนไม่สามารถดูแลโลกได้จากหัวใจจริง ๆ

“เราเคยเข้าใจว่า ถ้าเราอยากรู้ว่าจะปกป้องโลกยังไง เราต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่จริง ๆ แล้วชาวบ้านก็คือฮีโร่ได้เหมือนกัน”

สุภัชญา มองว่า ที่ผ่านมาเรามีเทคโนโลยีต่างๆ ตัวชี้วัด หรือแม้กระทั่งเครื่องมือที่ดึงดูดแรงจูงใจให้คนหันมารักโลก ปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่เราอาจจะลืมถามตัวเองสิ่งที่เราปกป้องมันอยู่นั้นจริง ๆ แล้วคืออะไรกันแน่ และเรารักมันมากพอหรือยัง

“มันไม่ใช่คำตอบที่ตอบได้ง่าย ไม่ได้ตอบด้วยการคิด แต่ตอบด้วยการใช้ชีวิต หลายครั้งที่เราปลูกต้นไม้ก่อนแล้วค่อยรักมัน เก็บขยะเพราะรู้สึกว่าต้องเก็บเฉย ๆ”

ความรักต่อสถานที่ที่เราเรียกว่าบ้าน ไม่ใช่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม มันจะช่วยทำให้เรารู้สึกรักและหวงแหน และเมื่อความรู้สึกเช่นนั้นเกิดขึ้น เมื่อนั้นเอง เราถึงจะปกป้องบ้านหลังนั้นด้วยสัญชาตญาณ

แล้วบ้านในทีนี้จำเป็นต้องบ้านแบบไหน คำตอบจากสุภัชญาคืออะไรก็ได้

“ส่วนหนึ่งของชีวิตเราไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่โต มันอาจจะเป็นสวนสาธารณะที่เราไปเดินเป็นประจำ ต้นไม้ที่เราชอบใช้หลบแดดก็ได้”

สิ่งที่เราเรียกว่าบ้าน อาจจะเป็นต้นไม้ แม่น้ำ ลำธาร หรือสวนสาธารณะเล็ก ๆ สิ่งเหล่านี้ท้ายที่สุดก็ประกอบมาเป็นโลกใบใหญ่ สถานที่เป็นบ้านสำหรับเราทุกคน เมื่อถึงเวลาที่ทุกคนหันมารักบ้านของตัวเองโดยแท้จริง วันนั้นเราจะได้เห็นโลกที่ได้รับการดูแลมากกว่าเดิม


“ลำพูน ซิตี้ แลป” สร้างโอกาสในบ้านเกิดตัวเอง ดึงคนรุ่นใหม่สร้างเมืองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด​


ขณะเดียวกัน ไชยยงค์ รัตนอังกูร ผู้ก่อตั้งลำพูน ซิตี้ แลป กล่าวในเวทีบรรยาย ทำไมคนรุ่นใหม่จึงเริ่มกลับต่างจังหวัด ว่าหลังจากการกลับมาสักพัก สิ่งที่เขาเริ่มเห็นก็คือการที่คนรุ่นใหม่ อพยพกลับมาบ้านตัวเองอีกครั้ง และหาโอกาสจากบ้าน แทนที่จะไปหาในเมืองใหญ่ ๆ

“เวลาเราพูดคำว่า ‘กลับบ้าน’ เราจะนึกถึงการถอย การยอมแพ้ การเหนื่อย แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากกลับมาเปิดร้านอาหาร สร้างแบรนด์ท้องถิ่น ทำสตาร์ตอัป เขาไม่ได้มีทางเลิก เขามีทางเลือกใหม่”

ไชยยงค์ มองว่าในความเป็นจริงแล้ว เมืองเล็ก ๆ เองก็มีทรัพยากรและโอกาสที่รอให้ไปค้นพบอยู่ เพียงแต่ว่า การกลับบ้านก็มีราคาที่ต้องจ่าย กลุ่มที่กลับไปเมืองเล็กได้ง่ายมักจะเป็นกลุ่มที่มีบ้านอยู่แล้ว ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ภูมิลำเนาอยู่ในเมืองเล็ก ก็ต้องมีทุน มีงาน และต้องมีความมั่นคงในระดับหนึ่งถึงจะเดินทางกลับไปได้

“เมืองที่ดีจะพยายามทำทุกวิถีทางให้คนสามารถสร้างงาน สร้างธุรกิจ สร้างชุมชนได้ ยกตัวอย่างในญี่ปุ่นที่มีโครงการสนับสนุนให้คนกลับบ้านผ่านการหางานทำให้ ให้ทุนในการย้ายกลับ”

ลำพูน ซิตี้ แลป จึงเป็นธุรกิจเพื่อสังคมถูกสร้างขึ้นมาให้คนได้หาโอกาสในบ้านเกิดตัวเองหรือในเมืองเล็ก ๆ อีกครั้ง แทนที่จะไปแย่งกันเอาตัวรอดในเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว ไชยยงค์ เปิดเผยว่า อยากให้คนรุ่นใหม่กลับมาสร้างลำพูนในเวอร์ชันที่ดีที่สุดไปด้วยกัน

งาน Sustrends 2027 ในครั้งนี้ จึงพยายามนำเสนอการดูแลโลกที่มาจากใจ ไม่ฝืนจนคนลงมือทำต้องเหนื่อยเกินไป ที่สำคัญคือแต่ละคนมีแนวทางในการรักโลกในแบบของตัวเอง ซึ่งงานครั้งนี้จึงมาทุกไอเดียมาเชื่อมโยงกัน และก้าวไปสู่ความยั่งยืนได้พร้อมกัน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active