“ผมต่อย ผมเจ็บ แต่บอกใครไม่ได้ หันหน้าปรึกษาใครไม่ได้เลย”
อำนาจ รื่นเริง : ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร สัมภาษณ์เมื่อ พ.ค. 2569
คำบอกเล่าจากมุมของ อำนาจ รื่นเริง อดีตนักมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย และอดีตแชมป์โลกสหพันธ์มวยนานาชาติ (IBF) รุ่นฟลายเวท เมื่อครั้งที่เข้ารับการบำบัดอาการติดแอลกอฮอล์และสารเสพติด กับ ด.ต. ยุทธพล ศรีสมพงษ์ หรือ จอนนี่ มือปราบ อดีตนายตำรวจคนดัง ที่ จ.อุบลราชธานี
ก่อนเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อปรากฏภาพของอำนาจในหน้าสื่อสังคมออนไลน์ อยู่ในสภาพมึนเมา โวยวาย ภายในงานวัดที่บ้านเกิด จ.ชลบุรี หลังเพิ่งเดินทางกลับจากการบำบัดได้เพียงวันเดียว

จากวีรบุรุษบนสังเวียนผ้าใบที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ มีผู้ชื่นชมมากมาย สู่ชายที่ต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว อะไรคือจุดพลิกผลัน
หรือจริง ๆ แล้ว เราไม่เคยรู้เลยว่าอะไรที่ประกอบสร้างชายที่ชื่อ “อำนาจ รื่นเริง” ให้มาถึงจุดนี้ ที่กลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชจากสารเสพติด และต้องเข้ารับการบำบัด
นี่อาจเป็นกรณีศึกษาที่สะกิดให้สังคมต้องหันมามองระบบการดูแลหลังการเลิกอาชีพ ความซับซ้อนของโรคทางจิตเวช และกระบวนการฟื้นฟูระดับชุมชนอย่างจริงจัง
เกิด เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว
จากคำบอกเล่าของครอบครัว อำนาจ รื่นเริง หรือชื่อเล่น เพชร เติบโตมาโดยกำพร้าพ่อและแม่ มียายเป็นผู้ปกครองดูแลมาตั้งแต่เกิด โดยอาศัยรายได้จากอาชีพตากหมึกขายใน จ.ชลบุรี
แต่สิ่งที่หนักหนาและลำบากยิ่งกว่าการเป็นเด็กกำพร้า คือการไม่มีหลักฐานรับรองการเกิดว่าเป็นคนไทย ไม่มีแม้กระทั่งบัตรประชาชน เพราะพ่อแม่ไม่ได้ทำเรื่องแจ้งเกิด นั่นทำให้เขาต้องสูญเสียโอกาสพื้นฐานในชีวิตไปมากมาย โดยเฉพาะการไม่ได้เข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน
และนั่นคือจุดเริ่มต้นการก้าวเข้าสู่วงการมวยไทยตั้งแต่อายุได้เพียง 7 ขวบ เท่านั้น โดยใช้ชื่อว่า “โอม พรหมรังษี”
“ตอนขึ้น ป.2 ครูเรียกยายไปขอหลักฐานการเกิด บอกว่าถ้าไม่มีก็เรียนไม่ได้ ตอนนั้นก็เลยไม่เรียน ออกมาต่อยมวยได้เงินครั้งละ 120 บาท เอาไปให้ยาย”
อำนาจ รื่นเริง

ข้อมูลจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญกับวิกฤตเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่มีจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งมักมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาความยากจนพิเศษและการตกหล่นจากสถานะทางทะเบียนราษฎร์ การไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนต่อรัฐ นำมาซึ่งการสูญเสียโอกาสทางสังคมทุกประการ และ อำนาจ เคยเป็นหนึ่งในนั้น
แม้เขาจะอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ อำนาจ ก็ประสบความสำเร็จบนเส้นทางสังเวียน ค่าตัวในการชกของเขาเคยพุ่งสูงถึงหลักแสนบาทต่อไฟต์ ซึ่งเป็นรายได้ที่มหาศาลสำหรับนักมวยในยุคนั้น
ทว่า การถูกผลักออกจากระบบการศึกษาในวัยเยาว์ คือ การพรากบันไดแห่งการเลื่อนสถานะทางสังคมไปอย่างถาวรเช่นกัน
จุดพลิกผันของชีวิตในเรือนจำจากยาเสพติด
เมื่อห้องเรียนถูกปิดตาย อำนาจในวัยเด็กจึงต้องพึ่งพาสังเวียนมวยเป็นทางรอดเดียว
สำหรับเด็กยากจน กีฬามวยจึงทำหน้าที่เป็นทั้งโรงเรียน ที่ทำงาน และเครื่องมือในการเอาชีวิตรอดจากความหิวโหย
อย่างไรก็ตาม วงการมวยในอดีตไม่ได้มีกลไกคุ้มครองแรงงานเด็กที่เข้มแข็ง แม้จะมี พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน และ พ.ร.บ.กีฬามวย พ.ศ. 2542 แต่ในทางปฏิบัติมักพบช่องว่างเรื่องความเป็นธรรมของสัญญาและการดูแลสวัสดิการ เมื่ออำนาจเติบโตขึ้น เข้าสู่วัย 16-17 ปี และเริ่มมีชื่อเสียง เขาต้องเผชิญกับการถูกเอาเปรียบเรื่องค่าตัวจากลูกพี่หรือค่ายมวย ความเจ็บปวดจากการถูกเตะต่อยบนเวที ยังไม่เท่ากับความเจ็บปวดจากการถูกโกงโดยไม่มีใครรับฟัง ไม่มีใครช่วยแก้ปัญหา และไม่มีระบบใด ๆ มาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเขา
“เจ็บเพราะว่าโดนซ้อม โดนต่อย โดนเตะ กับเจ็บเพราะว่าไม่มีคนฟัง ไม่มีคนแก้ปัญหา ไม่มีคนอยู่ข้าง ๆ เรา ผมว่าการเจ็บจากที่เราโดนโกง มันเจ็บมากกว่า ผมต้องเก็บต้องสะสม แต่สุดท้ายมันไม่เหลืออะไร แล้วผมจะไปต่อยทำไม“
อำนาจ รื่นเริง
ช่วงเวลานั้นไม่มีใครคาดคิดว่าอดีตนักมวยไทยที่มีอนาคตไกล จะตัดสินใจหนีออกจากบ้านและค่ายมวย หันไปใช้ชีวิตกับกลุ่มเพื่อน ติดสุรา ถลำลึกไปพัวพันกับยาเสพติด และก่อคดีวิ่งราวชิงทรัพย์ จนสุดท้ายต้องเข้าไปรับโทษในเรือนจำ
หลังจากกรมราชทัณฑ์ ส่งเสริมให้ผู้ต้องขังมีโอกาสเล่นกีฬา จึงทำให้ “อำนาจ รื่นเริง” ได้สัมผัสกับการชกมวยสากลสมัครเล่นเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาคว้าแชมป์มวยสากลสมัครเล่นกีฬาแดนสามัคคีเกมส์ และแชมป์ประเทศไทยได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2550 แม้ขณะนั้นอำนาจจะยังคงต้องรับโทษในเรือนจำก็ตาม
ภายหลังพ้นโทษจึงขึ้นชกในนามทีมชาติไทยในมวยสากลสมัครเล่น ทั้ง ชิงแชมป์โลก ซีเกมส์ เอเชี่ยนเกมส์ ก่อนเบนเข็มมาต่อยมวยสากลอาชีพ รุ่นฟลายเวท สหพันธ์มวยนานาชาติ (IBF) จนชื่อเสียง เงินทอง กลับเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง ก่อนจะเสียแชมป์ในปี 2559 และประกาศแขวนนวมในปี 2565
อำนาจ หายหน้าหายตาไปพักใหญ่ก่อนกลับมาอยู่ในหน้าข่าวอีกครั้ง ในเดือน ต.ค. 2568 แต่คราวนี้เป็นข่าวที่ตำรวจ จ.ชลบุรี เข้าจับกุมในข้อหาเมาอาละวาดอยู่ 3–4 ครั้ง เริ่มใช้ชีวิตในที่สาธารณะโดยมีครอบครัวติดตามอยู่ห่าง ๆ และพารักษาอาการจิตเวชอยู่หลายครั้ง ก่อนสมัครใจขี่รถจักรยานยนต์จาก จ.ชลบุรี ถึง จ.อุบลราชธานี ทั้งที่อ่านหนังสือไม่ออก เพื่อรับการบำบัดอาการติดแอลกอฮอล์ และสารเสพติด ภายใต้การดูแลของ จอนนี่ มือปราบ
“ผมเตรียมจบตัวเองไว้หมดแล้วก่อนที่จะมาที่นี่ ผมซื้อยามาหลายอย่าง กะกินรวม ๆ กันทีเดียวจบ“
อำนาจ รื่นเริง

ความรุนแรงทางกาย ใจ ที่บอกใครไม่ได้
อำนาจ บอกไว้ในรายการ “ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร” ว่าตั้งแต่เด็ก เขาได้รับบาดเจ็บจากการขึ้นชกอยู่บ่อยครั้ง ถูกโกงค่าตัว รวมทั้งความเครียดสะสมแต่บอกใครไม่ได้ เพราะต้องการนำเงินมาให้ยาย และหลุดพ้นจากความยากจน ส่วนครอบครัวให้ข้อมูลว่า อำนาจมีอาการจิตเวชเดิมคือ โรคซึมเศร้า ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย ที่ระบุว่า การชกมวยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีผลต่อสมองของเด็ก ที่ส่งผลกระทบแม้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่
การสูญเสียยายที่เป็นคนเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก เมื่อ 5 ปีก่อน เป็นเหตุการณ์ที่อำนาจยอมรับว่าทำให้เขาเสียใจเป็นอย่างมาก แต่จุดที่ทำให้หัวใจแหลกสลายถึงทุกวันนี้ คือการเลิกกับภรรยา และต้องห่างไกลจากลูก โดยพี่สาวของอำนาจ เปิดใจว่า น้องชายกลับมาที่บ้านในสภาพเหม่อลอย ร้องไห้ ประกอบกับเมื่อดื่มสุราจะมีอาการคลุ้มคลั่ง หวาดระแวง จนไม่อาจแยกความจริงออกจากภาพในหัวได้ ตนเองพยายามพาอำนาจไปรักษาหลายครั้ง บางครั้งนอนโรงพยาบาล 15 วัน โรงพยาบาลให้กลับบ้านบอกว่าหายดีแล้ว แต่อำนาจไม่ยอมกินยาเมื่อมีอาการกำเริบจะอาละวาด ส่วนตนเองก็เป็นผู้หญิง และไม่มีเวลาดูแลเพราะขายของหาเช้ากินค่ำ เมื่อจอนนี่รับดูแลก็รู้สึกขอบคุณ แต่ยืนยันไม่ใช่พี่ไม่รักน้องชาย หากหายดีก็พร้อมรับกลับมาอยู่ด้วยกัน
สอดคล้องกับจอนนี่ มือปราบ ที่ย้ำว่า การรับอำนาจกลับมาดูแลครั้งนี้ ต้องการให้โอกาส แม้ว่าจะพ่ายแพ้ในการต่อสู้กับสุรา และยาเสพติดอีกกี่ครั้ง เพราะเชื่อว่าสังคมที่ให้โอกาส จะล้อมกรอบให้ผู้ที่กำลังเข้ารับการบำบัดสามารถทำได้สำเร็จ แต่หลังจากนี้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีในการรักษาให้อยู่ในมือแพทย์ตามแนวทางรักษาที่ถูกต้อง
และในฐานะอดีตมือปราบยาเสพติด เขามองว่านี่เป็นช่องโหว่สำคัญด้านนโยบายที่ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติดได้
“ในการรักษาถ้าไปอยู่โรงพยาบาลจริง ๆ ก็ 21 วัน ถ้าไม่รับเขาก็ให้ยามากิน แต่ถามว่าถ้าไม่มีบ้านเขาจะไปอยู่ที่ไหน การติดตาม สอดส่อง ผู้มีพฤติกรรมที่พ้นโทษ พ้นการรักษา จิตเวชชุมชนได้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังหรือไม่ แผนการรักษาในระยะต้น ระยะยาวเป็นอย่างไร ต้องเอาเรื่องของอำนาจไปเป็นโมเดลถกปัญหาสังคม”
จอนนี่ มือปราบ

แรงกดดันที่มาพร้อมชื่อเสียง
การเข้ารับการบำบัดอาการติดสุราและสารเสพติดของอำนาจในครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาเป็นจำนวนมาก ทั้งสื่อกระแสหลัก และสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากเป็นบุคคลที่เคยมีชื่อเสียง เป็นแบบอย่างให้สังคม นี่ตามมาด้วยคำถามว่า การเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องยอมรับคำวิจารณ์ แท้จริงแล้วกำลังสร้างผลกระทบเชิงลบทางอารมณ์แก่ผู้ถูกกล่าวถึงหรือไม่ โดยเฉพาะผู้มีอาการทางจิตเวช หรือเผชิญความเครียดสะสม
โดยเฉพาะการสื่อสารในลักษณะด่วนตัดสิน ในเชิงลบ เช่น การพาดหัวข่าว “ฮีโร่ตกอับ” “แชมป์โลกดีแตก” รวมถึงการปั่นกระแสเฟคนิวส์ในโลกออนไลน์ เรียกยอดไลก์จากภาวะขาดสติของอำนาจ ซึ่งเขาไม่เคยมีโอกาสออกมาชี้แจง หรือแม้แต่ปฏิเสธไม่ให้ถ่ายคลิปตนเองไปปรากฏในโลกออนไลน์
ครั้งหนึ่ง อำนาจเคยเผชิญแรงกดดันจากการเป็นอดีตแชมป์โลกที่มีแต่คนเข้ามาชื่นชมความสำเร็จของเขา แต่เมื่อเขาเสียแชมป์ ติดสุรา และเข้าสู่วังวนยาเสพติด กลับไม่มีใครมองเขาเป็นผู้ที่ก้าวพลาดและให้โอกาสกลับตัว
แต่ที่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุด คือ ผลจากการกระทำของเขาส่งผลไปถึงลูกที่เขารักมากที่สุด
“เขาบอกพ่อรู้ไหม หนูนอนไม่หลับ ไม่มีความสุขเลย เขาดูโซเซียลแล้วเห็นภาพผมโดนจับ เดี๋ยวคนนั้นด่า คนนี้ด่า เขาเครียดมาก นั่นคือสิ่งที่ผมเสียใจ”
อำนาจ รื่นเริง
ปัจจุบัน อำนาจกำลังกลับเข้าสู่การบำบัดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาจะอยู่ภายใต้การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และมีบ้านทุ่งนาของจอนนี่ มือปราบ เป็นบ้านที่ปลอดภัยให้เขาระหว่างพิสูจน์ว่าจะสามารถสู้บนสังเวียนที่เรียกว่า “การทดสอบจิตใจ” ของตัวเองได้หรือไม่ เพื่อจะได้กลับมาทำหน้าที่พ่อ และครูของเด็ก ๆ ในค่ายมวย จ.อุบลราชธานี อีกครั้ง

เรื่องราวของ อำนาจ รื่นเริง ย้ำเตือนว่าเราไม่อาจหวังพึ่งพิงความโชคดีหรือความเมตตาจากปัจเจกบุคคลได้ตลอดไป สังคมจำเป็นต้องแปลงบทเรียนนี้ให้เป็น “กลไกเชิงระบบและนโยบายรองรับที่ชัดเจน“ เพื่ออุดรูรั่วของตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม โดยสามารถอาศัยองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความร่วมมือจากทั้งสังคม ไม่ใช่แค่เพื่อชายผู้ที่ได้ชื่อว่าเคยเป็นอดีตแชมป์โลก แต่หมายถึงผู้คนที่อยู่ในความเสี่ยงและเปราะบางของโครงสร้างสังคมที่ยังไร้หลักประกันเช่นนี้
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อแก้ปัญหาเด็กตกหล่นจากสถานะทางทะเบียนราษฎร์ และการคุ้มครองแรงงานเยาวชน รวมถึงนักกีฬาอาชีพ หรือการสร้างระบบชุมชนหรือสังคมเพื่อโอบรับกลุ่มคนเปราะบาง ทั้งการสร้างพื้นที่ปลอดภัย จิตวิทยาชุมชน การฟื้นฟู รวมไปจนถึงระบบติดตามช่วยเหลือ เพื่อร่วมสร้างหลักประกันให้คนเหล่านี้มีโอกาสในการตั้งต้นชีวิตใหม่
ท้ายที่สุดบทความนี้จึงไม่ได้หวังชี้แจงในมุมชีวิตของชายที่ชื่อ “อำนาจ รื่นเริง” หากแต่เป็นการสะท้อนว่าการเป็นผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด ต่างเป็นผลประกอบสร้างจากความไม่สมบูรณ์แบบในชีวิตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และจะมีกลไกไหนที่เป็นตาข่ายนิรภัยรองรับชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แบบนี้ไว้ ไม่ให้ตกไปสู่ก้นเหวลึกที่ยากจะพาพวกกลับคืนสู่แสงสว่างในชีวิตได้อีกครั้ง
อ้างอิง
- เปิดประวัติ “อำนาจ รื่นเริง” จากแชมป์โลกIBF สู่วันขาดสติชีวิตแตกสลาย
- “อำนาจ รื่นเริง” พลิกชีวิตจากผู้ต้องขังสู่นักมวยทีมชาติ
