“พระนคร” อยู่กันยังไง ? ความเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ชั้นใน สิทธิคน(เคลื่อน)เมือง ที่ต้องไม่ลืม

เขตพระนคร หนึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ที่ภาพจำของใคร ๆ อาจนึกถึงย่านเมืองเก่าเต็มไปด้วยเสน่ห์ของวัดวาอารามเก่าแก่อายุนับร้อยปี เรียงรายไปกับคาเฟ่ดีไซน์เก๋ หรือ ร้านอาหารดั้งเดิมที่ส่งต่อรสชาติจากรุ่นสู่รุ่น รวมไปถึงตรอกซอกซอยที่ชวนให้นักท่องเที่ยวเดินสำรวจตลอดทั้งวัน

แต่ภายใต้ภาพจำของย่านเก่าแห่งนี้ ยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ใช้ชีวิตอยู่บนพื้นที่นี้ทุกวัน ทั้งคนในชุมชนดั้งเดิม พ่อค้าแม่ขาย ลูกจ้างรายวัน หรือแรงงานต่างจังหวัดที่เข้ามาปักหลักใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ คือ เบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ความเป็นย่านยังคงทำงานและมีชีวิตอยู่ต่อไป

จึงนำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า ผู้คนที่อาศัยและใช้ชีวิตอยู่บนพื้นที่เหล่านี้ มีสิทธิ์ในการร่วมออกแบบอนาคตของเมืองมากน้อยแค่ไหน ? โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ที่คนจำนวนไม่น้อยไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ผู้ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองที่พวกเขาเหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่

ด้วยคำถามนี้ The Active จึงชวนสำรวจ ย่านพระนคร ในฐานะย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ที่ซ่อนเรื่องราวและวิถีชีวิตของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงเอาไว้ เพื่อทำความเข้าใจว่าภายใต้ย่านท่องเที่ยวที่ทุกคนมองเห็น คนพระนครเขา อยู่กันยังไง ? และพวกเขามีสิทธิ์กำหนด และออกแบบเมืองที่อยากเห็นมากน้อยแค่ไหน ?

ชีวิต(ไร้)ผู้คน ภายใต้อิทธิพลของการพัฒนาเมือง

เพื่อจะทำความเข้าใจย่านพระนครให้มากขึ้น เราเลยชวน พราว-ชญตา ศรีพาณิชย์ อินฟลูเอนเซอร์ ที่รู้จักในชื่อ tuayp(ตวยพี) มาเดินสำรวจย่านและความเป็นของพระนครในวันนี้

พราว-ชญตา ศรีพาณิชย์ (ซ้าย)

ถึงแม้ว่าปัจจุบันพราวจะอยู่อาศัยในพื้นที่ฝั่งธนบุรีเป็นหลัก แต่ช่วงชีวิตวัยเด็กของพราวก็เติบโตอยู่ในบริเวณวงเวียน 22 กรกฎาคม ก่อนจะเข้ามาเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เรียกได้ว่าเกือบครึ่งชีวิตของพราว อาศัยอยู่ในเขตพระนคร ทำให้ย่านนี้ คือ ย่านที่พราวคุ้นเคยเป็นอย่างดี

พราว พาเราไปยังจุดเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนี้ ซึ่งก็คือ คลองโอ่งอ่าง คลองเก่าแก่กว่า 240 ปี ที่ถูกขุดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 มีระยะทางประมาณ 750 เมตร และทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งเขตการปกครองระหว่าง เขตพระนคร และ เขตสัมพันธวงศ์ อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางย่านเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น สำเพ็ง พาหุรัด และสะพานเหล็ก

คลองโอ่งอ่างได้รับการพัฒนาครั้งสำคัญในช่วงปี 2561-2562 โดยกรุงเทพฯ ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 238 ล้านบาท ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณคลองโอ่งอ่างใหม่ จนในปี 2564 คลองโอ่งอ่างได้ก้าวขึ้นมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ บวกกับการสนับสนุนจากภาครัฐในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดนัด สตรีทอาร์ท หรือการพายเรือคายัคฟรี ยิ่งทำให้คลองโอ่งอ่างมีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยสีสันและผู้คน

แต่จุดพลิกผันของคลองโอ่งอ่างที่เรียกได้ว่าล้มแล้วไม่ลุก เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในช่วงปี 2564 เป็นต้นมา ทำให้กิจกรรมต่าง ๆ ที่คลองโอ่งอ่างต้องหยุดชะงักลง และทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มห่างหายออกจากพื้นที่นี้ไปในที่สุด

ความเงียบเหงาของย่านในฐานะมรดกของสถานการณ์โควิด-19 ยังคงปรากฏชัดจนถึงปัจจุบัน เพราะในขณะที่เราเดินเลียบคลองโอ่งอ่างอยู่นั้น แทบไม่มีผู้คนเดินอยู่ในบริเวณนี้เลย มีเพียงแค่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไม่กี่คนที่ถ่ายรูปคู่กับคาเฟ่ชิค ๆ ไม่กี่แห่งริมคลอง

“ย่านที่มีคนเดินมันสำคัญมากนะ มันมีความพลุกพล่านที่ส่งผลไปยังเรื่องความปลอดภัยของเมืองอีกด้วย”

พราว-ชญตา ศรีพาณิชย์

พราวยังได้ชวนเราตั้งคำถามต่อ คาเฟ่ ในย่านเมืองเก่าที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าคาเฟ่เหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนให้คนเดินเที่ยวในย่าน เพราะนักท่องเที่ยวส่วนมากเลือกที่จะเดินทางมายังคาเฟ่เหล่านี้อย่างเฉพาะเจาะจง อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการเข้าคาเฟ่นั้นก็มีราคาค่อนข้างสูงทำให้การมาคาเฟ่ไม่ใช่กิจกรรมที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ บวกกับขาดแรงสนับนุนจากภาครัฐในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่คลองโอ่งอ่าง ก็ยิ่งทำให้พื้นที่นี้เงียบเหงายิ่งขึ้น 

มากไปกว่าเรื่องของการท่องเที่ยว การที่ผู้คนขาดหายไปจากพื้นที่ ก็เหมือนนำความปลอดภัยของย่านออกไปด้วย เนื่องจากเมืองที่สนับสนุนให้ผู้คนเกิดการปฏิสัมพันธ์กันในสังคม จะทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยในการอยู่อาศัยผ่านความสัมพันธ์ของผู้คนในเมืองที่คอยเป็นหูเป็นตาให้กัน ซึ่งเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ กำลังประสบกับการพัฒนาเมืองที่ลดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนลงไปอย่างมาก ทั้งการเป็นเมืองแนวตั้ง หรือการไล่รื้อชุมชน เป็นต้น

ดังนั้น คลองโอ่งอ่างที่ร้างผู้คนในวันนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ คน ต่อพื้นที่เมือง ในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการสร้างความหมายต่อพื้นที่นั้น ๆ เพราะหากเมืองขาดผู้คนที่คอยหลอมรวมประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และวิถีชีวิตเข้าไปกับพื้นที่ เมืองก็จะกลายเป็นเพียงแค่พื้นที่เงียบเหงาที่ไร้ซึ่งชีวิต สิ่งนี้จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ต่อการพัฒนากรุงเทพฯ ในอนาคตว่าจะสร้างสรรค์ความเป็นเมืองอย่างไรโดยไม่ทิ้งผู้คนไว้ข้างหลัง

พื้นที่สาธารณะ สิทธิขั้นพื้นฐานของคนเมือง

เมื่อออกเดินทางจากคลองโอ่งอ่าง เดินเลียบถนนมหาไชยมาเรื่อย ๆ จะพบกับ สวนรมณีนาถ สวนสาธารณะระดับชุมชนไม่กี่แห่งในเขตพระนคร ที่ผู้คนในระแวกต่างมาเล่นกีฬาและออกกำลังกายในสวนนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสวนนี้มีประวัติที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากก่อนที่จะกลายเป็นสวนสาธารณะ สถานที่แห่งนี้เคยเป็น เรือนจำเก่าแก่ ที่ก่อตั้งตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนจะย้ายนักโทษจากเรือนจำแห่งนี้ไปไว้ที่เรือนจำกลางคลองเปรมในปี 2534 และได้ปรับปรุงให้กลายเป็นสวนสาธารณะอย่างเป็นทางการในปี 2542

“สวนสาธารณะกลายเป็นพื้นที่กิจกรรมแห่งใหม่ของคนเมือง เพราะคนกรุงเทพฯ จะไปทำกิจกรรมที่ไหน ถ้ากิจกรรมในเมืองมีแต่อะไรแพง ๆ ”

พราว-ชญตา ศรีพาณิชย์

สวนสาธารณะ ยังถือเป็นพื้นที่สำคัญของเมืองในฐานะพื้นที่ที่ผู้คนใช้ในการสร้างความสมบูรณ์ให้กับตนเองทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวซึ่งช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองได้ และสิ่งสำคัญที่สุดที่สวนสาธารณะสามารถมอบให้เมืองได้ คือ พื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียเงิน

ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะทางสังคมแบบใด ก็สามารถเข้ามาใช้พื้นที่ดังกล่าวได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งจะนำไปสู่การเชื่อมโยงผู้คนในพื้นที่และสร้างบรรยากาศของเมืองให้กลายเป็นชุมชนที่ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเข้มแข็ง

นอกจากนี้ พื้นที่สาธารณะไม่ได้จำกัดอยู่ในกรอบของคำว่า สวน เพียงเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่อนุญาตให้ผู้คนเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างอิสระ เช่นเดียวกับสถานที่ถัดไปในเส้นทางการสำรวจของเราซึ่งก็คือ ลานคนเมือง 

ลานคนเมือง คือ ลานกว้างขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ซึ่งในอดีตได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก ที่นิยมการสร้างศาลาว่าการ (City Hall) คู่กับลานเมือง (Plaza) เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ แต่ในช่วงปี 2556 ลานคนเมืองมีการล้อมรั้ว เนื่องจากประสบปัญหาคนเร่ร่อน ผู้ค้าบริการทางเพศ และต้องการทำให้พื้นที่ราชการมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น จึงทำให้ลานคนเมืองไม่ได้เป็นพื้นที่ของคนเมืองอีกต่อไป

แต่ในสมัยของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้นำเสนอนโยบาย เปลี่ยนศาลาว่าการและลานคนเมือง สู่พิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพฯ และพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อให้ลานคนเมืองกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ และกลับมาเป็นพื้นที่สาธารณะให้กับผู้คน โดยยกรั้วกั้นออก เปิดชั้นใต้ดินให้เป็นที่จอดรถ และมีการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์บริเวณดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ทั้งสวนรมณีนาถและลานคนเมือง สะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่ที่เคยถูกจำกัดการเข้าถึงก็สามารถปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะของผู้คนได้ ทำให้การเพิ่มพื้นที่สาธารณะในเมืองจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการหาพื้นที่ผืนใหม่อย่างสิ้นเชิง แต่ควรย้อนกลับมาดูพื้นที่ที่มีอยู่ในวันนี้ว่าสามารถเปิดให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้มากกว่านี้หรือไม่

ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ราชการ พื้นที่ใต้ทางด่วน หรือพื้นที่รกร้างในเมือง หากพื้นที่เหล่านี้ได้รับการออกแบบใหม่ ก็อาจกลายเป็นเหมือนลานคนเมืองแห่งถัดไปของกรุงเทพฯ ก็เป็นได้

เวลาเปลี่ยน ย่านเปลี่ยน คนเปลี่ยน

เดินถัดออกมาจากลานคนเมืองไปยังถนนบำรุงมืองไม่นาน พราวก็พาเราเดินเข้าตรอกแคบ ๆ ตรอกหนึ่งที่ดูเหมือนชุมชนทั่วไป แต่สิ่งซุกซ่อนไว้ภายใต้ทางเดินแคบ ๆ นี้คืออาคารไม้สไตล์ตะวันตกอายุนับร้อยปีที่มีชื่อว่า วังกรมพระสมมตอมรพันธุ์ ซึ่งวังนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 และเป็นอาคารเดียวในกลุ่มวังริมประตูสำราญราษฎร์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

ลุงบัว สมาชิกชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธุ์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนในชุมชนว่า ในอดีต บ้านพักในซอยนี้เป็นบ้านพักของข้าราชการตำรวจ สน. สำราญราษฎร์ทั้งหมด ก่อนที่บ้านพักเหล่านี้จะเปลี่ยนมือไปยังผู้เช่ารายใหม่ที่ต้องการเช่าพื้นที่เพื่อทำธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจเครื่องสังฆภัณฑ์ และรูปหล่อพระพุทธรูปที่กลายเป็นธุรกิจสำคัญที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนถนนบำรุงเมืองในปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในพื้นที่พื้นที่หนึ่งสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาทั้งในแง่ผู้คน วิถีชีวิต หรือเศรษฐกิจของย่าน

พี่เคน – สิทธิพันธ์ ปลื้มธีระธรรม เจ้าของ ร้านโชห่วย well shop

เลี้ยวขวาออกมาจากชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธุ์ไม่กี่สิบเมตร เราก็ได้พูดคุยกับ พี่เคน – สิทธิพันธ์ ปลื้มธีระธรรม เจ้าของ ร้านโชห่วย well shop ร้านโชห่วยขวัญใจประจำชุมชน ที่สังเกตได้จากลูกค้าที่เข้ามาไม่ขาดสายระหว่างการพูดคุย

สิทธิพันธ์ เล่าว่าครอบครัวของตนเองอาศัยอยู่ในย่านพระนครมาตั้งแต่สมัยอากง และทำธุรกิจร้านขายยามาเรื่อย ๆ ก่อนจะเปิดเป็นร้านโชห่วยในปี 2541 มาจนถึงปัจจุบัน จึงเรียกได้ว่าสิทธิพันธ์เป็นคนสามยอดมาตั้งแต่กำเนิด และเป็นผู้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของย่านอยู่เสมอ

สิทธิพันธุ์ ยังมองว่า คนในย่านนี้ส่วนใหญ่เป็นคนดั้งเดิมในชุมชน และอยู่อาศัยกันแบบเรียบง่าย ไม่หวือหวา อาจเป็นเพราะย่านนี้ไม่ใช่ศูนย์กลางทางธุรกิจของเมืองอย่างย่านสีลม หรือสุขุมวิท จึงทำให้ธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของย่านนี้จึงเป็นผู้ประกอบการรายเล็กอย่างสิทธิพันธ์มากกว่า

เขายังเห็นว่า ย่านที่อาศัยอยู่มีการพัฒนาไปในแนวทางที่ดีขึ้น ทั้งในแง่การจัดการบริการสาธารณะของกรุงเทพฯ หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นในย่านเมืองเก่าแห่งนี้ นอกจากนี้ สิทธิพันธ์ ยังเสนอมุมมองต่อการเข้ามาของร้านสะดวกซื้อจำนวนมาก โดยยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อธุรกิจโชห่วยแน่นอน เพราะความสำคัญของร้านโชห่วย ไม่ได้มีแค่ปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ร้านโชห่วยยังทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางของชุมชน และเป็นพื้นที่ให้ผู้คนออกมามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน ซึ่งต่างออกไปจากร้านสะดวกซื้อที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่ขาจรที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ถึงแม้ย่านพระนครที่ สิทธิพันธ์ อาศัยอยู่จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ก็ไม่ได้หมายความว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในย่านอื่น ๆ จะไม่ส่งผลกระทบต่อคนในย่านนี้

“พอเวลาเปลี่ยน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป”

สิทธิพันธ์ ปลื้มธีระธรรม

ย่านสะพานเหล็ก และ เวิ้งนาครเขษม คือ สถานที่ที่ สิทธิพันธ์ มีความผูกพันมาตั้งแต่วัยเด็ก ในฐานะเด็กคนหนึ่งที่ชอบไปเล่นเกม ซื้อของ และเที่ยวเล่นอยู่ในบริเวณนั้นเป็นประจำ แต่ในปัจจุบันพื้นที่เหล่านี้ โดยเฉพาะเวิ้งนาครเขษมกำลังถูกปรับปรุงให้กลายเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานขนาดใหญ่ที่สุดในย่านเยาวราช

โดยโครงการนี้ได้รับแรงเสียดทานจากชาวบ้านในชุมชนอย่างมาก แต่ในท้ายที่สุด ชุมชนก็แพ้ประมูลที่ดินให้กับนายทุนและชาวบ้านทุกคนก็ทยอยย้ายออกจากเวิ้งนาครเขษมตั้งแต่ปลายปี 2559 เพื่อให้นายทุนเข้ามาจัดการพื้นที่มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่ง สิทธิพันธ์ รู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ความทรงจำในวัยเด็กของตนกำลังเลือนหายไปภายใต้การพัฒนา

Right to the City : จะอยู่ย่านไหน ๆ ก็มีสิทธิกำหนดเมืองด้วยกัน

เมื่อเมืองพัฒนาและขยายตัวมากขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ได้มีเพียงแค่หน้าตาหรืออัตลักษณ์ของย่านเท่านั้น แต่สิ่งที่หลั่งไหลเข้ามาตามเศรษฐกิจที่ขยายตัวขึ้นก็คือ ผู้คน ทั้งแรงงาน นักศึกษา พ่อค้าแม่ขายที่เข้ามาอาศัยพื้นที่เหล่านี้ในชีวิตประจำวัน และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของย่านไปแล้ว ทว่าพื้นที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลาย กลับมีประชากรกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีทะเบียนบ้านในย่านที่พวกเขาอาศัยอยู่ ซึ่งพวกเขาก็ไม่อาจมีสิทธิ์ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองได้

ตลอดการสำรวจย่านพระนคร สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นร่วมกับแทบทุกพื้นที่ คือการมีอยู่ของ ประชากรแฝง ผู้คนที่เข้ามาทำงาน ใช้ชีวิต และขับเคลื่อนเมืองไปพร้อมกัน แม้คนเหล่านี้จะไม่ได้มีทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ตาม โดยพื้นที่ที่เห็นการกระจุกตัวของกลุ่มประชากรแฝงที่เด่นชัดที่สุด คือ ถนนข้าวสาร ด้วยระยะทางราว 1 กิโลเมตร แต่สองข้างทางกลับเต็มไปด้วยแรงงานภาคบริการ ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทำให้ย่านนี้มีชีวิตชีวาตลอดวัน

ภาพที่เห็นบนถนนข้าวสาร สอดคล้องไปกับข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2568 ซึ่งระบุว่าประเทศไทย มีประชากรแฝงราว 9.25 ล้านคน โดยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีประชากรแฝงมากที่สุดถึง 2.86 ล้านคน เมื่อเทียบกับประชากรกรุงเทพฯ ตามทะเบียนราษฎร์ 5.4 ล้านคน จะเห็นได้ว่าสัดส่วนประชากรทั้งหมดในกรุงเทพฯ ราว 1 ใน 4 เป็นประชากรแฝงที่เข้ามาทำงานและมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง

“ลองจินตนาการว่าพรุ่งนี้ประชากรแฝงในกรุงเทพฯ หายไปทั้งหมด เราว่ากรุงเทพฯ พังได้เลย”

พราว-ชญตา ศรีพาณิชย์

แม้ประชากรแฝงจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจเมือง แต่คนกลุ่มนี้กลับไม่มีสิทธิ์ในการร่วมออกแบบเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในขณะเดียวกัน การบริหารจัดการของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ

การจัดสรรงบประมาณก็ยังคงอ้างอิงข้อมูลประชากรจากทะเบียนราษฎร์เป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริง เมืองนี้อาจต้องรองรับผู้คนราว 8-10 ล้านคน ส่งผลให้บริกรสาธารณะหลายด้านไม่สอดคล้องต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

โดยเฉพาะประชากรแฝงที่เข้ามาเป็นแรงงานในภาคบริการ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองตลอด 24 ชั่วโมง แต่บริการสาธารณะของกรุงเทพฯ กลับไม่ยึดโยงกับชีวิตของคนกลุ่มนี้เสมอไป

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ระบบขนส่งสาธารณะ ภาพจำของรถเมล์ที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนมักถูกผูกไว้กับช่วงเวลาเร่งด่วนอย่างช่วงเช้าและช่วงเย็นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ช่วงหลัง 4 ทุ่มเป็นต้นไป ซึ่งเป็นเวลาเลิกงานของแรงงานภาคค่ำจำนวนมาก ก็เป็นอีกช่วงเวลาที่รถเมล์มีผู้โดยสารหนาแน่นไม่แพ้กัน

อย่างไรก็ตาม รถเมล์หลายสายกลับยุติการให้บริการในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้แรงงานผู้พึ่งพาขนส่งสาธารณะราคาถูกต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเดินทาง และกลายเป็นความไม่มั่นคงในการอาศัยอยู่ในเมือง ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดการที่ละเลยกลุ่มคนบางกลุ่ม จึงนำมาสู่คำถามสำคัญว่า เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานจำนวนมหาศาล กำลังถูกพัฒนาโดยคำนึงถึงคนกลุ่มนี้มากน้อยเพียงใด

ท้ายที่สุดแล้ว ประชากรแฝงไม่ได้มีเพียงในย่านพระนครเท่านั้น แต่กระจายอยู่ทุกเขตพื้นที่ในกรุงเทพฯ ดังนั้น การพัฒนาเมืองไม่อาจยึดโยงอยู่กับประชากรตามทะเบียนราษฎร์อย่างเดียวได้อีกต่อไป เพราะผู้คนจำนวนมากที่เข้ามาทำงาน ใช้ชีวิต และขับเคลื่อนเมืองนี้ต่างก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายต่าง ๆ ในการบริหารเมือง แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็ตาม

ดังนั้นการบริหารกรุงเทพฯ จึงต้องเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้มีบทบาทในการร่วมออกแบบเมือง และให้ความสำคํญกับความต้องการและวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่แห่งนี้สะท้อนความจริงของกรุงเทพฯ มากที่สุด


  • ชมย้อนหลัง : ชีวิตประชากรแฝงในกรุงเทพฯ ชั้นใน | อยู่กันยังไง ? (27 มิ.ย. 2569)

Author

Alternative Text
AUTHOR

สิริอักษร มะธิปะโน

นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย