พลวัตสื่อสันติภาพ: การก่อตัวของ ‘สื่อ’ ชายแดนใต้/ปาตานี (1)

“สื่อสันติภาพ….พวกเราทำอะไรกันมาบ้าง ?”
ประวัติศาสตร์สื่อสันติภาพร่วมสมัยชายแดนใต้/ปาตานี: พลวัตระบบนิเวศสื่อสารแนวตั้ง-แนวราบ การต่อรองความรุนแรง และการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งเชิงบวก

บทนำและบริบทสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อปาตานี/ชายแดนใต้

สถานการณ์ความรุนแรงใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือพื้นที่ ปาตานี ที่ปะทุขึ้นระลอกใหม่นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ได้สร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษแรกของความขัดแย้ง มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นกว่า 20,000 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงมากกว่า 7,000 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่าหมื่นคน

สะท้อนชะตากรรมของ พลเรือนมือเปล่า หรือเป้าหมายอ่อนแอ (Soft Target) ที่ไม่มีอาวุธประจำกาย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 71 ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งหมด ขณะที่ กำลังพลติดอาวุธ หรือเป้าหมายเข้มแข็ง (Hard Target) มีสัดส่วนความสูญเสียเพียงร้อยละ 29 เท่านั้น

สัดส่วนความสูญเสียดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบแนวคิดเรื่อง สงครามแบบใหม่ (New Wars) ของ แมรี่ คัลดอร์ (Mary Kaldor) ที่ชี้ให้เห็นว่านับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา สัดส่วนของผู้บาดเจ็บและล้มตายในความขัดแย้งภายในประเทศมักเป็นพลเรือนสูงถึงร้อยละ 75 ถึง 90 ของเหยื่อทั้งหมด ซึ่งเป็นภาพที่ตรงกันข้ามสิ้นเชิงกับรูปแบบสงครามในศตวรรษก่อนหน้า

ท่ามกลาง ภาวะสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ระหว่างกองกำลังของ รัฐไทย ที่มีทรัพยากรเหนือกว่ากับ ขบวนการปฏิวัติเพื่อเอกราชปาตานีอย่าง แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (BRN) ที่ขับเคลื่อนแบบปิดลับ พื้นที่ของการสื่อสารได้กลายสภาพเป็นสนามรบอีกระนาบหนึ่งที่มีการช่วงชิงนิยาม วาทกรรม และความชอบธรรมทางการเมืองอย่างเข้มข้น

ด้านหนึ่ง รัฐไทยมักใช้แนวทาง ทำให้เป็นเรื่องภายในรัฐ (Internalization) และปฏิเสธการเอ่ยนามคู่ขัดแย้งอย่างตรงไปตรงมาต่อสาธารณะ เพื่อลดทอนคุณลักษณะอุดมการณ์ทางการเมืองของขบวนการให้กลายเป็นเพียง อาชญากรรมทั่วไป หรือ ภัยแทรกซ้อน ในทางตรงกันข้าม ขบวนการต่อสู้ใต้ดินใช้พื้นที่ไซเบอร์สเปซ เช่น แพลตฟอร์ม YouTube ในการปล่อยคลิปภาพความรุนแรงและประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มลายูเพื่อโต้ตอบและสถาปนาความชอบธรรมในการกู้เอกราช

ภายใต้โครงสร้างสงครามข้อมูลข่าวสารนี้ สื่อสารมวลชนกระแสหลัก มักติดหล่มอยู่กับ วารสารศาสตร์สงคราม (War Journalism) ที่รายงานข่าวเน้นเฉพาะความนองเลือดและความสูญเสียรายวัน ส่งผลให้เกิด อาณาจักรแห่งความกลัว และสร้างรอยร้าวลึกซึ้งในมิติความไว้วางใจระหว่าง คนไทยพุทธ และ ชาวมลายูมุสลิม ในท้องถิ่น

พลวัตเหล่านี้เป็นตัวเร่งให้เกิดการแสวงหากระบวนทัศน์ใหม่ของการสื่อสารนั่นคือ สื่อสันติภาพ (Peace Journalism) และ สื่อภาคประชาชน ในฐานะเครื่องมือที่พลเรือนมือเปล่าจะใช้ในการต่อรองกับผู้ใช้ความรุนแรงทุกฝ่าย เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งเชิงบวก (Positive Conflict Transformation) ต่อไป

1. การก่อตัวของสื่อสันติภาพร่วมสมัยและลำดับเหตุการณ์สำคัญ

การก่อตัวของสื่อสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีรากฐานเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับพัฒนาการของภาคประชาสังคมและปัญญาชนในพื้นที่ ซึ่งค่อย ๆ ยกระดับจากกลุ่มเคลื่อนไหวเฉพาะประเด็นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิมนุษยชนในยุคทศวรรษ 2540 มาสู่ขบวนการหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพในยุคปัจจุบัน

         (1) โต๊ะข่าวภาคใต้ (ศูนย์ข่าวอิศรา) และนวัตกรรม “บรรณาธิการคู่” (Dual Editor System)

นับเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปสื่อเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2548 ท่ามกลางวิกฤตความรุนแรงที่รุ่มร้อนด้วยเหตุการณ์ตากใบและกรือเซะ หลังการแต่งตั้ง คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม ได้จัดตั้ง ศูนย์ข่าวอิศรา หรือ โต๊ะข่าวภาคใต้ ขึ้นมาเพื่อปฏิเสธการทำงานข่าวแบบกระแสหลักที่เน้นเพียงความเร้าอารมณ์และขายยอดขาย โดยให้ความสำคัญกับการเสนอ ข่าววิเคราะห์เจาะลึกที่เข้าใจวิถีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และสาเหตุใจกลางของความขัดแย้งในพื้นที่ ตั้งคำถาม Why ทำไมจึงเกิดขึ้น มากกว่า What เกิดอะไรขึ้น คนเจ็บตายเท่าใด

หมุดหมายที่สำคัญของการปฏิรูปวิชาชีพสื่อครั้งประวัติศาสตร์นี้ คือการใช้ ระบบบรรณาธิการคู่ (Dual-Editor System) ซึ่งเป็นการจับคู่และทำงานสอดประสานกันระหว่าง:

  • บรรณาธิการในพื้นที่ (Local Editor): มูฮำมัดอายุป ปาทาน นักหนังสือพิมพ์อาวุโสผู้กว้างขวาง มีความไหวรู้ทางชาติพันธุ์และสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้คนระดับรากหญ้า กลุ่มนักวิชาการ และแหล่งข่าวทางการเมืองทั้งบนดินและใต้ดิน

  • บรรณาธิการส่วนกลาง (Central Editor): กลุ่มบรรณาธิการมืออาชีพและนักข่าวจากสำนักข่าวต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ที่สลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันลงมาใช้ชีวิตและประจำการในพื้นที่ครั้งละ 1-2 เดือนอย่างต่อเนื่อง

ระบบนี้มิใช่เพียงการบริหารงานบุคคล แต่คือ กระบวนการเรียนรู้และซ่อมแซมวิชาชีพสื่อครั้งประวัติศาสตร์ กล่าวคือ นักข่าวกระแสหลักจากส่วนกลางที่เคยรายงานข่าวแบบ outside-in (มองเข้าไปจากแว่นของความมั่นคงและศูนย์กลางจากกรุงเทพฯ) ได้เรียนรู้ ความเปราะบาง ความไหวรู้เชิงวัฒนธรรม และจุดแข็งทางภาษาถิ่น ผ่านการใช้ชีวิตร่วมกับนักข่าวในพื้นที่

ส่วนนักข่าวและคนผลิตสื่อท้องถิ่นก็ได้รับการ ยกระดับจริยธรรม ทักษะการสืบสวนสอบสวน การตรวจสอบความจริงอย่างเป็นกลาง และมาตรฐานการเขียนแบบสากล จาก บก. ส่วนกลาง

การประสานงานสองแกนนี้ทำให้ข่าวของศูนย์ข่าวอิศราโดดเด่น เป็นกลาง ได้รับความน่าเชื่อถือสูงจากทั้งฝ่ายรัฐ ความมั่นคง และภาคประชาชนในพื้นที่ และเป็นแบบจำลองสำคัญที่ทลายกำแพงความระแวงระหว่างสื่อภูมิภาคและสื่อส่วนกลางได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

        (2) จาก “ศูนย์เฝ้าระวังฯ” สู่ “โรงเรียนนักข่าว” และ “สัญญะวันสื่อสันติภาพ”

หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พัฒนาการทางวิชาการและการสื่อสารขยับตัวครั้งสำคัญอีกครั้งในปลายปีเดียวกัน ด้วยการก่อตั้ง ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch: DSW) ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ทำหน้าที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ความขัดแย้งและจัดทำฐานข้อมูลความรุนแรงเชิงประจักษ์เพื่อเตือนภัยต่อสังคม

ห้วงปี 2552–2553 ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรระหว่างประเทศอย่าง อินเตอร์นิวส์ (Internews) ได้มีการริเริ่ม ศูนย์ฝึกอบรมผู้ผลิตสื่อ (Media Training Centre: MTC) เพื่อถ่ายทอดทักษะการสื่อสารด้วยภาพและเสียงให้แก่คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ และเมื่ออินเตอร์นิวส์สิ้นสุดโครงการลง ความต้องการพัฒนาศักยภาพที่ต่อเนื่องได้นำไปสู่การก่อตั้ง โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (Deep South Journalism School: DSJ) ขึ้นภายใต้ร่มเงาของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ เพื่อทำหน้าที่ผลิตผู้สื่อข่าวรุ่นใหม่ พัฒนาสำนักข่าวทางเลือก และสนับสนุนการทำงานของสื่อพลเมืองอย่างมีทิศทาง

และตั้งแต่ปี 2554 พลวัตความร่วมมือเหล่านี้ได้รับการจัดระบบอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการจัดกิจกรรมประจำปี วันสื่อทางเลือกชายแดนใต้ ซึ่งแปรเปลี่ยนไปสู่ วันสื่อสันติภาพชายแดนใต้ ในปี พ.ศ. 2557 ภายหลังจากที่มีการลงนามในเอกสาร ฉันทามติทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพ (KL Agreement) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556

การกำหนดให้วันที่ 28 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันสื่อสันติภาพ ถือเป็นสัญญะของการปักหมุดหมายกระบวนการสันติภาพปาตานีในพื้นที่สาธารณะและส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่คนทำงานสันติภาพรุ่นถัดมา

Timeline: ประวัติศาสตร์สื่อสันติภาพและหลักไมล์ทางประวัติศาสตร์

ปี (พ.ศ.)เหตุการณ์สำคัญและหลักไมล์ทางประวัติศาสตร์บริบทการเมือง ความมั่นคง และสังคม
ที่ขับเคลื่อนให้เกิดเหตุการณ์
2547เกิดวิกฤตการณ์ความรุนแรงระลอกใหม่และการปะทะทางอาวุธขนานใหญ่นโยบายความมั่นคงที่ผิดพลาดและการประกาศใช้กฎหมายพิเศษอย่างกฎอัยการศึกในพื้นที่
2548การจัดตั้ง “โต๊ะข่าวภาคใต้” (ศูนย์ข่าวอิศรา) พร้อมระบบ บรรณาธิการคู่ปฏิกิริยาต่อการรายงานข่าวของสื่อกระแสหลักที่ขาดจริยธรรมและความเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น
2549การก่อตั้ง “ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้” (DSW)ความจำเป็นในการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์และการสร้างฐานข้อมูลเตือนภัยเชิงนโยบาย
2552การเปิดตัวข้อเสนอต้องห้ามเรื่อง “นครปาตานี” และกิจกรรม “100 คน 100 คลิป”ความต้องการลดทอนกำลังความรุนแรงทางอาวุธด้วยการเสนอทางออกทางการเมืองและการปกครองตนเอง
2553การจัดตั้ง “ศูนย์ฝึกอบรมผู้ผลิตสื่อ” (MTC) และ “โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้” (DSJ)ช่องว่างด้านเสรีภาพและการขาดทักษะวิชาชีพของคนในพื้นที่ที่ต้องการบอกเล่าเรื่องราวมุมมองของตนเอง
2554การจัดงาน “วันสื่อทางเลือกชายแดนใต้” ครั้งที่ 1ความตื่นตัวของสื่อใหม่ (Web 2.0) และความพยายามสถาปนาตัวตนสื่อภาคประชาชนสู่เวทีเคลื่อนไหวทางสังคม
2555การบรรยายสาธารณะเรื่องพื้นที่สาธารณะของฮาเบอร์มาสในงานวันสื่อทางเลือก ครั้งที่ 2การเข้ามาให้ความรู้เชิงโครงสร้างโดย ดร.นอร์เบิร์ต โรเปอร์ส และการริเริ่มวง IPP (Insider Peace Building Platform)
2555การจัดมหกรรม “กระบวนการสร้างสันติภาพปาตานีในบริบทอาเซียน” (PPP)การประกาศ “นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2555-2557” ที่ยอมรับการพูดคุยสันติวิธี
2556การลงนามริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการ (KL Agreement – 28 กุมภาพันธ์)การเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายในรัฐบาลพลเรือนและการยอมรับบทบาทของมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก
2556การจับกุม “มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ” (อันวาร์ กลุ่มบุหงารายา)ท่าทีของรัฐไทยที่ยังคงมีความหวาดระแวงต่อนักกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการจำกัดสิทธิ์การเคลื่อนไหว
2556สถานีวิทยุมีเดียสลาตันสัมภาษณ์พิเศษแกนนำบีอาร์เอ็น อุสตาซฮัสซัน ตอยิบ (สิงหาคม)ภาวะชะงักงันของการพูดคุยและข่าวลือล้มโต๊ะเจรจา ทำให้สื่อภาคประชาชนทำหน้าที่ทลายการผูกขาดข้อมูลจากส่วนกลาง
2557การยกระดับกิจกรรมประจำปีสู่ “วันสื่อสันติภาพชายแดนใต้” และ “สมัชชาสันติภาพ”ความมุ่งมั่นในการรักษาโมเมนตัมทางการเมืองของข้อตกลงพูดคุยสันติภาพและส่งเสริมบทบาทผู้เล่นแทร็คที่สอง
2558แคมเปญ วิทยุมลายูเพื่อสันติภาพ: รอมฎอนแห่งการใคร่ครวญภาวะควบคุมเสรีภาพสื่อโดย คสช. กระตุ้นให้นักจัดรายการวิทยุท้องถิ่นก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตความมั่นคงมาทำงานร่วมกัน
2559คณะทำงานวาระผู้หญิงฯ (PAOW) ผลักดันข้อเสนอ “พื้นที่สาธารณะปลอดภัย”เหตุระเบิดและสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่สาธารณะกระตุ้นให้ผู้หญิงและพลเรือนเรียกร้องการปกป้องจากคู่ขัดแย้ง
2560การกระจายงบประมาณ 50 ล้านบาทของ ศอ.บต./กอ.รมน. และความขัดแย้งภายใน DSWนโยบายดึงตัวแสดงภาคประชาสังคมเข้าสู่ระบบโครงสร้างความมั่นคงของรัฐบาล คสช. และการหดตัวของแหล่งทุนต่างประเทศ

2. การทำงานร่วมกันระหว่างสื่อแนวตั้งและสื่อแนวราบในการกำหนดวาระทางสังคม

การผลักดันประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อนและสุ่มเสี่ยง เช่น “เอกราช” (Independence), “การแบ่งแยกดินแดน” (Separatism) หรือรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นพิเศษอย่าง “เขตปกครองตนเอง” (Autonomy) และ “เขตปกครองพิเศษ” ให้กลายเป็นบทสนทนาปกติ (Normalization) ในสังคมไทย เป็นนวัตกรรมเชิงโครงสร้างที่อาศัยพลวัตการประสานพลังระหว่างระบบนิเวศสื่อสารแบบแนวดิ่ง สื่อแนวราบ และเครือข่ายวิชาการอย่างเป็นระบบ

         (1) พลวัตคุณค่าและความหมายของสื่อสองแกน

  • สื่อแนวดิ่ง (Vertical/Mainstream Axis): มีคุณค่าในมิติมหาชนและการเผยแพร่ในวงกว้าง (Broadcasting Code) สื่อประเภทนี้มีอำนาจในการส่งสาส์นไปสู่ประชาชนทั่วประเทศและผู้กำหนดนโยบายระดับสูงของรัฐ แต่ตกอยู่ภายใต้ระบบควบคุมความคิดแบบรวมศูนย์ที่กรุงเทพฯ (Bangkok-Centric Mindset) ซึ่งมักสมาทานแนวคิดความมั่นคงแบบรัฐชาติเดี่ยวและมีความหวาดกลัวต่อคำว่าการกระจายอำนาจขนานใหญ่

  • สื่อแนวราบ (Horizontal/Alternative Axis): มีคุณค่าในมิติจุดยืน ความใกล้ชิดกับข้อเท็จจริง และความเข้าใจอัตลักษณ์ของท้องถิ่น (Narrowcasting Code/Restricted Code) สื่อประเภทนี้ เช่น สำนักข่าวทางเลือกและวิทยุชุมชน เป็นปากเสียงของชุมชนมลายูมุสลิมและพลเรือนชายขอบที่ถูกปิดกั้นจากสื่อกระแสหลัก สื่อแนวราบไม่มีเป้าหมายแสวงหากำไรและมีความยืดหยุ่นสูงในการท้าทายวาทกรรมความมั่นคงของรัฐ แต่ขาดทรัพยากรและอำนาจทางการเมืองในการขับเคลื่อนสู่ระดับนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ

การนำกรอบคิดเรื่อง ระบอบแห่งภววิสัย (Objectivity Regime) ของ โรเบิร์ต แฮกเก็ต (Robert A. Hackett) มาจับ จะพบว่า

สื่อมวลชนส่วนใหญ่มักรักษาระยะห่างจากความขัดแย้งแบบ “คนนอก” (Outsider) เพื่อแสดงความเป็นกลางตามขนบ แต่กลับทำให้มองข้ามผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อผู้คนในพื้นที่ ในขณะที่สื่อภาคประชาชนในพื้นที่ซึ่งฝังตัวอยู่ในความขัดแย้งกลับมีความไหวรู้ต่อความขัดแย้ง (Conflict Sensitivity) สูงกว่า เนื่องจากตระหนักดีว่าตนเองเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงที่จะได้รับผลกระทบจากข้อมูลข่าวสาร

         (2) โมเดลการประสานพลังร่วมกับเครือข่ายวิชาการ

จากการถอดบทเรียนเวทีวิชาการสาธารณะเรื่อง “นครปัตตานีภายใต้รัฐธรรมนูญไทย: ความฝันหรือความจริง?” เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2552 ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของการบูรณาการสื่อสองแกนนี้อย่างเป็นรูปธรรม

กระบวนการทำงานเริ่มจากการที่ เครือข่ายปัญญาชนมุสลิม ภาคประชาสังคม และ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ร่วมมือกันสร้างองค์ความรู้ทางเลือกและการทบทวนบทเรียนรูปแบบการปกครองพิเศษจากนานาประเทศ เพื่อเตรียมฐานความรู้ทางวิชาการและลดความตื่นตระหนกของฝ่ายความมั่นคง จากนั้นจึงยกระดับไปสู่ปฏิบัติการสื่อสารร่วมกันโดยแบ่งบทบาทหน้าที่อย่างสอดประสาน:

  1. การสื่อสารแนวราบ: สื่อพลเมืองและนักข่าวพลเมืองลงพื้นที่รวบรวมความคิดเห็นของชาวบ้านผ่านแคมเปญวีดีโอ “ร้อยคนร้อยคลิป: การเมืองการปกครองชายแดนใต้ที่ควรจะเป็น” เพื่อยืนยันว่าความต้องการกระจายอำนาจนั้นมาจากความปรารถนาของประชาชนฐานรากจริง ๆ ข้อมูลเหล่านี้ถูกแปลเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ศูนย์เฝ้าระวังฯ และส่งสัญญาณต่อไปยังสำนักข่าวอามาน กลุ่มบุหงารายา และกลุ่มพีชมีเดีย

  2. การสื่อสารแนวดิ่ง: การถ่ายทอดสดออนไลน์ทางเว็บไซต์ (Livestream) (ในยุคที่ยังไม่มี Facebook Live) เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายสื่อแนวดิ่งอย่าง Thai PBS ผ่านความร่วมมือของ สำนักเครือข่ายสื่อพลเมือง” และผู้สื่อข่าวอาวุโสที่เกาะติดสถานการณ์ความมั่นคง

ความเข้มแข็งของการสื่อสารแนวราบนี้ได้ดึงดูดให้สื่อแนวดิ่งและสื่อสาธารณะอย่าง Thai PBS นำประเด็นข้อเสนอต้องห้ามเหล่านี้ไปขยายผลและเปิดพื้นที่พูดคุยผ่านรายการข่าวระดับประเทศ เช่น รายการ วาระประเทศไทย และ เปลี่ยนประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การทบทวนมายาคติเรื่องความมั่นคงของรัฐและเปิดขอบเขตจินตนาการทางการเมืองในการอยู่ร่วมกันภายใต้รัฐธรรมนูญไทยได้สำเร็จ

การบูรณาการดังกล่าวทำให้ประเด็นเรื่อง นครปัตตานี หรือ เขตปกครองตนเอง (Autonomy) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นประเด็นผิดกฎหมายและคุกคามต่อเอกภาพของชาติ ได้รับการจัดที่ทางใหม่ให้กลายเป็น “บทสนทนาสาธารณะที่มีเหตุผลทางวิชาการรองรับ” และเป็นทางออกทางการเมืองที่เป็นไปได้จริงภายใต้รัฐธรรมนูญไทย

ปฏิบัติการนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง นิเวศวิทยาข่าวสาร (The News Ecology) ของ พรรษาสิริ กุหลาบ ที่ระบุว่าการสร้างทางเลือกที่หลากหลายในระบบนิเวศข้อมูลจะช่วยคัดง้างความคิดความเชื่อหลักที่ครอบงำสังคม (Hegemonic Belief) และสร้างกระแสข้อมูลย้อนกลับ (Counter-flow of Information) เพื่อขับเคลื่อนวาระทางสังคมจากระดับล่างขึ้นสู่ระดับนบนได้อย่างสร้างสรรค์


  • ติดตามอ่านตอนต่อไป: พลวัตสื่อสันติภาพ: สื่อทางเลือกปาตานี การสื่อสารเชิงอัตลักษณ์ มลทินความมั่นคง และคลื่นลูกใหม่ (2)

Author

Alternative Text
AUTHOR

ฐิตินบ โกมลนิมิ

อดีตนักข่าวกระทรวงสาธารณสุข ผู้คลุกคลีในสนามข่าวสีแดงชายแดนใต้ เป็นทั้งนักมนุษยวิทยา นักสตรีศึกษา และนักสันติศึกษา ที่ใช้การเขียนเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง