สว. และ สส. ร่วมรับฟังข้อเสนอ เห็นด้วยต้องลดอำนาจรัฐ ถ่ายโอนงบฯ ให้ท้องถิ่นจัดการสวัสดิการเด็ก แก้ปัญหาวิกฤตประชากร
เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า 500 องค์กร จัดเวที “ก้าวข้ามวิกฤตประชากร: กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าที่ยั่งยืน” โดยมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ 3 ระยะ ทลายข้อจำกัดท้องถิ่น สร้างสวัสดิการถ้วนหน้าให้เกิดขึ้นจริง


ทำไมต้องสวัสดิการเด็กเล็กnถ้วนหน้า?
สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า นำเสนอว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “วิกฤตทางประชากร” ทั้งจากอัตราการเกิดที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และความเหลื่อมล้ำในการดูแลเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุด (0-6 ปี) ในการวางรากฐานทุนมนุษย์ ปัญหาสำคัญที่พบคือ ระบบการจัดการที่รวมศูนย์อำนาจ ทั้งในด้านงบประมาณและระเบียบปฏิบัติ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมถึงกรุงเทพมหานคร ขาดความคล่องตัวในการออกแบบระบบสวัสดิการที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่
จากการดำเนินงาน สวัสดิการนโยบายเด็กเล็กถ้วนหน้า ขณะนี้มีเด็ก 2 ล้านกว่าคนจาก 3 ล้านคน ได้รับเงินอุดหนุน 600 บาท/เดือน ประเด็นคือรัฐยังให้แบบสงเคราะห์ ในขณะเดียวกันในส่วนของท้องถิ่น แม้จะมีงบประมาณแต่ไม่สามารถจ่ายได้ เนื่องจากยังติดขัดข้อระเบียบ
“หากรัฐบาลยอมให้งบประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี เด็กในวัย 0-6 ขวบ ทุกคนจะได้รับเงินอุดหนุนถ้วนหน้า”

เปิดข้อเสนองานวิจัย เสนอแก้ไขกฎหมายเชิงนโยบาย 3 ระยะ
ในเวทีมีการ นำเสนองานวิจัย การกระจายอำนาจการจัดการศึกษาปฐมวัยสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างทางกฎหมาย และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในบริบทประเทศไทย
ดารินทร์ กำแพงเพชร และ ผศ.ว่าที่ ร.ต.จตุพล ดวงจิตร จากมหาวิทยาลัยรังสิต มีข้อสรุปสำคัญจากงานวิจัย ว่า กฎหมาย และโครงสร้างทางกฎหมายของไทย เป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการกระจายอำนาจด้านสวัสดิการเด็ก และ บริการสาธารณะ รวมถึงมีข้อจำกัด ด้านอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ด้านการคลัง งบประมาณ และเพดานการใช้จ่าย งานวิจัยจึงได้มี ข้อเสนอ 3 ระยะ เพื่อการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ระยะสั้น
- จัดทำแนวทางการตีความอำนาจหน้าที่ของ อปท. ด้านการศึกษาปฐมวัยแบบบูรณาการให้น่วยงานกำกับ ออกแนวทาง หรือคู่มือที่รองรับการดำเนินงานด้านสวัสดิการเด็กในลักษณะบูรณาการเพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และเพิ่มความกล้าในการริเริ่มนโยบายของท้องถิ่น
- เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งบประมาณด้านเด็กปฐมวัย ปรับหลักเกณฑ์เงินอุดหนุนและเพดานการใช้จ่ายให้รองรับเด็กปฐมวัย และแก้ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง สำหรับบริการสังคมด้านเด็ก
ระยะกลาง
- ปรับบทบาทแผนระดับชาติจาก “กรอบบังคับ” เป็น “กรอบแนะแนว” เปิดพื้นที่ให้ อปท.สามารถออกแบบแผนปฎิบัติการด้านการศึกษาปฐมวัยที่สอดคล้องกับบริบพื้นที่
- เสริมอำนาจการบริหารจัดการบุคลากรด้านเด็กให้กับท้องถิ่น ทบทวนกรอบเพดานค่าใช้จ่ายบุคลากรและระบบอัตรากำลัง
ระยะยาว
- ขอให้ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการกระจายอำนาจให้รองรับภารกิจเด็กปฐมวัยอย่างชัดเจน กำหนดให้การจัดการศึกษาปฐมวัยและสวัสดิการเด็กเป็น “อำนาจหน้าที่หลัก” ของ อปท.พร้อมถ่ายโอนทรัพยากร งบประมาณ และกลไกสนับสนุนอย่างครบถ้วน
- พัฒนาระบบการกระจายอำนาจเชิงพื้นที่ สนับสนุนรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยที่แตกต่างตามบริบท เมือง ชนบทและพื้นที่เปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพบริการเด็กอย่างยั่งยืน
ภาคีสวัสดิการเด็กถ้วนหน้า จี้ กระจายอำนาจ แก้วิกฤตประชากร
นอกจากนี้ในเวที ยังอีกหลายข้อเสนอจากภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วมกว่า 500 องค์กร เช่น ข้อเสนอกจาก มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม
คุณศีลดา รังสิกรรพุม – ผู้จัดการมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ เสนอว่า ขณะนี้ จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ทำให้การอุดหนุนเด็กน่าเป็นห่วง ตัวอย่างจากที่กรุงเทพมหานครแก้ข้อบัญญัติเรื่องเด็ก ทำให้นโยบายเด็กในท้องถิ่นมีความหวังมากขึ้น ในเรื่องศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือ ศพด. ทำอย่างไร ให้มีการพัฒนามากขึ้น ด้วยกลไกของ อปท. เพราะ ศพด.คือ บ้านหลังที่ 2 ของเด็ก เป็นการทำให้ครู ครูพี่เลี้ยงทำงานกับครอบครัวได้มากขึ้น


ขณะที่ สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ทุกจังหวัดจะมีอนุกรรมการปฐมวัย คณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัย สิทธิเด็ก เด็กทุกคนต้องได้รับการพัฒนา ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่ไทยให้การรับรอง ซึ่งเราควรจะทำอย่างไร ใช้กลไกอนุกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยในพื้นที่ จะเป็นกลไกที่จะขับเคลื่อนได้ โดยมองว่า รัฐส่วนกลางต้องให้อำนาจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่านี้ อำนาจยังไปไม่ถึงท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ขณะที่ภาคีอื่น เช่น สมาคมสันนิบาตฯ, สมาคม อบจ., มูลนิธิเพื่อนหญิง ฯลฯ โดยแต่ละเครือข่ายมีข้อเสนอไปในทิศทางเดียวกัน คือ การตั้งคำถามถึงการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เพิ่มศักยภาพในการดูแลเด็ก และเยาวชนในพื้นที่ รวมถึงการเสนอให้ทำงานร่วมกับ เอกชน เพื่อเชื่อมโยงให้เกิดสวัสดิการที่ทั่วถึง รวมถึงประเด็นที่สำคัญอย่างการดูแลเด็กพิเศษ หรือ ออทิสติก ที่ต้องเพิ่มการคัดกรอง และการดูแลเฉพาะ ซึ่งจำเป็นต้องมีสถานที่ งบประมาณ และบุคลากรที่เพียงพอ
สว. หนุน ลดอำนาจรัฐส่วนกลาง ยกระดับกระจายอำนาจอำนาจ พร้อมถ่ายโอนงบประมาณให้ท้องถิ่น
ภายในเวทียังมีความคิดเห็นจาก บรรดา สส. และ สว. เช่น ณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เสนอแนวทางท้องถิ่นตั้งทีมศึกษานิเทศก์ สนับสนุนการศึกษาท้องถิ่น และ เพ็ญภัค รัตนคำฟู สส. จังหวัดลำปาง พรรคกล้าธรรม ที่มองว่า การดูแลเด็ก คือการดูแลทรัพยากรเบื้องต้นของท้องถิ่น การดำเนินงานต่าง ๆ จะติดขัดที่กรอบงบประมาณ ดังนั้นการดูแลเด็กจึงขึ้นอยู่กับ ทัศนคติของผู้บริหารท้อง
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า จากการรับฟังผลการวิจัยฯ เห็นว่า ปัญหาเรื่องนี้ต้องผลักดันการลดอำนาจรัฐส่วนกลาง โดยมีนโยบายเพิ่มงบประมาณให้กับ อปท. รวมถึงการถ่ายโอนภารกิจต่างๆให้ อปท. และต้องถ่ายโอนงบประมาณ 45% ถึงจะดำเนินการได้ การกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ การมีกฎหมายให้ท้องถิ่นจัดการงบประมาณเองได้ หากเทียบกรุงเทพมหานครกับท้องถิ่น ก็แตกต่างกันมากในการจัดการพื้นที่ ความต่างในแนวปฏิบัติ
ส่วนในระยะสั้น รัฐบาลควรจะพิจารณา “เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า” นั้นรัฐบาลควรจะนำไปพิจารณา ที่ผ่านมาประเทศไทยกำลังมองข้ามการดูแลเด็กตั้งแต่ต้นทาง แต่ข้ามไปเพิ่มศักยภาพจะทำอย่างไรให้เด็กสอบได้คะแนนดี


ด้าน รศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา ฯ ในฐานะกรรมาธิการเด็กของ วุฒิสภา กล่าวว่า เรื่องข้อบัญญัติ กทม. มีความน่าสนใจ ท้ายสุดต้องยกระดับอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการแก้กฎหมายซึ่งกรุงเทพมหานครเป็นตัวอย่างที่ดี
- ปัญหาที่เห็นสอดคล้องกับทีมวิจัย คือ บุคลากรด้านการศึกษาในพื้นที่ที่ไม่มีงบประมาณ อย่างไรก็ตาม การบรรจุ หรือ คัดเลือกบุคลากร หากผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ด้านเด็ก ก็จะคัดเลือกครูมาทำงาน แต่หลายพื้นที่ก็ใม่ได้ให้ความสำคัญกับบุคลากรด้านนี้ บุคลากรด้านนี้ก็จะขาดไป
- ระเบียบจัดซื้อ จัดจ้าง อยู่ที่การตรวจสอบขององค์กรอิสระ หากมีการถ่ายโอนงบประมาณตามภารกิจ และพิจารณาหน่วยงานในการตรวจสอบงบประมาณด้วย
- รวมถึงการใช้กลไกอนุกรรมการต่าง ๆ ในรัฐสภา หรือวุฒิสภา เช่น อนุกรรมการต่าง ๆ เพื่อให้ช่วยผลักดันกฎหมายการกระจายอำนาจ
