13 ปี พูดคุยสันติภาพชายแดนใต้ ความหวัง และศรัทธาต่อแนวทาง ‘สันติภาพ’ ในโลกที่กำลังลากเราเข้าสู่สงคราม

พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์

ย้อนไปเมื่อ 13 ปีก่อน ในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นวันที่เปลวเทียนแห่งความหวังของ สันติภาพ และ ความยุติธรรม ได้ถูกจุดขึ้นในใจของผู้คนจำนวนมากทั้งที่เป็นเยาวชน ผู้นำศาสนา ประชาชนทั้งหญิงชายที่เคลื่อนไหวเพื่อสังคม นักวิชาการ สื่อมวลชนที่ทุ่มเททำงานเพื่อการสร้างสันติภาพซึ่งมารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนที่เรียกว่า “ภาคประชาสังคม” ก่อนหน้านั้น 1 ปี เพื่อรวมพลังเรียกร้องความยุติธรรมและความสงบสุขกลับคืนมาให้แก่ผู้คนจำนวนมากกว่า 2 ล้านคนใน พื้นที่ชายแดนใต้ ที่ต้องดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ความรุนแรงที่แพร่กระจายแทบทุกหย่อมหญ้า

ในวันดังกล่าวเป็นวันที่ไทยและ ฝ่ายขบวนการเคลื่อนไหว ที่รู้จักกันในนาม บี.อาร์.เอ็น. (BRN) ได้ตกลงที่จะเริ่มต้นใช้แนวทางสันติเพื่อร่วมหาทางออกจากวังวนของสถานการณ์ความรุนแรงและต่างอ้างเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในพื้นที่

นับจากวันนั้นจวบกระทั่งวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เปลวไฟแห่งความหวังของผู้คนในชายแดนใต้ไม่เคยมอดดับ แม้ว่าความหวังจะถูกทำให้ริบหรี่ และหลายครั้งสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของรัฐไทยจะพัดกระหน่ำจนเปลวเทียนแห่งความหวังหดแคบลง

ทว่าการทำงานของ ภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ยังคงมุ่งมั่นและปักหลักทำงานอย่างไม่ลดละจนเป็นที่มาของการระดมความคิดเห็นจากประชาชน และเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมมากกว่า 45 องค์กรที่พยายามจะสื่อสารถึงความต้องการผลักดันการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ ท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์โลกที่ความรุนแรงได้ถูกจุดขึ้นในตะวันออกกลาง จากการโจมตีของ สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล ต่อ อิหร่าน และสถานการณ์ชายแดนภาคตะวันออกระหว่าง ไทย-กัมพูชา ที่คุกรุ่น

ท่ามกลางความเสี่ยงต่อความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกอันจะนำมาซึ่งหายนะใหญ่หลวง  หากรัฐไทยไม่เอาใจใส่อย่างจริงจังต่อการรวมพลังของภาคประชาชนในการเรียกร้องสันติภาพและการรับมือกับความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง ประเทศไทยจะมีหลักประกันใดให้กับชีวิตของประชาชนอีก 68 ล้านคนทั่วประเทศ 

สังคมไทยที่เคยสงบสุขจะถูกลากเข้าสู่สมรภูมิความรุนแรงและสงครามด้วยหรือไม่ ?

บทเรียนและเสียงเรียกร้องจากชายแดนใต้ 21 ปี ที่คนชายแดนใต้และสังคมไทยต้องสูญเสียทรัพยากรและชีวิตผู้คนไปกับความรุนแรงน่าจะเป็นตัวอย่างที่ เตือนใจสังคมไทยให้ตระหนักถึงภัยจากสงครามและความรุนแรง

ผู้เขียนขอเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงที่จะชวนสังคมไทยให้หันมาตั้งหลัก วางจุดยืนต่อสถานการณ์โลกที่กำลังร้อนแรงผ่านการระดมความคิดและข้อเสนอจากสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ในฐานะพื้นที่ความร่วมมือขององค์กรภาคประชาชน ภาควิชาการ  ภาคศาสนา และเครือข่ายชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในเดือนที่ประชาคมมุสลิม และประชาคมชาวคริสต์ทั่วโลก กำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ

สำหรับชาวมุสลิมคือ เดือนรอมฎอน อันประเสริฐ และสำหรับชาวคริสต์คือ เทศกาลถือศีลอด (Lent) หรือที่สังคมไทยจะรู้จักในนาม เทศกาลมหาพรต ซึ่งมาบรรจบกันในปีนี้ ผู้เขียนในฐานะคริสตชนขอร่วมย้ำถึงคุณค่าของ เดือนรอมฎอนอันประเสริฐ ในฐานะช่วงเวลาแห่งศรัทธา ความเมตตา และสันติภาพ โดยขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพึงระลึก และจดจำว่า

“สงครามไม่เคยนำชัยชนะมาสู่ประชาชน
แต่ สงครามนำหายนะต่อพวกเราทุกคน”

สำหรับผู้คนในชายแดนใต้ของไทย บทเรียนจาก 21 ปีที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคล้าย ๆ สถานการณ์จำลองของสงคราม พวกเขาได้รับผลกระทบและสูญเสียโอกาสมากมายเกินคณานับ และไม่เพียงแค่คนที่นี่เสียโอกาส หากแต่ประเทศไทยทั้งประเทศเสียโอกาสไปด้วย งบประมาณกว่า 5 แสนล้านบาทถูกใช้ไปอย่างไม่คุ้มค่ากับโอกาสที่คนไทยทั่วประเทศควรจะได้รับโอกาสในการพัฒนา

ผู้เขียนจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสียงร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมที่พวกเขาทำงานหนักระดมพลังเรียกร้องให้

  1. ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบและยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ ที่นำไปสู่การสูญเสียชีวิตและการบาดเจ็บในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก และสตรี พร้อมทั้งส่งเสริมบรรยากาศแห่งความปลอดภัย ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในระดับชายแดนใต้ ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือในระดับระหว่างประเทศไม่ว่าจะเกิดขึ้นในที่ใดก็ตาม ขอให้เราทุกคนยืนหยัดและยืนยันในหลักการไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา

  2. สนับสนุนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบโดยไม่แบ่งฝ่ายอย่างเป็นธรรม ครอบคลุมทั้งครอบครัวผู้สูญเสีย ครอบครัวผู้ถูกวิสามัญฆาตกรรม และผู้ต้องขังคดีความมั่นคง พร้อมผลักดันการปรับปรุงระเบียบ กพต. พ.ศ. 2555 หรือมติ ครม. เพื่อรองรับกลุ่มที่ถูกกันออกจากระบบ และส่งเสริมการเยียวยาแบบองค์รวม โดยให้ผู้หญิงและผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในกลไกตัดสินใจและติดตามผล

  3. ยกระดับการขับเคลื่อนสันติภาพจากกรอบนโยบายรัฐบาลไปสู่ “วาระแห่งชาติที่มีกฎหมายรองรับ” เพื่อสร้างความต่อเนื่อง มั่นคง และยั่งยืน สนับสนุนให้กระบวนการสันติภาพเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ เร่งรัดการจัดตั้ง คณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทันทีภายใน 3 เดือนหลังจากจัดตั้งรัฐบาลใหม่

  4. ผลักดันการเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงอย่างน้อย 30% ในกลไกการตัดสินใจด้านสันติภาพ การเมือง และการพัฒนา รวมถึงกระบวนการเจรจา สนับสนุนการจัดทำและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับชาติด้านสตรี สันติภาพ และความมั่นคง (NAP-WPS) พร้อมงบประมาณและกลไกกำกับติดตามและประเมินผลที่ชัดเจน

  5. สนับสนุนการปรับปรุงรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายอำนาจการบริหารจัดการของท้องถิ่นและภูมิภาค รวมถึงการจัดเก็บภาษีและการบริหารทรัพยากร ส่งเสริมแนวคิด การบริหารอำนาจร่วม ภายใต้รัฐเดี่ยว ที่เคารพอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความหลากหลายของประชาชนในพื้นที่

  6. ตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างยาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว และความเปราะบางทางเศรษฐกิจในฐานะที่เป็นรากเหง้าของความรุนแรงในพื้นที่ พร้อมสนับสนุนการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ยอมรับความรุนแรง

  7. สนับสนุนการเพิ่มบทบาทและทรัพยากรขององค์กรศาสนา รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในกลไกการตัดสินใจ ส่งเสริมระบบคุ้มครองและฟื้นฟูแบบบูรณาการ ระหว่างท้องถิ่น องค์กรศาสนา และภาคประชาสังคม เพื่อดูแลผู้หญิง เด็ก และกลุ่มเปราะบาง

  8. ผลักดันพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ทุนการศึกษา และระบบดูแลเด็กกำพร้า/เด็กจากครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ ส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว ผ่านการเตรียมความพร้อมก่อนสมรส และการเลี้ยงดูเด็กเชิงบวกที่เคารพสิทธิเด็ก

  9. สนับสนุนการใช้หลักการและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะความรุนแรงและการละเมิดสิทธิสตรีและเด็ก เพื่อแก้ปัญหาการแต่งงานก่อนวัยอันควร การเพิกเฉยละเลยการเลี้ยงดูเด็กอย่างเป็นระบบ ผลักดันการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและให้คำปรึกษาด้านความรุนแรงและการละเมิดสิทธิในครอบครัวในระดับตำบล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการคุ้มครองและความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีและทั่วถึง

ขอบคุณข้อมูล :

  • เครือข่ายภาคประชาสังคมชายแดนใต้
  • ฆอซาลี อาแว เจ้าหน้าที่วิจัยศูนย์สันติวิธีชายแดนใต้ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active