กรุงเทพฯ ที่เห็น กับเมืองที่เป็นจริง: คุยกันนอกวงโคจรให้ กรุงเทพฯ ไปไกลกว่านี้

“ผู้ว่าฯ แบบใด ที่ใช่ตรงใจคุณ”

คำถามที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนกรุงเทพฯ จินตนาการถึงผู้ว่าฯ กทม. ในฝัน แต่คำตอบไม่ใช่แค่หน้าตาหรือหมายเลขของผู้สมัครคนใด หากเป็นแนวคิด หรือแนวทางการทำงานแบบที่ตอบโจทย์ชีวิตของคนเมือง

เน้นลงพื้นที่
เน้นโครงสร้าง
เน้นวางแผน

หรือว่า เน้นผู้คน ?

สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่ไม่ได้คาดหวังคำตอบโดยทันที แต่การออกมาทำกิจกรรมที่สวนลุมพินี ในช่วง Bangkok Active Festival เทศกาลเลือกตั้งกรุงเทพฯ ได้ค่อย ๆ ชวนตั้งคำถาม ชวนคิด ผ่านบทสนทนากับเพื่อนหรือแม้แต่คนแปลกหน้า ก่อนจะตัดสินใจเลือก ทั้งจุดที่จะติดสติกเกอร์ลงไปบนกระดาน หรือการกากบาทในคูหาเลือกตั้ง วันที่ 28 มิ.ย. นี้

“เหงา” แต่เราไม่รู้ตัว

“กรุงเทพฯ เมืองคนเหงา ที่มีมากกว่าจำนวนเสาไฟฟ้า” วลีประมาณนี้ถูกพูดถึงบ่อยครั้งขึ้นในระยะหลัง ผู้คนพลุกพล่าน การจราจรแออัด ชีวิตมีแต่ความวุ่นวาย แต่ทำไมเราจึงรู้สึกโดดเดี่ยว ?

นอกจากนี้ ความเหงา ยังเป็น 1 ใน 5 สาเหตุหลักของปัญหาสุขภาพจิตคนเมือง ความเหงาและความโดดเดี่ยว ยังปรากฏชัดขึ้นเมื่อสังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

ตัวแทนกลุ่มที่ออกมาเล่าสิ่งที่คนในกลุ่มคุยกัน ได้สะท้อนว่าในฐานะที่เป็นคนต่างจังหวัด ที่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อย่างน้อยเดือนละครั้ง สะท้อนสิ่งที่เธอพบความแตกต่างกันระหว่างสังคมเมืองและชนบท ว่านอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติที่หาได้ยากในเมืองใหญ่ การสบตา มองหน้า และยิ้มให้กัน กลับยิ่งหาได้ยากกว่า เมื่อต่างคนต่างต้องทำงาน ดิ้นรน และใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบ เวลาว่างที่พอจะมี ก็ก้มหน้าให้กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หากจะดูว่าคุณภาพชีวิตของคนเมืองดีจริงหรือไม่ นี่อาจเป็นตัวชี้วัดการพัฒนาหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าไปทิศทางไหน และอาจเป็นสิ่งที่ทำให้คนเมือง “เหงา” โดยไม่รู้ตัว

คนยุคมิลเลนเนียม หรือ เจเนอเรชันวาย อีกหนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรม Coffee Truck Coffee Talk บอกว่า เพราะเกิด เติบโต และใช้ชีวิตมากว่า 40 ปี ในย่านลุมพินี-ปทุมวัน มีเพื่อนบ้านที่เติบโตมาด้วยกัน ไปไหนก็ไปด้วย เมื่อเดินออกจากบ้านก็พบกับความสะดวกสบาย ต้องการไปไหนก็ไปได้ และมีแต่จะพัฒนาได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้รู้สึกว่าชีวิตที่อยู่ศูนย์กลางของการพัฒนาตรงนี้เปรียบเหมือน “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” เธอจึงถ่ายทอดออกมาเป็นภาพที่บ่งบอกความเป็นกรุงเทพฯ จากมุมมองของเธอ โดยไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและไม่รู้สึกว่าขาดอะไร

ส่วน แมนนี่ คนรุ่นใหม่วัย Gen Z อีกคนที่ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น เป็นชาวนนทบุรีที่ต้องเดินทางเข้ามาเรียนหนังสือย่านจตุจักร-ลาดพร้าว ตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น เขาเขียนคำว่า “Hope” ลงบนกระดาษ พร้อมอธิบายว่า มองกรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งความหวัง ผู้คนเข้ามาเรียนหนังสือ มาทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว แสวงหาโอกาสที่ดีกว่าให้กับชีวิตตนเองและครอบครัว นี่จึงเป็นภาพสะท้อนว่าในเมืองหลวงไม่ได้มีเพียงคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด แต่หมายถึงความหลากหลายของผู้คน ที่เป็นโจทย์ใหญ่ของผู้ว่าฯ กทม. ว่าจะออกแบบและบริหารเมืองอย่างไร ให้รองรับ “ความหวัง” ของผู้คนได้อย่างครอบคลุมคนทุกกลุ่มมากที่สุด

อีกคนที่ร่วมสนทนาในกลุ่มเดียวกัน คือ จิง นักศึกษาปี 2 เดินทางจากภาคใต้มาเรียนในกรุงเทพฯ ได้ 2 ปีแล้ว เมื่อต้องวาดภาพหรือเขียนสิ่งที่บ่งบอกเรื่องของกรุงเทพมหานคร เขาเลือกวาดรูป รถ ราง เรือ เครื่องบิน แต่เป็นมุมมองที่เขาเปรียบเทียบกับบ้านของเขาที่จังหวัดพังงา เพราะกรุงเทพฯ สะดวกสบายกว่าทุกอย่าง มีขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมทั่วถึง จนที่บ้านของเขาเทียบไม่ติด แต่สิ่งที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อแลกกับความสบายนั้น ถ้าไม่จ่ายด้วยเงิน ก็ต้องจ่ายด้วยเวลา ซึ่งความเห็นนี้ หลายคนเห็นด้วย

เมื่อเข้าสู่ช่วงร่วมแลกเปลี่ยนในกลุ่มใหญ่ ความเป็นไปของเมืองที่ถ่ายทอดผ่านชีพจรของคนที่หลากหลาย ทำให้เห็นมุมมองที่มีต่อเมือง มีทั้งเสน่ห์ของการเป็นเมืองท่องเที่ยว อาหารอร่อย เดินทางสะดวก คนกรุงเทพฯ เข้าถึงบริการสาธารณะพื้นฐานได้ดีกว่าเมืองอื่น ๆ โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมมองว่า นี่คือสิ่งที่เป็นต้นทุนที่จะทำให้กรุงเทพฯ ไปไกลได้มากกว่านี้อีก

แต่สิ่งที่ยังเป็นข้อจำกัด อย่างระเบียบวินัย การเคารพกฎของการอยู่ร่วมกัน หรือสำนึกสาธารณะ ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันพัฒนาต่อ ขณะเดียวกัน การจัดระเบียบหรือการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของผู้บริหารเมือง เช่น ทางเท้า สาธารณสุข หรือความสะอาด รวมถึงปัญหาเรื่องอำนาจการบังคับใช้กฎหมาย และผลประโยชน์ทับซ้อนของเจ้าหน้าที่ ก็ยังเป็นกับดักที่ทำให้กรุงเทพฯ เดินหน้าได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็นในหลายมิติ

ออกมาใช้ชีวิต ออกมามองกรุงเทพฯ นอก Echo Chamber

กัญญาณัฐ เดอ ลา เปญา เจ้าหน้าที่โครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย หนึ่งในผู้ร่วมออกแบบกระบวนการ ที่นำเอาเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้ในกิจกรรมดังกล่าว บอกว่า แผนที่สำหรับ “ปักหมุดจุดจึ้งและจุดอึ้ง” และกระดานแผนภูมิ 4 ส่วน (quadrant) “ผู้ว่าฯ แบบใดที่ใช่ตรงใจคุณ” พยายามกระจายกลุ่มเป้าหมาย โดยทำกิจกรรมทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น รวมถึงตั้งไว้ให้คนที่ใช้บริการสวนลุมพินีตอนกลางวันได้ร่วมแสดงความเห็นด้วย

แต่สำหรับการแลกเปลี่ยนความเห็น ไม่ว่าจะผ่านเครื่องดื่มแก้วโปรดด้วยกัน หรือปั่นเป็ดคุยกับคนแปลกหน้า ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การบ่นถึงปัญหาที่ค้างคาใจแก้ไขไม่ได้ของคนเมือง แต่เป็นความพยายามชักชวนคนจากหลากหลายกลุ่ม หลากหลายพื้นที่ ให้ออกนอก echo chamber หรือออกนอกวงโคจรของตัวเอง และลดช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) โดยไม่ต้องพูดถึงผู้ว่าฯ คนไหน แต่พูดว่าผู้ว่าฯ แบบไหน ที่จะตอบโจทย์ชีวิตของคนกรุงมากที่สุด

“การบ่น ไม่ใช่แค่บ่น แต่เป็นการที่เราไปคุยกับคนแปลกหน้า เราไม่ Echo Chamber กันเอง คนจากหลากหลายแบ็กกราวนด์ สามารถมาแลกเปลี่ยนกันได้ คนอาจจะมองว่าทุกอย่างในกรุงเทพฯ ดีไปหมดเลย ก็เพราะว่าเขายังไม่เคยออกจากบีทีเอสสายสีเขียว หรืออะไรแบบนี้หรือเปล่า สิ่งที่ดีมาก ๆ คือ หลายคนมาจากหลายพื้นที่ หลายวัย เด็กสุดคือ 7 ขวบ แล้วพูดเรื่อง ราคาน้ำมัน ซึ่งรู้สึกเซอร์ไพรส์มาก ทำให้ผู้ใหญ่วัย 60 กว่าที่มองว่ากรุงเทพฯ ดีอยู่แล้ว ได้เห็นมุมมองจากคนเจเนอเรชันอื่น หรือบ้านห่างออกไปไกลมาก ๆ ว่าเขาเห็นยังไง โดยไม่ต้องพูดถึงผู้ว่าฯ คนไหน ดังนั้น ไม่ว่าจะพูดอะไร ก็สามารถแลกเปลี่ยนกันได้”

กัญญาณัฐ เดอ ลา เปญา เจ้าหน้าที่โครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย

จากบทสนทนา สู่การตามหาผู้ว่าฯ ในแบบที่ใช่

ขั้นตอนสุดท้ายของกิจกรรม ถูกออกแบบให้ผู้เข้าร่วม เลือกติดสติกเกอร์ลงบนกระดานแผนภูมิ 4 ส่วน (quadrant) ในจุดที่คิดว่าเป็นคาแรกเตอร์ของผู้ว่าฯ ในฝัน กัญญาณัฐ บอกว่า จากการสังเกตพบว่า ส่วนใหญ่จะลังเลเมื่อต้องเลือกแปะไปที่จุดใดจุดหนึ่ง เพราะคิดว่าผู้ว่าฯ ที่ดี น่าจะต้องมีแนวทางการทำงานที่ครอบคลุมทุกมิติ แต่เมื่อต้องเลือก หากดูจากภาพรวมของการจัดกิจกรรมทั้ง 3 วัน จะเห็นว่า ผู้ว่าฯ แบบที่คนกรุงต้องการ คือ สายลุยบุกป่า เน้นการลงพื้นที่ เน้นโครงสร้าง ที่เมื่อพบกับปัญหาแล้วแก้ไขทันที ไวทันใจ ลุยหน้างานจริง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเชิงกายภาพและสาธารณูปโภคเฉพาะหน้า เช่น น้ำท่วม ขยะ ฟุตบาทพัง คุมงานไวได้ผลลัพธ์ทันที

รองลงมา คือ ผู้ว่าฯ สายวางแผนเชิงกลยุทธ์ ที่เน้นการวางแผนและโครงสร้าง ด้วยการรื้อระบบคิดใหม่ วางรากฐานระยะยาว ผังเมืองที่ดีและใช้ได้จริง โดยเฉพาะการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมเพื่ออนาคต 10-20 ปี ทำงานเป็นระบบ แก้ปัญหาที่ต้นตออย่างยั่งยืน แม้ต้องใช้เวลา

พรสวรรค์ ผลิตาภรณ์ A Piece of Peace, Please บอกว่า ที่มาของการออกแบบชาร์ตนี้ คือ การนำข้อมูลไทม์ไลน์การพัฒนาของผู้ว่าฯ กทม. ในรอบ 50 ปีจาก The Active มาสกัดด้วยเครื่องมือแบบ Persona โดยเลือกจากบทบาทของผู้ว่าฯ คนที่ยังร่วมสมัยอยู่ ว่าแต่ละยุคมีโครงการหรือผลงานเด่นเรื่องไหนที่บ่งบอกความเป็นนักบริหารในแต่ละแบบ

เธอมองเห็นเหมือน กัญญาณัฐ ว่าจริง ๆ แล้ว คนกรุงเทพฯ ต้องการผู้ว่าฯ ที่มีโพรไฟล์ครบถ้วน ทำงานได้ทุกแบบ จุดตัดของ Quadrant จึงมีคนเลือกติดสติกเกอร์จำนวนมาก แต่เมื่อคนต้องเลือก โดยเฉพาะกลุ่มที่มาทำกิจกรรมในสวนลุมพินีต้องการ ก็ให้น้ำหนักไปที่ผู้ว่าฯ สายลุยและวางแผนมากที่สุด

เมื่อลองสำรวจว่าทำไมผู้เข้าร่วมจึงให้ความสำคัญกับผู้ว่าฯ สายโอบรับ/สวัสดิการ น้อยที่สุด พรสวรรค์ บอกว่ามีความเป็นไปได้ว่าประชาชนมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐหรือท้องถิ่นต้องทำอยู่แล้ว คำถามก็คือ แล้วที่ผ่านมาได้ทำแล้วจริงหรือไม่ ?

นอกจากกระดานแผนภูมิ 4 ส่วน ยังมีกระดานแผนที่ให้ผู้ร่วมกิจกรรมปักหมุดจุดจึ้งและจุดอึ้ง สิ่งที่พบคือ คนกรุงเทพฯ จำนวนมากไม่รู้ว่าโซนอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปเขาใช้ชีวิตอยู่กันยังไง มีทั้งที่ยังเดินทางลำบากอยู่ หรือไม่รู้ว่าตอนนี้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้จากกิจกรรม คือ คนที่ไม่รู้จักกัน เริ่มชักชวนกันไปเที่ยว ไปเดินในย่านที่ถูกพูดถึง

“เป้าหมายร่วมของกิจกรรม ทั้งปั่นเป็ดและสภากาแฟยามเช้า คือ การคุยกันของคนแปลกหน้าในเมืองใหญ่ เพราะกรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีพื้นที่แบบนี้ แม้จะมีความพยายามอยู่ อย่างคอมมูนิตี้หรือเลกเชอร์บาร์ แต่ยังมีน้อยมาก กิจกรรมนี้จึงพยายามทำให้คนออกมาจากวงโคจรของตัวเอง เพราะปกติจะได้ยินแต่เรื่องเดิม ๆ อยู่ในพื้นที่แบบเดียวกัน ทำงานแบบเดียวกัน”

พรสวรรค์ ผลิตาภรณ์ A Piece of Peace, Please

พรสวรรค์ มองว่า เมืองที่ดีต้องพร้อมให้คนทำความรู้จักกัน ไม่กลัว รู้สึกปลอดภัย และลดกำแพงที่มีต่อกัน เธอเชื่อว่านี่จะเป็นสะพานเชื่อมในก้าวแรก จากการทำหน้าที่แมตช์เมกเกอร์ ด้วยความเชื่อว่าสิ่งนี้จะช่วยลดความขัดแย้งในสังคม ให้คนเข้าใจ รู้จักยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย

ทุกความเห็นถูกส่งต่อ ให้กรุงเทพฯ เดินหน้า เป็นเมืองสิทธิมนุษยชน

เมื่อปี 2568 มูลนิธิฟรีดริช เนามันฯ ได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์ร่วมกับสำนักงานเขตของกรุงเทพมหานคร และ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในการร่วมผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสิทธิมนุษยชน ที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมอบรมและให้ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตของ กทม. เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยการเคารพสิทธิของประชาชน รวมถึงเข้าไปอบรมคุณครูในโรงเรียนเกี่ยวกับสิทธิเด็ก ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก ซึ่งหลังการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่ามีเรื่องอะไรที่ควรทำอย่างเร่งด่วนบ้างสำหรับผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ โดย กัญญาณัฐ บอกว่าข้อมูลจากกิจกรรมนี้จะถูกนำไปใช้ด้วย นี่ทำให้เห็นว่าแม้กรุงเทพฯ เดินมาได้ไกลแล้ว แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจกับคนเมือง รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใน กทม. เองด้วย

เจ้าหน้าที่โครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามันฯ ยังบอกอีกว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นที่สวนลุมพินี ตลอด 2-3 วัน มองเห็นโอกาสของการผลักดันให้กิจกรรมแบบนี้เป็นพื้นที่สำหรับคนเมืองเพื่อให้คนมาคุยกัน เธอมองว่าแม้ กทม. จะพยายามพัฒนาเทคโนโลยีให้คนใช้งานเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ของเมืองได้มากขึ้นแค่ไหน แต่ก็ไม่ใช่ช่องทางสื่อสารทางตรงที่ทำให้คนได้คุยกัน พร้อมยกตัวอย่างทราฟฟี่ฟองดูว์

หากเชื่อมโยงกับเรื่องเมืองสิทธิมนุษยชนที่หลายองค์กรได้ร่วมกันผลักดันอยู่ อย่าง สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ก็ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดของเมืองที่ดี การเกิดพื้นที่แบบนี้จึงยังจำเป็นสำหรับมนุษย์ สิ่งที่ต้องทำต่อ คือหาความเป็นไปได้ในการสร้างพื้นที่แบบนี้ให้มีมากขึ้นในเมืองกรุง


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active