สนามเลือกตั้งเมืองหลวง การเมืองของคนดี(ย์) หรือ ระบบที่ดี แบบไหน ? ยังขายดีสำหรับคนกรุง

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตลอดช่วงของการหาเสียงที่ผ่านมาไม่ใช่แค่บรรยากาศการประชันนโยบาย การลงพื้นที่ของสมัครแต่ละคนไปพบกับคนกรุงในหลายพื้นที่ รวมไปถึงการใช้ช่องทางต่าง ๆ สื่อสารความเป็นตัวเอง แต่เรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน คือ ภาพของการวิพากษ์วิจารณ์ไปที่ตัวบุคคล และความเชื่อทางการเมืองของผู้สมัครเช่นกัน

ประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อถกเถียงอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ คือ กรณีการแต่งตั้ง ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานที่ปรึกษาทีมผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชน ไปจนถึงการกล่าวถึง “ระบบอากง” ที่ถูกใช้เป็นวาทกรรมตั้งคำถามต่อการบริหารงานในยุคของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ข้อครหาเหล่านี้อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบายการพัฒนาเมืองโดยตรง แต่ก็อาจมีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเมืองหลวงไม่มากก็น้อย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ อาจกำลังเคลื่อนตัวจากการแข่งขันเชิงนโยบาย ไปสู่การแข่งขันเชิงคุณค่าทางการเมือง ว่าใคร “เหมาะสม” หรือ “เป็นคนดี” มากกว่ากัน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง แต่วาทกรรม “คนดี” ที่เคยมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยในหลายห้วงเวลา กำลังหวนกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ อีกครั้งหรือไม่ ? และท้ายที่สุด คนกรุงเทพฯ จะเลือก ผู้ว่าฯ จากนโยบายที่ตอบโจทย์เมือง หรือจากภาพลักษณ์และความเชื่อที่มีต่อตัวบุคคลมากกว่ากัน

การเมืองของคนดี ที่ไม่ใช่เรื่องใหม่

วาทกรรมคนดีในการเมืองไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นวัฒนธรรมการเมืองที่ถูกใช้มาหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะการเมืองในหมู่คนกรุงเทพฯ ที่เริ่มมีการใช้วาทกรรมคนดีอย่างเด่นชัดหลังการรัฐประหาร ปี 2549 เป็นต้นมา โดยวาทกรรมการเมืองของคนดี คือ อุดมการณ์ทางการเมืองเชิงศีลธรรมที่วางรากฐานอยู่บนคติความเชื่อเรื่องบุญญาบารมี และมองว่าผู้ปกครองควรเป็นคนดีมีศีลธรรม มากกว่าจะยึดโยงกับฉันทามติของเสียงส่วนใหญ่เพียงอย่างเดียว

อีกทั้งวาทกรรมชุดนี้ยังเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของคนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะชนชั้นกลางค่อนบนที่มองว่าตนเองเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรู้ความเข้าใจเรื่องระบอบประชาธิปไตยมากกว่าคนจนหรือคนชนบท ซึ่งกลุ่มคนเมืองหล่านี้ก็มักจะมีแนวโน้มสนับสนุนระบบที่เน้นตัวบุคคลที่มีคุณงามความดีอยู่เสมอ

ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในครั้งนี้ เข้าข่ายการเมืองเรื่องของคนดีหรือไม่ ?

ก่อนนห้านี้ไม่นาน คริส โปตระนันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ออกมาเปิดโปงการทุจริตในสมัยของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ที่เรียกว่า ระบบอากง ซึ่งเหมือนเป็น รัฐบาลเงา ที่แผ่ขยายเครือข่ายผลประโยชน์ไปทั่วทุกกลไกการทำงานของกรุงเทพฯ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ได้แตกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็มองว่าเรื่องทุจริตในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้นมีอยู่จริง และเป็นเรื่องที่ดีที่มีคนออกมาเปิดเผยประเด็นนี้ขณะที่อีกฝ่ายก็มองว่าการออกมาพูดเรื่องทุจริตในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง คือ เกมการเมืองที่พยายามจะโจมตี ชัชชาติ ซึ่งนับเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ คนสำคัญในศึกการเลือกตั้งครั้งนี้

จึงนำมาสู่คำถามว่าบรรยากาศการหาเสียงในลักษณะนี้ ถือว่าเป็นการใช้วาทกรรมการเมืองของคนดีเข้ามาใช้เป็นเกมการเมืองหรือไม่ ? ประเด็นนี้ รศ.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงมุมมองกับ The Active ว่า การเลือกตั้งในปัจจุบันทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับส่วนกลาง ได้พ้นจากเรื่องการเมืองของคนดีไปแล้ว

เพราะการเมืองของคนดีในทัศนะของ รศ.ประจักษ์ คือ การอธิบายบริบทการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส. ที่ใช้วาทกรรมชุดนี้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการล้มการเลือกตั้ง และสนับสนุนการแต่งตั้งตัวบุคคลเพื่อให้ได้มาซึ่งคนดีในการบริหารประเทศ แต่ในปัจจุบันไม่มีใครเรียกร้องในลักษณะนี้อีกแล้ว

รศ.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“การออกมาเรียกร้องเรื่องทุจริตคอร์รัปชันในการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ชอบธรรม เนื่องจากการเมืองไม่ควรมีเรื่องทุจริต ถือเป็นสิ่งพื้นฐานที่สังคมควรมีฉันทามิติร่วมกัน และการทุจริตเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ภายใต้กระบวนการประชาธิปไตย”

รศ.ประจักษ์ ก้องกีรติ

ในขณะที่ สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็มองว่า ปรากฏการณ์หาเสียงในลักษณะนี้เป็น กลยุทธ์การหาเสียงแบบสาดโคลน (Negative Campaign) โดยหากเอาคำว่า คนดี เป็นตัวตั้ง ก็สามารถแข่งกันเป็นคนดีได้ สิ่งนี้เรียกว่า กลยุทธ์การหาเสียงแบบเชิงบวก (Positive Campaign) แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นแบบนั้น 

นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญกว่าการถกเถียงว่าการหาเสียงในลักษณะนี้เป็นการใช้วาทกรรมการเมืองของคนดีหรือไม่ ? คือการมองให้ลึกลงไปว่าการเลือกตั้งในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นอะไร ? ประเด็นนี้ สติธร สะท้อนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้หลายคนมองว่าชัชชาติไม่มีคู่แข่งเรื่องนโยบายที่ดีพอ แม้จะมีนโยบายของพรรคประชาชนที่พอจะสูสีได้ แต่ถ้าเทียบกับชัชชาติที่เคยทำงานมาแล้ว 4 ปี ก็ถือว่ายังสู้ได้ยาก

“การหยิบเอาเรื่องการทุจริตขึ้นมาพูดนั้นกลายเป็นประเด็นที่แข็งแรงมากพอที่จะทำให้สื่อมวลชนสนใจ นำไปขยายผลต่อ และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ตัวเต็งอย่างชัชชาติได้”

สติธร ธนานิธิโชติ

การเมืองเรื่องของคนดี(ย์) อาจขายไม่ดีในคนกรุงเทพฯ อีกต่อไป

ถึงแม้การใช้วาทกรรมการเมืองของคนดีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จะยังคงส่งผลต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน ทว่าในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้ การเป็นผู้สมัครที่เป็นแค่ คนดี อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการคนกรุงเทพฯ อีกต่อไป

รศ.ประจักษ์ มองว่า คนกรุงเทพฯ ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเลือกผู้นำอย่างรอบด้านมากขึ้น มีการพิจารณาที่นโยบายและผลงานของผู้สมัคร ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่อายุน้อยมีจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้การเลือกผู้สมัครตามกระแสแบบวูบวาบลดลง รวมถึงการใช้การเมืองแบบคนดีก็ไม่เป็นที่นิยมเหมือนในช่วง 10 ปีก่อนหน้า

“ในเมื่อเกมการเมืองเช่นนี้ดูจะขายไม่ดีสำหรับคนกรุงเทพฯ อีกต่อไป แล้วเหตุใดกลยุทธ์การหาเสียงแบบ Negative Campaign จึงเกิดเป็นกระแสอย่างมากในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้”

รศ.ประจักษ์ ก้องกีรติ

สติธร สะท้อนมุมมองถึงเหตุผลที่ Negative Campaign ดูเหมือนจะขายได้ดีในสนามการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะคือจุดอ่อนของชัชชาติในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากประเด็นหลักที่ชัชชาติทำไม่ได้ มี 2 เรื่องด้วยกัน คือ โครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) และ การจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน แต่การนำเรื่องโครงการขนาดใหญ่มาแข่งขันกันในการหาเสียงก็เหมือนเป็นการขายฝัน เนื่องจากผู้ว่าฯ กทม. ไม่ได้มีอำนาจมากพอที่จะทำโครงการขนาดใหญ่ ทำให้บรรดาผู้สมัครต่าง ๆ ที่ไม่มีจุดแข็งเชิงนโยบายหันมาใช้ประเด็นเรื่องการทุจริตมาสู้ เพราะเป็นประเด็นที่แม้แต่ชัชชาติเองก็ยอมรับว่าตนเองยังทำได้ไม่ดีพอ ทำให้ผู้สมัครอื่น ๆ มองว่าพวกเขาสู้ชัชชาติได้ในประเด็นนี้

อีกทั้ง การใช้กลยุทธ์การหาเสียงแบบการเมืองของคนดีนั้นตรงจริตกับคนกรุงเทพฯ กลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มคนที่เลือกคนดี ซึ่งเป็นมรดกจากการชุมนุมในช่วงปี 2557 ที่มีการแบ่งฝั่งชัดเจน จนสมาทานการเมืองคนดีของคนเสื้อเหลือง และคนเสื้อแดงที่สมาทานการเมืองเลือกตั้ง ดังนั้นกลุ่มคนที่อยากเลือกคนดี ก็มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกทั้งชัชชาติและชัยวัฒน์จากพรรคประชาชน ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ต้องมองหาผู้สมัครอื่น ๆ ที่พอหวังได้ว่าจะเป็นคนดีเพื่อไปเปิดโปงความชั่วร้ายของผู้สมัครอีกกลุ่มหนึ่ง

“การหาเสียงแบบนี้มันก็เป็นการประเมินของบรรดาผู้สมัคร แต่สำหรับผม ผมมองว่าเขาประเมินผิด”

 สติธร ธนานิธิโชติ

สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม การหาเสียงในลักษณะนี้ก็เพียงแค่ดูเหมือนจะขายได้ดีเท่านั้น ซึ่งทั้ง สติธร และ รศ.ประจักษ์ ต่างก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า คนกรุงเทพฯ ในปัจจุบันไม่ได้เลือกคนดีในมุมมองที่สุจริต บริสุทธิ์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องเป็นคนที่มีความสามารถ มีศักยภาพในการทำงานเช่นกัน

ดังนั้นการหาเสียงที่จะเน้นขายตัวเองหรือโจมตีผู้อื่นด้วยประเด็นเรื่องความสุจริตเพียงอย่างเดียว อาจไม่ประสบความสำเร็จอีกต่อไป หากผู้สมัครไม่มีความสามารถ ประสบการณ์ หรือนโยบายที่มีศักยภาพมากพอ อีกทั้งการคาดหวังฐานเสียงจากกลุ่มคนที่สมาทานการเมืองคนดี ก็ไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะชนะได้ ทำให้ในทัศนะของ สติธร เห็นว่า กลยุทธ์การหาเสียงเช่นนี้อาจเป็นการวางหมากที่ผิดพลาด

“การเป็นคนดีที่ไม่มีศักยภาพก็ไม่สามารถชนะใจคนกรุงเทพฯ ในศึกการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้ได้ ถึงแม้จะได้ผู้สมัครที่เป็นคนดีเพื่อเข้าไปปราบการทุจริต แต่น้ำยังคงท่วมขัง รถยังคงติด ขยะยังคงเกลื่อนเมือง คนกรุงเทพฯ ก็ไม่เลือกเช่นกัน”

สติธร ธนานิธิโชติ

เราอาจไม่ได้กำลังหาคนดี แต่เราต้องการ “ระบบที่ดี”

การตามหาคนดีหรือความดีอันสมบูรณ์แบบนั้นอาจจะหาสูตรสำเร็จได้ยากยิ่งเหมือนกับการให้เลือกระหว่างการสับรางรถไฟทับคน 1 คน หรือปล่อยให้รถไฟทับคน 5 คน (trolley dilemma) ผู้เขียนจึงตั้งสมมติฐานไว้ว่า เราควรมุ่งพิจารณาไปที่การสร้าง ‘ระบบที่ดี’ หรือไม่ ? เพื่อให้ระบบนี้นำไปสู่การสร้างคนดีในระบบการบริหารบ้านเมืองต่อไป

สติธร เห็นด้วยกับการแก้ไขเชิงระบบโดยเฉพาะการแก้ไขเชิงกฎหมาย อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งแรกที่ทำได้ ดังนั้นควรหันมาให้ความสำคัญกับระบบที่มีอยู่ ซึ่งก็คือ ระบบสภากรุงเทพฯ ที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ และมีอำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของ ผู้ว่าฯ กทม. แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ส.ก. ในอดีตอาจไม่ได้ตรวจสอบอย่างมีเหตุผลแต่กลายเป็นการรวมกลุ่มเพื่อ ต่อรองผลประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ผู้ว่าฯ เองก็ต้องยอมหลับตาข้างหนึ่ง เพื่อให้การทำงานสามารถดำเนินการต่อไปได้

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกผู้ว่าฯ กทม. แต่การเลือก ส.ก. ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นจึงต้องเลือก ส.ก. ที่หวังพึ่งได้ว่าจะตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจตามหลักการมากกว่าผลประโยชน์ แต่ในทางปฏิบัติก็อาจไม่เป็นตามหวังเสมอไป เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายประการ เช่น ประชาชนบางคนเลือก ส.ก. ที่ทำงานกับผู้ว่าฯ ได้ เพื่อให้เกิดนโยบายออกมา ถึงแม้การตรวจสอบจะต่ำก็ไม่ใช่ประเด็น

ในขณะเดียวกัน ประชาชนบางกลุ่มก็อาจเลือก ส.ก. ที่ตรวจสอบเข้มงวด เพื่อหวังทำลายระบอบอากง แต่การออกนโยบายต่าง ๆ ก็เป็นไปได้ยาก ดังนั้นจึงต้องหวังพึ่งการเลือก ส.ก. ที่ปฏิบัติตามหลักการอย่างเป็นกลาง ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่คาดหวังได้ยากก็ตาม

จึงนำมาสู่การแก้ไขปัญหาในขั้นถัดไป คือประเด็นของ โครงสร้างทางอำนาจ ของกรุงเทพฯ ซึ่ง สติธร มองว่าในการบริหารงานของกรุงเทพฯ ประกอบไปด้วยทีมผู้ว่าฯ ส.ก. และข้าราชการประจำ ซึ่งต้องเพิ่มกฎหมายบางประการที่ทำให้ฝ่ายข้าราชการประจำไม่สามารถใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายในการทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงก็ไม่ได้ให้อำนาจที่มากเกินไปในฝ่ายการเมืองที่จะสามารถแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำได้ทุกอย่างเช่นกัน

“ต่อให้เราจะได้ผู้ว่าฯ ที่เก่งกว่าชัชชาติกว่านี้อีก 10 เท่า ก็แก้ไขปัญหาพวกนี้ไม่ได้ ถ้าโครงสร้างการทำงานมันไม่เอื้อ”

รศ.ประจักษ์ ก้องกีรติ

ส่วน รศ.ประจักษ์ ก็มองว่า การแก้ไขปัญหาทุจริตในการบริหารงานของกรุงเทพฯ นั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากโครงสร้างอำนาจของผู้ว่าฯ กทม. มีอยู่อย่างจำกัด บวกกับข้าราชการประจำที่มีอำนาจมากเกินไป อีกทั้งผู้ว่าฯ เองก็ยังขาดเจตจำนงที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ทำให้ปัญหานี้ยังคงไม่หายไปจากการบริหารงานของกรุงเทพฯ

ข้อถกเถียงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ จะมุ่งเน้นไปที่พรรคหรือตัวบุคคล อาจจะแคบเกินไป การที่ผู้ว่าฯ กทม. ปราบโกงไม่ได้เนื่องจากอำนาจที่มีไม่เพียงพอ ก็สะท้อนปัญหาในระดับประเทศเช่นกันที่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่ากรุงเทพฯ เป็นจังหวัดเดียวที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทำให้เห็นข้อจำกัดเรื่องการกระจายอำนาจในการเมืองไทย 

ดังนั้น การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้อาจสะท้อนว่า การเมืองเรื่อง คนดี ไม่ได้มีอิทธิพลเหมือนในอดีตอีกต่อไป เพราะคนกรุงเทพฯ ไม่ได้มองหาเพียงความสุจริต แต่ต้องการผู้บริหารที่มีผลงาน มีศักยภาพ และสามารถแก้ปัญหาเมืองได้จริง ขณะเดียวกัน การถกเถียงเรื่องการทุจริตหรือการโจมตีทางการเมือง ก็ไม่ควรบดบังการหาเสียงเชิงนโยบายของผู้สมัครต่าง ๆ และปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นรากฐานของปัญหาในกรุงเทพฯ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากโครงสร้างยังไม่เอื้อ การทุจริตยังตรวจสอบไม่ได้ และปัญหาในเมืองยังไม่ได้รับการแก้ไข คนกรุงเทพฯ ก็อาจไม่ได้ประโยชน์อะไรจากชัยชนะของคนดีคนนั้น

Author

Alternative Text
AUTHOR

สิริอักษร มะธิปะโน

นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย