เมื่อเกิดกรณีการเปิดเผยเรื่อง การล่วงละเมิด หรือ คุกคามทางเพศ ในสังคม ไม่เพียงแค่คำถามว่า “ใครผิด ใครถูก” แต่ยังมีอีกชุดความสงสัยที่สะท้อนวิธีคิดของสังคมต่อเรื่อง Consent หรือ การยินยอม ว่า เราเข้าใจคำนี้กันมากน้อยแค่ไหน ? และเพียงพอที่จะบอกว่า “หากใครสักคนไม่ได้ปฏิเสธ นั่นหมายความว่าเขายินยอมแล้ว” จริงหรือ ?
ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นลักษณะนี้กลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้ง เมื่อบุคคลสาธารณะที่เคยได้รับการยอมรับจากสังคมในด้านจุดยืนหรือการเคลื่อนไหวทางการเมือง กลับถูกตั้งคำถามถึง พฤติกรรมทางเพศ ในอดีต จนทำให้ความรู้สึก “ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเป็นคนแบบนี้” เกิดขึ้น ควบคู่ไปกับการตั้งคำถามถึง ผู้ถูกกระทำ และนำไปสู่บทสนทนาที่หลากหลาย ตั้งแต่การประณามผู้กระทำ การปกป้องคนที่ตนเองเชื่อถือ ไปจนถึงคำถามที่ว่า ทำไม ? เรื่องราวจึงเพิ่งถูกนำมาเปิดเผยในเวลานี้
แม้สังคมไทยพูดถึง Consent มากขึ้น แต่เรายังอาจทำความเข้าใจเรื่อง การยินยอม ผ่านกรอบที่เรียบง่ายเกินไป เพราะ Consent ไม่ได้หมายถึงเพียงการพยักหน้าตอบ “ตกลง” หรือการไม่ได้บอกปัด หรือ ปฏิเสธ ว่า “ไม่!!” โดยเฉพาะเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนไม่ได้ตั้งอยู่บนอำนาจที่เท่าเทียมกันเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นอายุ สถานะ ความสัมพันธ์ ชื่อเสียง อำนาจทางสังคม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบริบทที่ทำให้คำว่า “ยินยอม” ซับซ้อนกว่าที่มองเห็นจากภายนอก
และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทุกครั้งเมื่อเกิดข่าวการคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศ เรายังคงได้ยินคำถามว่า “เรื่องผ่านมาตั้งนานทำไม ? เพิ่งมาเล่า” หรือ “ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง”
วราภรณ์ แช่มสนิท เลขาธิการสมาคมเพศวิถีศึกษา และตัวแทนเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย ให้มุมมองกับความรู้สึกในสังคมต่อประเด็นการละเมิดทางเพศ โดยชวนมองไปถึงการให้นิยาม หรือ การใช้คำว่า Consent มักถูกใช้กับบริบทกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ ที่เดิมทีกระบวนการพิจารณาจะ ผลักภาระให้ผู้เสียหาย ต้องเป็นคนพิสูจน์ตัวเองว่าถูกกระทำจริงๆ เช่น ถ้าไม่มีรอยฟกช้ำแสดงว่าไม่ได้ขัดขืน มีกรณีในต่างประเทศที่มีข้อถกเถียงว่า เหยื่อใส่กางเกงยีนส์ที่แน่นมาก ๆ ไม่มีทางถูกข่มขืนถ้าไม่ได้ถอดเอง

ความหมายของ Consent ก็คือการยินยอมอย่างตรงตัว และการยินยอมในที่นี้ไม่ใช่การพยักหน้ารอบเดียวแล้วจบ ในบางครั้งแม้จะมีการตกลงกันแล้วล่วงหน้า แต่ถ้าหากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที ในสถานการณ์แบบนี้ก็ถือว่าไม่ยินยอม
ถึงอย่างนั้นคำว่า Consent อย่างเดียวก็ยังไม่พอ เพราะมันไม่ใช่เช็กลิสต์หรือคัมภีร์ที่ชี้ถูกชี้ผิดได้เสียทั้งหมด สิ่งที่คำนึงถึงรวมด้วยคือคำว่า “อำนาจ” สิ่งที่แม้แต่คนที่อยู่ในความสัมพันธ์เองก็อาจมองไม่เห็น โดยเฉพาะในกรณี “การแสวงหาประโยชน์ทางเพศ” ที่อำนาจทำงานอย่างแนบเนียน
“อำนาจ” เส้นบาง ๆ ในความสัมพันธ์ที่ถูกปกปิด
“การแสวงหาประโยชน์ทางเพศอาจจะไม่ได้มีองค์ประกอบของการบังคับใช้กำลังชัดเจน แต่มีการใช้แหล่งอำนาจบางอย่างที่จะเป็นเงื่อนไขในการที่จะดึง โน้มน้าวให้บุคคลที่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมีอำนาจน้อยกว่า ยินยอมที่จะสนองประโยชน์ทางเพศของตัวเอง”
การแสวงหาประโยชน์ทางเพศในทรรศนะของ วราภรณ์ จึงเป็นการที่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจที่มีกับอีกฝ่ายที่มีอำนาจน้อยกว่า โดยมีจุดประสงค์เพื่อชักจูงไปใช้ประโยชน์ทางเพศ
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการลงมือทำแค่ครั้งเดียว หากแต่คือกระบวนการที่ค่อย ๆ ขับเคลื่อนค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเรียกกระบวนการเหล่านี้ว่า Grooming (กรูมมิ่ง) กระบวนการที่ผู้กระทำจงใจสร้างความไว้วางใจ ความผูกพันทางอารมณ์ หรือความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณขึ้นในตัวอีกฝ่าย เพื่อให้ตนเข้าถึงบุคคลนั้นทางเพศได้ และเพื่อทำให้การเปิดเผยเรื่องในภายหลังเกิดขึ้นได้ยาก โดยลำดับขั้นตอนที่มักพบได้คือ
- เลือกเป้าหมาย
- สร้างความไว้วางใจผ่านการสร้างความสนใจเป็นพิเศษ ตอบสนองความต้องการเบื้องต้นของอีกฝ่าย
- แยกให้เป้าหมายโดดเดี่ยว ให้ผู้กระทำกลายเป็นที่พึ่งพิงสำคัญของเขา
- ทดสอบขอบเขตผ่านการหยอดมุกตลก มีเนื้อหาสองแง่สองง่าม หรือสัมผัสแบบบังเอิญ
- แสวงหาประโยชน์ทางเพศ
- สร้างความรู้สึกอีกฝ่ายกลัวหรืออับอาย รวมถึงความรู้สึกร่วมผิด เพื่อให้อีกฝ่ายรักษาความลับ
อำนาจมีหลายรูปแบบมีทั้งมองเห็นได้ง่าย เช่น ความแตกต่างของอายุ เพศ ลำดับชั้น สถานะทางเศรษฐกิจ และส่วนที่ยากที่จะมองเห็นสามารถเป็นได้ทั้งอำนาจในเชิงการเป็นผู้นำ (Charisma) อำนาจในฐานะเป็นผู้ให้โอกาส อำนาจในฐานะเป็นผู้ถูกพึ่งพิง เป็นต้น
เพราะฉะนั้นการใช้อำนาจจึงไม่ใช่แค่การที่ฝ่ายหนึ่งเป็นหัวหน้าและอีกฝ่ายเป็นลูกน้อง แต่ยังมีการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าต้องพึ่งพิงอีกคนเป็นหลัก หรือแม้กระทั่งการที่ฝ่ายหนึ่งเคารพอีกคนในฐานะพี่ ผู้นำการเคลื่อนไหว สิ่งเหล่านี้ก็มีลำดับขั้นของอำนาจที่ซ่อนอยู่
“กฎหมายของบ้านเราจะชัดเจนในเรื่องพฤติกรรมที่มันพิสูจน์ได้ชัดเจน เช่น การข่มขืน การคุกคาม แต่พอเป็นเรื่องการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ มันเป็นช่องว่างของกฎหมาย เพราะฉะนั้นคนก็อาจจะอ้างได้ว่าไม่ได้มีพฤติกรรมที่เป็นภัย อันที่สองก็คืออาจจะอ้างได้ว่ามันไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ใช่อาชญากร”
วราภรณ์ แช่มสนิท
แต่ก็ไม่ใช่ว่าอำนาจที่ไม่เท่ากันคือแก่นหลักของปัญหาเสียทีเดียว วราภรณ์ ชี้ให้เห็นว่าแต่ละคนในสังคมไม่ได้มีอำนาจที่เท่ากันอยู่แล้ว ยกตัวอย่างในกลุ่มเพื่อนกันเอง บางคนก็ไม่มีอำนาจเท่ากัน เช่น นาย A เป็นคนสนุก มีเพื่อนเยอะ พูดอะไรเพื่อนก็จะเชื่อมากกว่า ขณะที่นาย B เป็นคนเงียบ ๆ เสนออะไรไปเพื่อนก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง
สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้อำนาจที่มี เพื่อให้อีกคนทำอะไรบางอย่าง นั่นคือการกระทำที่เรียกว่าการแสวงหาประโยชน์
อำนาจตัวบุคคล มาจากโครงสร้างสังคมที่ทำให้คนไม่เท่ากัน
ดิศรณ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา ระบุไว้ในบทความ การกำหนดความผิดฐานคุกคามทางเพศ: ช่องว่างของกฎหมายและโจทย์ยากของสังคม ไว้ว่า โครงสร้างทางสังคมเป็นกรอบที่ทำให้คนในสังคมชี้ว่าพฤติกรรมทางเพศแบบไหนที่ยอมรับได้และไม่ได้ ซึ่งแบ่งการทำงานของกรอบแนวคิดไว้ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับสังคมแบบองค์รวม ระดับบริบทสังคมกลุ่มย่อย และระดับปัจเจกบุคคล
- ระดับสังคมแบบองค์รวม
ยิ่งโครงสร้างทางอำนาจและบทบาททางเพศในสังคมมีความเหลื่อมล้ำมากเท่าไหร่ พฤติกรรมการคุกคามทางเพศก็มีแนวโน้มที่จะมากขึ้น เพราะพฤติกรรมเหล่านั้นจะได้รับความชอบธรรมหรือถูกลบเลือนไปโดยปริยาย เช่น ในบางประเทศ การที่ผู้ชายคุกคามทางเพศผู้หญิงไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิด เพราะมองว่าผู้ชายมีอำนาจเหนือผู้หญิงอยู่แล้ว หรือในบางประเทศที่ไม่ได้จริงจังกับกฎหมายเรื่องการกระทำผิดทางเพศ จนทำให้ผู้ชายล่วงละเมิดคนอื่นจนเป็นปกติ
ประเด็นนี้ วราภรณ์ ก็ให้ความเห็นว่า การที่มีการแสวงการผลประโยชน์ทางเพศหรือการกระทำผิดทางเพศเกิดขึ้นในกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก สังคมที่มีไม่เป็นธรรม คนในสังคมมี ความหวังริบหรี่ จึงทำให้การมีคนหัวก้าวหน้า หรือนักขับเคลื่อนที่มีแสงมาก ๆ ถูกไว้วางใจว่าเป็นความหวังเดียวของสังคม
“ขบวนการสังทางสังคมส่วนใหญ่มันก็เกิดจากการรวมตัวของคนที่อาจจะรู้สึกว่าสังคมมันไม่เป็นธรรมสังคมมันไม่เป็นประชาธิปไตย เรามีความหวังน้อย พอมีอำนาจน้อยจะต่อสู้ด้วยตัวเองลำพังมันก็ยากกับโครงสร้างใหญ่ๆ ทั้งเรื่องการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ แต่พอเกิดการรวมตัวกัน ซึ่งการรวมตัวกันได้หลายๆมูฟเมนต์ส่วนใหญ่มันก็คือมีปัจจัยจากการมีผู้นำช่วยทำให้เกิดพลังการเปลี่ยนแปลง”
วราภรณ์ แช่มสนิท
- ระดับบริบทสังคมกลุ่มย่อย
ความสัมพันธ์ระดับกลุ่มย่อยก็มีผลที่ทำให้อำนาจแต่ละคนไม่เท่ากัน สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ในองค์กร พรรคการเมือง โรงเรียน ครอบครัว หรือแม้กระทั่งการรวมกลุ่มกันเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมทางสังคม
หากในความสัมพันธ์แบบองค์กร ความไม่เท่าเทียมที่เห็นได้ง่ายคือความสัมพันธ์ของหัวหน้ากับลูกน้อง ถ้าในโรงเรียนก็คือครูกับนักเรียน แต่ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ถึงแม้จะไม่มีตำแหน่งหัวหน้ากับลูกน้องอย่างชัดเจน แต่ความเป็นผู้นำกลุ่มก็ทำให้มีอำนาจเหนือกว่าคนอื่นได้เช่นกัน
บทความของ ดิศรณ์ ยังมองว่าในกลุ่มย่อยที่ขาด “เหล็กกันชนทางอำนาจ” จะทำให้ความเสี่ยงของการเกิดเหตุคุกคามทางเพศนั้นมีมากขึ้น เพราะมันส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมอำนาจให้สิทธิในการละเมิด

เช่นเดียวกัน วราภรณ์ ที่เชื่อว่าบางครั้งการแสวงหาประโยชน์ทางเพศที่เกิดขึ้นนั้นเป็นว่าถูก Romanticize ผ่านการกระทำของผู้ที่มีอำนาจ รวมไปถึงคนที่อยู่รอบในเวลานั้น เช่น นาย A มอบหมายงานที่นางสาว B ถนัดหรือชื่นชอบ ให้ความช่วยเหลือเรื่องงานกับนางสาว B เป็นพิเศษ ซึ่งเป็นไปได้ว่าหากคนข้างนอกมองเข้ามาก็คิดว่าเป็นการเอ็นดูในฐานะเพื่อนร่วมงานเฉย ๆ
“กลายเป็นว่าคนรุ่นใหม่หรือคนที่ถูกดึงเข้าไปไม่ได้ไปทำเพื่อประโยชน์ของประเด็นที่ต่อสู้ เรื่องประชาธิปไตยหรือความเป็นธรรมสังคม แต่กลายว่าต้องไปตอบสนองผลประโยชน์ทางเพศให้กับผู้นำด้วยซึ่งอันนี้เกิดขึ้นในหลายขบวนการทั่วโลก นักกิจกรรมหลายคนมาด้วยใจ และความหวังที่อยากเห็นประเทศดีขึ้น พวกเขาจึงมองหาใครสักคนที่จะเป็นตัวแทนส่งเสียงของตัวเองได้ แต่กลับถูกชักจูงเพื่อผลประโยชน์ทางเพศจากคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน”
วราภรณ์ แช่มสนิท
- ระดับปัจเจกบุคคล
หากมาดูพฤติกรรมในบริบทสังคม ดิศรณ์ ก็มองว่ามีความเป็นไปได้ที่คน ๆ หนึ่งเลือกที่จะคุกคามหรือกระทำผิดทางเพศนั้น เพื่อต้องการสถานะที่เหนือหรือความเป็น แต้มต่อ เพื่อยกระดับหรือเสริมสถานะทางสังคมให้กับตัวเอง
ยกตัวอย่างเช่น การที่ผู้ชายมักโอ้อวดการเจ้าชู้ เพื่อแสดงว่าตัวเองเจ๋ง หรือข่มขืนภรรยาของตัวเองเพื่อบอกว่าตัวเองมีสถานะที่เหนือกว่าอีกฝ่าย
ส่วนรากฐานที่นำไปสู่พฤติกรรมทางเพศ มีได้ตั้งแต่ความหลงตัวเอง การขาดความเห็นอกเห็นใจ ไปจนถึงการหาประโยชน์จากผู้อื่นด้วยความคิดเล่ห์เหลี่ยม
อุดมการณ์…กับดักล่อเหยื่อ ?
หลายครั้งที่มีปรากฏการณ์ที่นักกิจกรรมกระทำผิดทางเพศ จะมีเสียงของสังคมบางส่วนที่บอกว่า “ควรให้ความสำคัญกับเรื่องที่ใหญ่กว่า” ซึ่งในที่นี้ก็คือการขับเคลื่อนสังคม ส่วนอะไรที่ขอโทษได้ หรือยอมกันได้ก็ควรจะทำไป
ความน่าเชื่อถือทางศีลธรรมที่นักกิจกรรมมี กลายเป็นเกราะกำบังที่ทำให้เขาได้รับผลกระทบจากเรื่องที่ทำลงไปน้อยลง เห็นได้จากการที่มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์มากมายออกมาพูดว่าเขาเคยเป็นคนดีอย่างไร ต่อสู้เพื่อสังคมอย่างไร จนทำให้เราอาจละเลยประเด็นสำคัญที่ผู้ถูกกระทำสื่อสาร
ในสายตา วราภรณ์ เห็นว่า สังคมไทยยังคงเป็นสังคมที่มีอำนาจนิยมอย่างเข้มแข็ง เราอาจเข้าใจคำว่าอำนาจนิยมของแง่ของการเมืองที่หน่วยใดหน่วยหนึ่งกุมอำนาจเพื่อกดขี่ประชาชน แต่ขณะเดียวกันพอมาอยู่ในกลุ่มที่เป็นขบวนการรุ่นใหม่ หรือขบวนการขับเคลื่อนก็มีอำนาจนิยมปะปนอยู่เช่นกัน
“ลึกๆ แล้วเราก็มีอำนาจนิยมในแง่ของผู้นำที่ดูมีความเข้มแข็ง มีคาริสม่า เราก็นิยมชื่นชมโดยไม่ตั้งคำถาม พอมันมีการเปิดเผยขึ้นมาว่า อ้าว คนที่ชื่นชมเขามีพฤติกรรมที่มันไม่ถูกต้อง เราก็อาจจะรับไม่ได้เพราะว่าลึกๆ เรายังถอดทัศนคติแบบอำนาจนิยมไม่ออก”
วราภรณ์ แช่มสนิท
อีกประเด็นสำคัญคือความกังวลว่าหากผู้นำล้ม ขบวนการที่ขับเคลื่อนมาจะล้มไปด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาผูกอุดมการณ์และความศรัทธาไว้กับคนคนเดียว
วราภรณ์ ยังเปรียบเทียบว่าสถานการณ์คล้าย ๆ กัน กับเวลาที่เราเห็นข่าวพระชื่อดังกระทำผิดทางเพศหรือก่อคดีฉ้อโกง ก็จะมีลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากที่ออกมาโต้แย้งว่าพระเป็นคนดี อยู่ใต้ผ้าเหลืองทำผิดไม่ได้ เป็นเพราะรับไม่ได้ที่ศรัทธาของตัวเองถูกทำลายลง
สังคมไทยไปต่ออย่างไร ? หลังเหตุล่วงละเมิดทางเพศ
ผศ.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นต่อกรณีที่เกิดขึ้นในฐานะคนทำงานด้านการเรียนรู้ในสังคม โดยยืนยันหลักการยืนอยู่ข้างผู้ถูกกระทำจากกรณีล่วงละเมิดทางเพศ พร้อมตั้งคำถามต่อไปว่า สังคมควรเดินหน้าอย่างไร ? ในกรณีเช่นนี้ และแสดงจุดยืนอย่างไร ? จึงจะเป็นธรรมกับผู้ถูกกระทำที่สุด
“สิ่งที่ทำให้ผมไม่สบายใจในช่วงหลายวันที่ผ่านมา คือพอเรื่องหนึ่งถูกเปิดออกมา มันกลับมีปฏิกิริยาของสังคมเกิดขึ้นอย่างรุนแรงรวดเร็วตามมา คนหนึ่งกลายเป็นผู้กระทำ คนหนึ่งกลายเป็นผู้ถูกกระทำ แล้วคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบข้างก็เริ่มถูกจัดเข้าไปอยู่ในช่องต่าง ๆ ตามไปด้วย ใครถามคำถามบางอย่างอาจถูกมองว่ากำลังแก้ต่างให้ผู้กระทำ ใครยังไม่ออกมาประณามก็ถูกถามว่าทำไมเงียบ ใครพยายามเล่าว่าตัวเองรู้จักคนคนนั้นมาอีกแบบหนึ่ง ก็อาจถูกมองว่าไม่ฟังเสียงของผู้ถูกกระทำ”
ผศ.อดิศร จันทรสุข

ผศ.อดิศร ระบุถึงความจำเป็นที่สังคมหรือกลุ่มของนักเคลื่อนไหวที่ต้องอาศัยความระมัดระวัง แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามถอดบทเรียนกันมาแล้ว ทั้งเรื่องการรับฟังผู้ถูกกระทำ การรับเรื่องร้องเรียน ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การวางขอบเขตในความสัมพันธ์ การดูแลคนที่ออกมาเปิดเผยและความรับผิดของผู้กระทำ ซึ่งพบว่าเมื่ออยู่ในสถานการณ์จริงความรู้เหล่านี้กลับทำงานได้ยากกว่าที่คิด
นอกจากนี้ ผศ.อดิศร ยังระบุว่า แม้การยืนอยู่ข้างผู้ถูกกระทำ อาจต้องฟังว่าเขาต้องการอะไรจริง ๆ ไม่ใช่การนำความเจ็บปวดของเขามาต่อยอดความโกรธของตัวเอง ขณะเดียวกัน คนที่ถูกกล่าวหา มีคำถามเรื่องความรับผิดชอบรออยู่ ที่มีความหมายมากกว่าการกล่าวขอโทษเพื่อให้เรื่องจบหรือหายไปจากพื้นที่สาธารณะ แต่การยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น อาจต้องมองไปจนถึงกระบวนการเยียวยาความเสียหาย การเปลี่ยนพฤติกรรม และการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
“ผมยังหวังว่าการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ จะพาเราไปไกลกว่าการเปิดเผยว่าใครเคยทำอะไรกับใคร อยากเห็นมันทำให้เราเข้าใจเรื่องอำนาจในความสัมพันธ์ให้ละเอียดขึ้น เข้าใจด้วยว่าทำไมคนที่มีอุดมการณ์เรื่องสิทธิและความเป็นธรรมจึงยังอาจทำร้ายคนอื่นทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวได้ และทำไมองค์กรที่พูดเรื่องความเท่าเทียมจึงยังอาจมีคนบางคนที่ไม่รู้สึกปลอดภัยอยู่ข้างใน”
ผศ.อดิศร จันทรสุข
พร้อมทิ้งท้ายว่า หากเรื่องเหล่านี้ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก คำถามอาจไม่ใช่แค่ใครผิด ใครควรถูกลงโทษ หรือใครควรออกมาแสดงจุดยืน แต่จะทำอย่างไรให้คนที่ถูกกระทำปลอดภัยขึ้น และผู้กระทำต้องรับผิดจริง ๆ
“บางทีสิ่งที่ยากกว่านั้น คือ การอยู่กับความเจ็บปวดโดยไม่ทำให้มันกลายเป็นอาวุธ อยู่กับความโกรธโดยไม่ปล่อยให้มันพาเราไปไกลกว่าความเป็นธรรม และอยู่กับความไม่แน่ใจบางอย่างให้นานพอที่จะยังมองเห็นความเป็นมนุษย์ของคนที่อยู่ในเรื่องนั้นทั้งหมด”
ผศ.อดิศร จันทรสุข ทิ้งท้าย

