การเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ พื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจ BCG Economy ที่มุ่งสร้างมูลค่าจากชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว อาจกำลังเผชิญกับความท้าทาย ท่ามกลางสถานการณ์ปัญหา กากอุตสาหกรรม ที่ถูกพบลักลอบทิ้ง กำจัดไม่ถูกต้องจำนวนมหาศาล จนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนในหลายพื้นที่
The Active ชวนคุยกับ อาจารย์เขียว-สมนึก จงมีวศิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย EEC Watch เพื่อสะท้อนอีกด้านของการพัฒนาอุตสาหกรรม ด้วยคำถามสำคัญ เมื่อรัฐเดินหน้าขยายอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทำไม ? การควบคุมและจัดการกากอุตสาหกรรมจึงยังเป็นปัญหา ที่แก้ไม่ตกสักที
BCG จัดการไม่ดีอาจกลายเป็น
ต้นเหตุ “กากอุตสาหกรรม” ในสิ่งแวดล้อม
อ.เขียว ชวนทำความรู้จักกับแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG หรือ Bio-Circular-Green Economy ที่ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
- Bio Economy เศรษฐกิจชีวภาพ
- Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน
- Green Economy เศรษฐกิจสีเขียว
ที่รัฐบาลผลักดันโดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ว่า Bio Economy คือ การนำพืชพันธุ์ธัญญาหารมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พลังงาน เช่น ปาล์มที่เป็นพืชพลังงาน อ้อยที่นำไปผลิตเป็นเอทานอล ใช้เป็นเชื้อเพลิง หรือแม้แต่การนำไปทำพลาสติกชีวภาพ ไปจนถึงวัคซีนขั้นสูงและอาหารแห่งอนาคต
Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในตอนนี้ เพราะคำว่า หมุนเวียน คือ Reduce ลดการใช้ ลดการสร้างขยะ, Reuse การเอากลับมาใช้ใหม่ และ Recycle คือการนำกลับมาให้เป็นผลิตภัณฑ์อีกครั้ง ตรงนี้เองที่ต้องผ่านกระบวนการผลิต กระบวนการทางเคมี หรือกระบวนการเชิงกลหลาย ๆ อย่าง
“ไม่ใช่ว่าทุกผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า ขยะ จะสามารถกลับมาเป็นตัวมันเองได้ 100% เพราเมื่อผ่านกระบวนการเหล่านี้ มันย่อมสูญเสียความเป็นตัวมันเอง และจะต้องมีกากของมันออกมา ไม่มีอุตสาหกรรมไหนที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% หมายความว่า ผ่านกระบวนการแล้วทุกอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องหมด ไม่มี”
“แม้กระทั่งการเผาไหม้ก็ยังมีกากที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นนี่แหละ คือปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน เพราะเราพูดเรื่องการหมุนเวียน แต่ในกระบวนการหมุนเวียนนั้นเองก็ยังมีของเสียหรือกากที่เกิดขึ้น”
สมนึก จงมีวศิน
Green Economy หรือ เศรษฐกิจสีเขียว ก็คือการทำเศรษฐกิจที่ต้องคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ดูแลสังคม และมีธรรมาภิบาล หรือที่เรียกว่า ESG (Environmental, Social, Governance)
อ.เขียว ยังชี้ว่า ไม่ว่าจะเป็น Bio Economy หรือ Circular Economy ถ้าทำให้ดี ก็สามารถนำไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้ แต่ถ้าทำไม่ดีก็สามารถสร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคมได้เช่นกัน
ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม
อีสเทิร์นซีบอร์ด คือยุคแรกเริ่ม
สำหรับการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในไทย ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้ว เริ่มตั้งแต่สมัย นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2525–2529 เป็นยุคที่เริ่มมีอุตสาหกรรม ที่ทำให้เกิดกากอุตสาหกรรมขึ้น โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ กากอุตสาหกรรมอันตราย และ กากอุตสาหกรรมไม่อันตราย ซึ่งจะมีกฎหมายกำกับ คือ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2518 แต่ก็ยังพบการลักลอบทิ้ง แต่เนื่องจากจำนวนโรงงานมีไม่มากทำให้ยังไม่เห็นผลกระทบ

อ.เขียว จึงชี้ให้เห็นว่าขณะนั้น โรงงาน ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของอาคารแบบที่เห็น แต่กลับมีการตั้งขึ้นในตึก ในห้องแถวเก่า กระทั้งมีกฎหมาย พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ที่กำหนดให้โรงงานมีที่ตั้งแบบในปัจจุบันที่ต้อห่างไกลชุมชน แต่ปัญหาที่ตามมา คือ กระบวนการในการจัดการกากอุตสาหกรรม ทั้งอันตรายไม่อันตราย โดยต้องมี ใบตามผู้ก่อกำเนิดกาก หรือ Waste Generator ที่เอากากไปส่งให้กับผู้ขนส่ง Waste Transporter ส่งไปที่ ผู้รับกำจัดบำบัดกาก เรียกกันว่า Waste Processor ซึ่งเป็นระบบที่จัดการที่มีขึ้น
โดยยุคที่ อ.เขียว เริ่มมาศึกษาอย่างจริงจัง คือในปี 2553 ได้ศึกษากากอุตสาหกรรมที่รั่วไหลออกจากโรงงานแบบไม่ได้ตั้งใจ กับการรั่วไหลระหว่างการขนส่ง มีการลักลอบทิ้งกลางทาง จากการทำงรายงานการศึกษาช่วงปี 2556-2558 พบว่า ใน 15 จังหวัด ของภาคตะวันออก, ภาคกลาง, ภาคตะวันตก มีเพียง จ.จันทบุรี และ จ.ตราด ที่ไม่พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ส่วนจังหวัดที่เหลือพบทั้งหมด
กระทั้งมาสู่ ยุค EEC หรือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ตาม พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ที่รัฐส่งเสริมการลงทุน Post-Industrial Valuation หรือ ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ที่เน้นมูลค่าจากเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า ดาต้า และนวัตกรรม ทำให้มีโรงงานประเภทนี้จำนวนมาก
และก่อนหน้านั้นก็พบว่า มีคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท ที่ทำให้โรงงานรีไซเคิล 8 ประเภท สามารถตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เดิมผังเมืองไม่อนุญาตได้ ทำให้กิจการเหล่านี้เข้ามาตั้งในพื้นที่จำนวนมาก ประกอบกับ ช่วงปี 2560 รัฐบาลจีนประกาศยกเลิกนำเข้าขยะจากทั่วโลก อุตสาหกรรมประเภทนี้ หลายพันบริษัทเคลื่อนมาอยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และฐานการรีไซเคิล ฐานของเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สุดท้ายแล้วเป็นประเทศไทย เยอะที่สุดใน EEC และนอก EEC อย่าง ปราจีนบุรี สระแก้ว สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ
“จากปี 2559 ถึง ธันวาคม 2567 มีคำสั่ง คสช. ที่ประกาศให้กิจการประเภทนี้ เอาเฉพาะ 101, 105, 106 ไม่นับรวมโรงไฟฟ้าขยะ ทั้งหมดนี้มีมากกว่า 1,600 ใบอนุญาตกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศไทย ในที่ที่ห้ามตั้งแต่สามารถใช้คำสั่ง คสช. ตั้งได้ จนทำให้รัฐบาลสมัยที่แล้วมีความเห็นตรงกัน ให้ออก พ.ร.บ.ยกเลิกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ปัญหา คือ พอยกเลิกไปแล้ว ยังมีคำสั่งค้างท่ออยู่ นั่นหมายความว่าก็ยังสามารถใช้คำสั่ง คสช. นี้เดินต่อไปได้ ส่วนโรงงานที่ขอตั้งไปแล้วก็ให้ดำเนินการต่อไปตามปกติ ไม่ได้ปิด”
สมนึก จงมีวศิน
กฎหมายกำกับ โตตามไม่ทัน โทษน้อย
จากจำนวนโรงงานที่มากขึ้น อ.เขียว ก็เชื่อว่า กฎหมายที่จะมากำกับดูแลกลับตามไม่ทัน แม้ในปี 2562 จะมีความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ให้มีโทษสูงขึ้น มีค่าปรับหลายล้านบาท มีโทษจำคุกหลายปี แต่เมื่อเข้าสู่สภาฯ กลับมีการแก้ไข และทำให้บทลงโทษไม่รุนแรง ทำให้ผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
“มันก็เลยทำให้การกระทำผิดเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าความขลังหรือความศักดิ์สิทธิ์กฎหมายมันน้อยมาก เมื่อเทียบกับกำไรที่เขาจะได้ โดยเฉพาะทุนที่เข้ามาส่วนใหญ่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นทุนจีน ก็คือบริษัทที่จีนเขาไม่ให้อยู่ แล้วก็ย้ายมาก็มาตั้งฐานการผลิต จะบอกว่าอยู่เฉพาะประเทศไทยก็ไม่ใช่ในมาเลเซียเขาก็มี ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เมื่อก่อนก็มีที่สิงคโปร์แต่เขาก็เตะออกไป เพียงแต่ในไทยมีทั้ง EEC มีทั้งคำสั่ง คสช. ก็ช่วยด้วย เขาก็เลยเข้ามาตั้งกันเป็นคอมมูนิตี้เลย”
สมนึก จงมีวศิน

พร้อมตัวอย่าง เส้นทางของกากอุตสาหกรรม ว่า กากของอุตสาหกรรมที่หนึ่ง ไปเป็นวัตถุดิบของอีกที่หนึ่งวนไป จนเหลือกากสุดท้ายที่ควรจะกำจัดฝังกลบให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ หลักที่กรมโรงงานฯ บังคับ
แต่กลับมีการนำกากที่เหลือไปลักลอบทิ้ง โดยมีกระบวนการคือ ซื้อที่หรือเช่าที่ทิ้ง จนถึงทิ้งในพื้นที่สาธารณะ ทำให้ปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำ “เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด สุดท้ายจันทบุรีและตราด ก็ไม่รอด”
“คือจริง ๆ เรารู้ตั้งแต่ยุคลุงตู่แล้ว ในปี 2559 ออกกฎหมายนี้วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พอประมาณมีนาคมเราก็มีการไปชุมนุม ไปฟ้องศาลปกครอง ว่าคำสั่ง คสช ที่ 4/2559 เป็นคำสั่งเผด็จการ อยากให้ศาลรับฟ้อง ปรากฏว่าศาลไม่รับฟ้องเพราะว่าคำสั่ง คสช. ออกมาจาก ม. 44 จากรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ถือว่า เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทำให้คำสั่งนี้เดินมาจนถึงเมื่อสิ้นปีที่แล้ว”
สมนึก จงมีวศิน
เท่าที่ดูท่าทีความตั้งใจแก้ปัญหา อ.เขียว ย้ำว่าหน่วยงานรัฐ นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน พยายามที่จะทำเต็มที่ แต่ว่ากว่าจะคลอดกฎหมายออกมากลับใช้เวลา เช่น ร่าง พ.ร.บ.หลาย ๆ ตัว อย่าง PRTR หรือ ร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ ที่ได้เข้าไปร่วมเป็น เลขาธิการกรรมาธิการวิสามัญฯ หลังผ่านวาระหนึ่ง ที่จะสามารถติดตามได้ว่ามีสารอะไร อยู่ที่ไหน และเส้นทางสุดท้ายไปอยู่ตรงไหน เป็นกฎหมายที่จะใช้กับอุตสาหกรรมก่อนในปีแรก อีก 5 ปีส่วนอื่น ๆ ค่อยใช้ ทุกหน่วยงานเห็นด้วย แต่เมื่อยุบสภา รัฐบาลไม่ยืนยันนำกลับมา นั่นทำให้ภาคประชาชนต้องผลักดันใหม่
“ผลักดันใหม่ เราก็ต้องไปเริ่มกันใหม่ เดี๋ยวก็ต้องไปผ่านการรับหลักการ ตั้งกรรมาธิการ กฎหมายดี ๆ แบบนี้ หรือ พ.ร.บ.โรงงาน รอบนี้ก็จะแก้อีกแล้ว ถ้าแก้อีกจะผลักดันให้ไปถึงขั้นที่เคยพูดกันไหม ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ผลักดันมาอยู่ตรงไหนแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ต้องรีบเร่ง ไม่ใช่ท่านไปประเทศจีนไปประเทศอื่น แต่ประเทศเรามีปัญหาอยู่ เราต้องแก้ปัญหาของเราก่อน ท่านอาจจะไม่ต้องแก้เองก็ได้แต่ท่านสั่งการว่าเรื่องนี้เป็นมาก่อนอันดับแรกที่จะต้องทำ”
สมนึก จงมีวศิน
อ.เขียว จึงเชื่อว่าถ้ามีกฎหมายเหล่านี้มาประกอบกัน มีการปฏิบัติตาม จะแก้ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และจะทำให้การละลอบทิ้งค่อย ๆ หายไปจนหมดได้
กฎหมายมี…แต่การบังคับใช้ยังเป็นปัญหา
อีกส่วนหนึ่ง คือ นักลงทุนที่ไม่ดี ซึ่งขอเรียกว่า ทุนเทา ที่ทำนิติกรรมอำพราง ที่ใช้วิธีการเช่าที่ ซื้อที่ โดยยกตัวอย่างกรณีที่พบล่าสุด คือ โรงงานเป็นเจ้าของกากอุตสาหกรรม และต้องการนำกลับมารีไซเคิลที่โรงงานของตัวเอง จึงตั้งกิจการรับกำจัดกากอุตสาหกรรมรับรีไซเคิลโดยใช้ชื่อบุคคลอื่น เพื่อรับกำจัดกากของตัวเอง ซึ่งในลักษณะนี้ไม่ถูกต้องตามหลักการและกฎหมาย

“คล้าย ๆ กับซื้อบ้านแล้วสวมนอมินี คนเรามันจะเป็นสองอย่างพร้อมกันไม่ได้ และต้องยอมรับว่าความผิดส่วนหนึ่งมาจากทุน แต่อีกส่วนหนึ่งก็มาจากประชาชนหรือข้าราชการไทยที่เข้าไปช่วย”
สมนึก จงมีวศิน
อ.เขียว ยังตั้งคำถามว่าก่อนหน้านี้รัฐบาล และภาคเอกชนเคยมีแนวคิดเรื่องการแยกประเภทโรงงาน เพื่อทำให้การตรวจสอบทำได้ง่ายขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น
“ตอนนั้นที่เขาเริ่มจะแยกประเภทโรงงาน เพื่อทำให้การตรวจสอบ ตอนนั้นที่ตั้งทีมสุดซอย พอมารัฐมนตรีพลังงาน คนที่เป็นรัฐมนตรีถัดมาในสมัย 27 ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วก็ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ วราวุธ ศิลปอาชา เข้ามา ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่สถานการณ์มันย่ำแย่ลง”
“ผมไม่ได้ว่าโทษท่านรัฐมนตรีนะ แต่โทษว่าเราก็ยังส่งเสริมให้พวกการลงทุนพวกนี้มันเข้ามา แต่ตาข่ายในการดูแลประชาชน ตาข่ายในการดูแลสิ่งแวดล้อม ดูแลสุขภาพ ในการป้องกันการลักลอบทิ้ง การทำนิติกรรมอำพราง ผมเรียกมันว่าอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม เพราะว่าลักลอบทิ้ง ถือว่าเป็นอาชญากรรม ที่ไม่ได้หมดไป แต่ขายตัวมากขึ้น”
สมนึก จงมีวศิน
จี้รัฐบาล แก้ปัญหาจริงจัง
จัดการกากอุตสาหกรรมล้นเมือง
อ.เขียว ยังมองว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีเวลา และโอกาสที่จะจัดการปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและช่องโหว่ของระบบกำกับดูแล เพราะรัฐบาลภูมิใจไทยถือเป็นรัฐบาลเบ็ดเสร็จ
“ถ้าอยากจะทำเพื่อบ้านเมือง ทำเถอะในสมัยนี้ แล้วถ้าติดขัดอะไร ผมเป็นหนึ่งในนักวิชาการ แล้วก็มีนักวิชาการหลายคนก็อยากจะเข้าไปช่วยในเรื่องนี้”
สมนึก จงมีวศิน
จากได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ก็ยอมรับว่า ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ทุกพื้นที่ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องกฎหมาย บุคลากร และกระบวนการยุติธรรม ที่ปัจจุบันกฎหมายมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบทิ้งกา อุตสาหกรรมอยู่แล้ว ทั้งเจ้าของกาก ผู้ขนส่ง และผู้ครอบครองพื้นที่ แต่ปัญหาคือบทลงโทษส่วนใหญ่ยังไม่รุนแรงเพียงพอ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ เพิ่มโทษให้สูงขึ้น จะช่วยยับยั้งการกระทำผิดได้
สำหรับกรณีทุนจีน สมนึก มองว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องพูดคุยกับรัฐบาลจีนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่มีทุนหรือกิจการจากจีนเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลท้องถิ่นของจีนบางแห่งอาจไม่ได้ตั้งโรงงานลักษณะดังกล่าวในพื้นที่ของตัวเอง แต่กลับมาร่วมทุนกับทุนไทยและตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย ควรเป็นประเด็นที่รัฐบาลไทยหยิบขึ้นมาพูดคุยกับรัฐบาลจีนโดยตรง
BCG ต้องไม่กลายเป็นภาระของประชาชน
แก้ปัญหาให้ได้ ไม่ใช่ขยายพื้นที่
จริง ๆ แล้วแนวคิด BCG ในทางวิชาการถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี แต่ปัญหาอยู่ที่เมื่อเอาแนวคิดมาใช้ในทางปฏิบัติจะมี ต้นทุน และต้องทำให้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม หลักวิชาการ และหลักกฎหมาย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นเหมือนเป็น การทำเหมืองแร่ในเมือง คือ เอาขยะหรือวัสดุเหลือใช้เข้ามาสกัด หลอม เผา หรือผ่านกระบวนการต่าง ๆ เพื่อเอาทรัพยากรกลับมาใช้ แต่ถ้ากระบวนการไม่ถูกต้อง ก็เกิดทั้งมลพิษและกากที่เหลือจากกระบวนการผลิต
“ยังไม่พอก็เหลือเศษที่เหลือทิ้ง อย่างล่าสุดที่มีการทิ้งฉนวนสายไฟเยอะ ๆ ที่จับกันได้ สายไฟพวกเนี้ทำไมเขาไม่เอาไปหลอมทำเป็นพลาสติกทำเป็นยาง แต่มันทำไม่ได้ครับ เพราะมันมีหลายส่วนมันไม่ได้เป็นองค์ประกอบเดียวกัน แล้วถ้าเอาไปหลอม มันเริ่มผ่านกระบวนการความร้อนหลายแบบแล้วสุดท้ายบางชนิดกระบวนการความร้อนจะทำลายคุณสมบัติ เขาก็ไม่ทำ เก็เอาไปผสมกับดินแล้วก็บอกว่าเป็นดินดี ปุ๋ยฟรี เอาไปแจกชาวบ้านเอาไปให้วัด”
“แล้วยังมีตะกรันต่าง ๆ อย่างตะกรันอะลูมิเนียมดรอส ไปทิ้งมันโดนน้ำไม่ได้ พอโดนน้ำมันติดไฟขึ้นมาทันทีเลย แล้วยังมีอีกหลายตัวที่เล่าวันเดียวไม่หมด”
สมนึก จงมีวศิน
ถึงตรงนี้ อ.เขียว จึงชี้ว่าใน EEC การจัดการกากที่มีต้นทุน ผู้ประกอบการบางรายจึงเลือกทางที่ง่ายกว่า คือ หาพื้นที่ราคาถูกเพื่อเอาไปทิ้ง จนเกิดการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมออกจากพื้นที่ต้นทางไปยังจังหวัดอื่น เช่น สระแก้ว ปราจีนบุรี และทำให้พื้นที่เหล่านี้ถูกมองว่าเป็น หลังบ้านของ EEC เพราะในพื้นที่ปราจีนบุรี จากที่ทำรายงาน Land Watch เสนอ สส. พบว่ามีการขออนุญาตตั้งโรงงาน 101 105 106 ด้วยคำสั่ง คสช. ในปราจีนถึง 67% หรือ 2 ใน 3 ส่วนที่ตั้งในพื้นที่ที่ผังเมืองห้าม โดยเฉพาะใน อ.กบินทร์บุรี อ.ศรีมหาโพธิ และเมื่อตั้งมาแล้วก็เป็นโรงงานต้นทุนต่ำที่ลักลอบนำไปทิ้งไปทั่ว ซึ่งเคยติดตามก็พบว่ามาจาก ชลบุรี, ระยอง และ ฉะเชิงเทรา
“สงสารเถอะ คุณอย่าเอา EEC ไปสวมปราจีนบุรีเลย เขาจะเอาไปทั้ง 7 อำเภอ นี่ขนาดเขาไม่เกี่ยวกับ EEC เขายังเละไป 2 อำเภอแล้ว คุณควรจะกลับมาทบทวน 3 จังหวัด EEC ว่าทำอย่างไรไม่ให้มีกากส่วนเกินทั้งอันตรายไม่อันตราย ตอนนี้มันเกินอยู่ประมาณ 12-13 เท่า แล้วไม่มีผู้กำจัด เรียกว่าผู้ก่อกำเนิดกาก มากกว่าผู้กำจัด”
สมนึก จงมีวศิน
สุดท้ายจึงเสนอให้แทนที่จะขยายพื้นที่อุตสาหกรรม รัฐต้องกลับมาทบทวนพื้นที่ EEC และทำให้กลไกกำกับดูแลมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแห่งใดปล่อยให้กากอุตสหกรรมหลุดออกไปทิ้งนอกพื้นที่ ก็ต้องมีบทลงโทษที่ทำให้ทั้งโรงงานและนิคมไม่สามารถเพิกเฉยได้

