ปราจีนบุรี EEC จังหวัดที่ 4 ? โอกาสเศรษฐกิจ หรือ ความผิดพลาดที่ยังไม่แก้

ชัดเจนแล้วว่าหมุดหมายต่อไปของการขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC คือ จ.ปราจีนบุรี จากเดิม 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี และ ระยอง  

ความพยายามที่เกิดขึ้นนี้ยิ่งทำให้คนปราจีนฯ ส่งเสียงคัดค้าน เพราะต่างมองเห็นสภาพปัญหาที่ยังไม่มีทางแก้ จากบทเรียนไม่น้อยกว่า 7 ปี สำหรับการพัฒนาใน EEC

ทำไม ? การเป็นพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรม ที่ถูกคาดหมายให้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ จึงถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง และเดินสวนทางกับความต้องการของผู้คนในพื้นที่ ทั้งที่จริง ๆ แล้วรัฐหมายมั่นปั้นมือให้เกิดขึ้น

ปราจีนบุรี…ที่หมายต่อไปของ EEC 

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เคยให้สัมภาษณ์กับ The Active ถึงแนวคิดของการขยายพื้นที่ EEC ไปยัง จ.ปราจีนบุรี ว่ามาจากสภาหอการค้า โดยภาคเอกชนนำเสนอนายกรัฐมนตรีในสมัย แพทองธาร ชินวัตร ว่าควรจะขยายพื้นที่จาก 3 จังหวัด เป็นจังหวัดที่ 4 โดยเพิ่ม ปราจีนบุรี เข้าไปด้วย

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

หลังได้รับข้อเสนอจึงได้พิจารณา โดยให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำการศึกษาดูความเหมาะสม ใช้หลักเกณฑ์ คือ สภาพเศรษฐกิจ ว่าในพื้นที่ระบบเศรษฐกิจมีลักษณะอย่างไร ? ซึ่ง จ.ปราจีนบุรี คล้ายกับฉะเชิงเทรา ที่มีอุตสาหกรรมอยู่บ้าง มีการท่องเที่ยว มีการเกษตร และ ปราจีนบุรี มี GDP ของจังหวัด สูงที่สุดเป็น อุตสาหกรรม 

โครงสร้างพื้นฐาน โดยดูว่าการเดินทางไปที่ปราจีนบุรีเป็นอย่างไร ? แล้ว ปัจจัยเรื่องแรงงาน เพียงพอหรือไม่ ? ซึ่งจะดูทั้งเรื่องสถานศึกษา ว่าจะสามารถป้อนคนเข้ามาทำงานได้แค่ไหน ? ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการรับฟังความเห็น

“จริง ๆ พื้นที่ จ.ปราจีนบุรี มีการศึกษามาตั้งแต่การตั้ง EEC ในตอนแรก ช่วงปี 2561-2562 ที่บอกว่าปราจีนฯ สามารถทำได้ แต่ตอนนี้ต้องทำการศึกษาใหม่ ประเมินโครงสร้างพื้นฐานก็ดูไปได้ เพราะมีอุตสาหกรรมในปราจีนฯ อยู่แล้ว หากจะมีอุตสาหกรรม ก็จะเป็นพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมอยู่แล้ว อย่าง อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ อาจจะมีอยู่ตามแนวถนนสาย 304 บ้าง แต่จะไม่เข้าไปอยู่ในอำเภอที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือ พื้นที่เกษตร คงจะไม่ไปเบียดขนาดนั้น ก็เป็นการจัดโซนนิ่งใหม่”

จุฬา สุขมานพ 

เลขาฯ EEC ย้ำว่า ที่จะลงไปดำเนินการจะกำหนดประเภทอุตสาหกรรม และพื้นที่ซึ่งจะไม่ไปโซนเขาใหญ่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ 

“เราคงไม่เอาโรงงานไปไว้ ที่สำคัญอุตสาหกรรมที่ EEC ดูแลอยู่ คือ ภาคบริการ ภาคการท่องเที่ยว ที่จะอยู่ใกล้ ๆ กับ โรงพยาบาลอภัยภูเบศร อาจจะไปอยู่โซนเขาใหญ่ได้ โซนนั้นอาจจะเป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร หรือบริการ Wellness หรือ สถานพักพื้นผู้สูงอายุที่ต่อยอดจากของเดิม คือจะไปไกลกว่าภาคการผลิต คือ การเป็นภาคบริการ” 

จุฬา สุขมานพ 

ป้องกัน “ทุนต่างชาติ” ทำลายชุมชน  

จุฬา เผยว่า ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษคนที่เข้ามาลงทุนจะขอสิทธิประโยชน์จากสำนักงาน EEC ได้ โดยจะมีระดับเรื่องสิทธิประโยชน์ที่เขาจะทำให้กับชุมชน คือ หากเป็นอุตสาหกรรมที่เราส่งเสริม ก็จะระบุว่า “อันนี้ผ่าน” รวมทั้งดูยอดเงินในการลงทุน จะใช้ทรัพยากรในพื้นที่เท่าไร ? จะจ้างงานเท่าไร ? เพื่อประเมินว่าถ้าเขาให้ประโยชน์ในเชิงยุทธศาสตร์ เช่น อะไรที่ยังไม่เคยมีในประเทศไทย แล้วเขาเอาเข้ามาก็จะได้คะแนนบวกเพิ่ม และจะดูผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจ เช่น การจ้างงาน, การใข้พื้นที่, การอยู่ในห่วงโซ่อุปทานกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ หรือโอกาสที่จะดึงคนอื่นเข้ามาในทางเศรษฐกิจ เรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม โดยสรุปเป็น 4 เกณฑ์ คือ

  1. ยุทธศาสตร์ดีไหม ?

  2. เศรษฐกิจดีไหม ?

  3. สังคมดีไหม ?

  4. สิ่งแวดล้อมดีไหม ?

“ถ้าผ่านเกณฑ์ได้คะแนนเยอะ ก็จะได้สิทธิประโยชน์เยอะ ในเรื่อง จีนเทา ก็จะดูว่าอุตสาหกรรมที่เข้ามาในโควตา EEC จะให้ ใบอนุญาตทำงาน หรือ Work Permit ดังนั้นต้องมีการออกแบบตั้งแต่แรก ว่ากิจกรรมนี้ใช้คนขนาดไหน อย่างไร ? หากใช้กรอบ EEC จริง ตามที่ออกแบบจะสามารถจะลดปัญหาได้ แน่นอนว่าอาจจะมีนักลงทุนจีน แต่ไม่เทา อาจจะขาวนะ”

จุฬา สุขมานพ

เสียงจากคน “หลังบ้าน EEC” พื้นที่จัดการของเสียอุตสาหกรรม

ในมุมภาครัฐการขยายพื้นที่การพัฒนาไปยังปราจีนบุรีอาจมองเป็น โอกาส แต่สำหรับผู้คนที่นั่น กลับสะท้อนอีกด้านที่ยังไม่พ้นข้อกังล สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ในฐานะประธานอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน อ.กบินทร์บุรี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ต.คำไผ่แก้ว และที่ปรึกษาสหกรณ์เกษตรอินทรีย์จังหวัดปราจีนบุรี ยอมรับว่า ไม่ได้กังวลแค่เรื่องการขยายพื้นที่ EEC แต่ตลอดหลายสิบปีมานี้คนปราจีนฯ เผชิญปัญหาอุตสาหกรรมมาตั้งแต่การตั้งนิคมอุตสาหกรรมยุคแรก ๆ แล้ว

“มีอุตสาหกรรมในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2538 นิคมแรก ๆ คือ เครือสหพัฒน์ นิคม 304 ตอนนั้นก็เริ่มมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว ทั้งสารปรอทในคลองฉลองวง น้ำเสีย ปลาตาย”

สุนทร คมคาย

สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง

สถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นหลังปี 2560 ภายหลังคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 เปิดทางให้โรงงานขยะ โรงหลอม และโรงไฟฟ้า สามารถตั้งได้ในทุกสีผังเมือง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศจีนประกาศแบนโรงงานขยะ ส่งผลให้นักลงทุนจีนจำนวนมากย้ายฐานเข้ามาในประเทศไทย เกิดโรงงานประเภท 105 และ 106 รวมถึงโรงหลอมจำนวนมาก ทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย ก็ทยอยกระจายตัวเต็มพื้นที่ โดยเฉพาะกิจการของนักลงทุนจีน

ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. EEC ในปี 2561 ปราจีนบุรีจึงกลายเป็น “หลังบ้าน EEC” โดยเฉพาะในฐานะแหล่งรองรับและกำจัดของเสียจากพื้นที่อุตสาหกรรมหลักในภาคตะวันออก

ก่อนหน้านั้นก็เคยไปติดตามเรื่องผลกระทบจาก EEC ที่ทำเนียบรัฐบาล และได้เคยพูดคุยกับรองเลขาธิการ EEC ซึ่งก็ยอมรับตรง ๆ ว่า ขยะจากพื้นที่ EEC รวมถึงโรงงานจากจังหวัดใกล้เคียง จะถูกส่งเข้ามากำจัดในพื้นที่ปราจีนบุรี และสระแก้ว

“เคยไปคุยสมัยที่ จ.ฉะเชิงเทรา ค้านเรื่อง EEC ที่ทำเนียบรัฐบาล ถามกับรองเลขาฯ EEC ว่าเรื่องขยะมีแนวทางการจัดการอย่างไร เขาพูดกับเราตรง ๆ ว่าปราจีนฯ กับสระแก้วซึ่งตอนนี้โรงขยะใหญ่ที่สระแก้วปิดไปแล้ว เหลือแต่ปราจีนฯ มีขยะที่มาจากระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา รวมถึงขยะจากโรงงานในอยุธยาฯ สระบุรี ก็มาที่เรา ตอนนี้ขยะอยู่ในโรงงานก็น่าจะเป็นล้านตัน”

สุนทร คมคาย

คุณภาพชีวิตคนพื้นที่ กับการรุกคืบอุตสาหกรรม

นอกจากปัญหาสิ่งแวดล้อม สุนทร ยังสะท้อนผลกระทบทางสังคมและแรงงาน โดยมองว่าโรงงานของทุนจีนจำนวนมาก ใช้แรงงานชาวเมียนมาราว 90% ซึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชน และใช้ทรัพยากรร่วมกับชาวบ้าน ทั้งจับปลา งมหอย หรือเก็บพืชผัก ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งและการลักเล็กขโมยน้อย กระทบต่อความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของคนในพื้นที่

สำหรับปราจีนบุรีไม่ได้มีปัญหา ตกงาน เพราะมีโรงงานขนาดใหญ่กว่า 1,000 แห่ง และมีตำแหน่งงานหลักแสนตำแหน่ง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ แรงงานสูงวัยถูกจ้างออก เมื่ออายุประมาณ 55 ปี โดยไม่ได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพเพิ่มเติม

“เขาบอกว่าเอาโรงงานจีนมาสร้างงานให้คนปราจีนฯ แต่โรงงานจีนก็ไม่ได้อยากจ้างคนไทย เพราะติดเรื่องสวัสดิภาพแรงงานตามกฎหมาย ตัวแรงงานเองก็ไม่อยากทำงานกับคนจีนเท่าโรงงานญี่ปุ่นหรือเกาหลี เพราะสวัสดิภาพต่ำกว่า”

สุนทร คมคาย

นิคมอุตสาหกรรม ทำที่ดินเปลี่ยนมือ ?

The Active ลงพื้นที่สำรวจแหล่งอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรีร่วมกับ สุนทร ที่ชี้ให้เห็นความแตกต่างของพื้นที่อุตสาหกรรมแต่ละประเภท

นิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งยังสร้างไม่เสร็จทั้งหมด และบางโรงงานที่เปิดดำเนินการแล้วกลับได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ จนล้มละลาย โดยพื้นที่ประเภทนี้อนุญาตเฉพาะอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น โรงงานผลิตถ้วยกระดาษ หรือโรงงานผลิตชิปอิเล็กทรอนิกส์ และห้ามอุตสาหกรรมหนักอย่างโรงหลอมโลหะหรือโรงไฟฟ้า

อีกจุด คือ เขตอุตสาหกรรมพื้นที่สีม่วง ซึ่งมีโรงหลอมอลูมิเนียมที่กำลังขยายกำลังการผลิตจาก 20 ตันต่อวัน เป็น 600 ตันต่อวันเปรียบเหมือนนิคมจีน เพราะโรงงานส่วนใหญ่ชื่อภาษาจีน และแห่งเริ่มสร้างทั้งที่ใบอนุญาตยังไม่ผ่าน บางแห่งเช่าโกดังร้างทำเป็นโรงคัดแยกขยะและโรงหลอมเถื่อน

โดยโรงงานลักษณะนี้จำนวนมากซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ห่างไกลชุมชน ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย ไม่มีการแจ้งข้อมูลให้ชาวบ้านรับรู้ กว่าชาวบ้านจะรู้ว่ามีกลิ่นเหม็นหรือปลาตายในแหล่งน้ำ ก็สายเกินไปแล้ว

ถ้า EEC ลามมาถึงปราจีนบุรี ?  

เมื่อพูดถึงแนวคิดขยาย EEC มายังปราจีนบุรี ในฐานะภาคประชาชนในพื้นที่ ยอมรับตามตรงว่า พ.ร.บ. EEC เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นในยุครัฐประหาร และขาดกระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชน เป็นกฎหมายพิเศษที่สามารถยกเว้นหลายเรื่องได้ ทั้งผังเมือง เรื่องที่ดิน หรือแรงงานต่างชาติ แม้แต่ประชาชนใน 3 จังหวัด EEC เดิมอย่างระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ยังตั้งคำถามต่อผลลัพธ์ของโมเดลการพัฒนาแบบนี้ และเห็นว่าไม่ควรเอาความล้มเหลวของ EEC ไปใช้ที่อื่น

นอกจากนี้ อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ ที่เป็นเป้าหมายของการขยาย EEC ปัจจุบันต้องแบกรับปัญหาจากโรงหลอมและโรงคัดแยกขยะไปแล้วกว่า 90% ซึ่งหากเอาอุตสาหกรรมเข้ามาเพิ่มก็จะยิ่งทำให้ผลกระทบหนักกว่าเดิม 

หวั่น “ศักยภาพเกษตรอินทรีย์-ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ถูกทำลาย

สำหรับปราจีนบุรีมีศักยภาพด้าน เกษตรอินทรีย์ และสุขภาพที่สามารถพัฒนาได้โดยไม่ต้องพึ่งอุตสาหกรรมหนัก โดยเฉพาะ อ.กบินทร์บุรี ที่มีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ขนาดใหญ่ถึง 9 ตำบล จากทั้งหมด 14 ตำบล สุนทร ชี้ว่า จังหวัดยังมีจุดแข็งจากการสนับสนุนของมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นผู้นำด้านสมุนไพรของประเทศ และเป็นตลาดสำคัญสำหรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของชุมชน

เราปลูกสมุนไพรชิ้นแห้ง (พืชสมุนไพรที่ผ่านการลดความชื้นเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา) ส่งให้มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในนามสหกรณ์ เราส่งผักผลไม้ สำหรับผู้ป่วยโรงในครัวโรงพยาบาล 100%  มีตลาดเขียว ที่โรงพยาบาลอภัยภูเบศร มีร้านค้าสหกรณ์ที่มียอดขายดีมาก สำหรับพี่น้องเกษตรอินทรีย์ ทุกอย่างมีราคาประกัน เราก็มีความสุขในการผลิต แล้วก็มีตลาดรองรับ พี่น้องที่กำลังถูกเลิกจ้างจากโรงงานอุตสาหกรรม เรามียุทธศาสตร์จังหวัดเรื่อง เมืองสุขภาพ Wellness City เมืองสมุนไพร เป็นจังหวัดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผมคิดว่าเราใช้เรื่องพวกนี้ มาจัดการพัฒนาสร้างรายได้จะดีกว่า”

สุนทร คมคาย

สุนทร ยังแสดงข้อกังวลเรื่อง การฮุบกิจการจากทุนต่างชาติ ทั้งเกษตรอินทรีย์ สมุนไพร รีสอร์ท โรงแรม หรือธุรกิจท้องถิ่นอื่น ๆ ที่อาจแข่งขันกับนักลงทุนรายใหญ่ไม่ได้ เนื่องจากเขามีกำลังในการผลิตสูงกว่า จะส่งผลให้คนดั้งเดิมในพื้นที่ที่ปลูกสมุนไพร หรือทำธุรกิจในท้องถิ่นอยู่แล้วได้รับผลกระทบ

โดยชี้ว่า ปราจีนบุรี ยังมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ติดอุทยานชาติเขาใหญ่ น้ำตกจำนวนมาก รวมถึงอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นเศรษฐกิจฐานทรัพยากรได้รวมถึงพืชเศรษฐกิจอย่างทุเรียน GI และส้มโอ GI ปราจีนบุรี ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาที่ดินที่สูงขึ้นเพราะการขยายตัวของอุตสาหกรรม

“หาก EEC ขยายเข้ามาเพิ่ม จะยิ่งกระทบต่อการขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ เพราะมาตรฐานเกษตรอินทรีย์กำหนดให้ต้องอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดมลพิษ แต่ตอนนี้จะขยายพื้นที่ไปตรงไหนก็เจอโรงหลอม โรงขยะ

สุนทร คมคาย

สุนทร ยังตั้งคำถามต่อผลสัมฤทธิ์ของ EEC ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา โดยมองว่า รัฐควรกลับไปแก้ปัญหาในพื้นที่เดิมก่อน ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน และผลกระทบต่อประชาชน และย้ำว่าสิ่งที่กำลังเรียกร้อง เช่น ถนนดี ๆ หรือโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ได้เกี่ยวว่าต้องมี EEC หรือไม่ แต่เกี่ยวกับการคอร์รัปชันมากกว่า

โดยการพัฒนาควรตั้งอยู่บนฐานทรัพยากร วัฒนธรรม และศักยภาพของคนในพื้นที่ เพื่อให้รายได้กระจายลงสู่ชุมชนอย่างแท้จริง มากกว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมที่คนในพื้นที่ไม่ได้เป็นผู้ได้รับประโยชน์หลัก

มองคุณค่า “เกษตร-สมุนไพรอินทรีย์” 

สอดคล้องกับมุมมองของ ระตะนะ ศรีวรกุล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลนนทรี และประธานสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ ย้ำถึงการรวมตัวของเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดปราจีนบุรี โดยปัจจุบันได้เชื่อมโยงกลุ่มเกษตรอินทรีย์มากกว่า 10 กลุ่ม มีสมาชิกกว่า 230 คน และพัฒนาการทำงานจากกลุ่มชุมชนสู่การจัดตั้งสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านการผลิตและการตลาดร่วมกัน

ระตะนะ ศรีวรกุล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ตำบลนนทรี อ.กบินบุรี จ.ปราจีนบุรี

สำหรับ เกษตรอินทรีย์ ในความหมายของ ชุมชน คือการปลูกพืชโดยไม่ใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย ยาฆ่าแมลง หรือฮอร์โมนสังเคราะห์ แต่ใช้กระบวนการธรรมชาติแทน ทั้งการทำปุ๋ยหมัก ฮอร์โมนชีวภาพจากไข่ เศษปลา กากน้ำตาล และวัตถุดิบธรรมชาติอื่น ๆ เพื่อให้ระบบนิเวศดูแลตัวเอง คือ เป็นการปลูกพืช ผัก ผลไม้ ข้าว โดยไม่ใช้สารเคมี แต่ใช้ขบวนการธรรมชาติโดยการหมัก

พื้นที่เกษตรอินทรีย์ของชุมชนไม่ได้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่ใช้ระบบเกษตรผสมผสาน มีทั้งพืชอายุสั้น พืชสมุนไพร ไม้ผล และพืชพื้นบ้านอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียว เช่น ใต้ต้นทุเรียนจะมีชะพลู ขมิ้น กระชาย หรือใบเตย ซึ่งแต่ละชนิดอยู่ต่างระดับและเกื้อหนุนกันตามธรรมชาติ ซึ่ง ความหลากหลายทางชีวภาพคือ “ภูมิต้านทาน” ของเกษตรอินทรีย์ เพราะเมื่อปลูกพืชหลายชนิดร่วมกัน โรคและแมลงจะลดลงโดยธรรมชาติ แทบไม่จำเป็นต้องใช้สารไล่แมลง

เธอยังเล่าถึง ผลผลิตเด่นของพื้นที่ คือ จิงจูฉ่าย และ ก้านทูน รวมถึง ทุเรียน และ ส้มโอ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของปราจีนบุรี โดยเฉพาะทุเรียนที่ชาวบ้านเชื่อว่ามีรสชาติโดดเด่นจากสภาพดินศิลาแลง และดินลูกรังที่มีลักษณะพรุน ช่วยให้เนื้อทุเรียนหวานกลมกล่อม และได้รับการขึ้นทะเบียน GI เพิ่มมูลค่าทางการตลาด ขณะที่ส้มโอทองดีและขาวแตงกวา ก็เป็นผลไม้พื้นบ้านที่ชาวบ้านปลูกสืบต่อกันมานาน ก่อนพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจในเวลาต่อมา

ตลาดเกษตรอินทรีย์ชุมชน ยืนได้แบบไม่ต้องพึ่งพารัฐ

ในด้านของตลาด ระตะนะ มองว่า เกษตรอินทรีย์ของชุมชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ โดยไม่ต้องรอให้รัฐเข้ามาจัดหาตลาด เพราะเครือข่ายวางแผนการผลิตและตลาดปลายทางร่วมกัน ตั้งแต่ตลาดชุมชนไปจนถึงตลาดสุขภาพ เช่น Lemon Farm รวมถึงการส่งวัตถุดิบเข้าสู่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ทั้งในส่วนอาหารผู้ป่วยและสมุนไพรสำหรับผลิตยา นอกจากรายได้จากพืชผักและผลไม้ ชุมชนยังมีรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งเห็ดป่า ผักหวานป่า และอาหารตามฤดูกาลในป่ายางนา ซึ่งยังคงอุดมสมบูรณ์และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตดั้งเดิม

“เขาก็มีความสุขของเขา พออยู่ได้ แต่ไม่ได้รวย มีข้าวกินไม่ต้องซื้อ อาหารก็หากินตามพื้นบ้านเรา ยิ่งช่วงหลังทำเกษตรอินทรีย์ก็ยิ่งดี นอกจากมีอาหารเพิ่ม มีรายได้เพิ่ม ในกลุ่มบางคนมีรายได้ถึงเดือนละ 30,000 บาท เราจะทำแผนการผลิต ทำเวลาปลูกเกษตรอินทรีย์ เราทำตลาดให้ว่าปลูกแล้วไปขายที่ไหน”

ระตะนะ ศรีวรกุล 

“อุตสาหกรรม” สวนทาง “เกษตรอินทรีย์”

ระตะนะ เชื่อเลยว่า อุตสาหกรรมกับเกษตรอินทรีย์ “เป็นคนละขั้วกัน” เพราะเสี่ยงทั้งเรื่องมลพิษ น้ำเสีย ขยะอุตสาหกรรม และการปนเปื้อนในดิน น้ำ และอากาศ ซึ่งอาจส่งผลต่อมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ รวมถึงสมุนไพรที่ต้องผ่านการตรวจคุณภาพอย่างเข้มงวดก่อนส่งผลิตยา

“ถ้าเกิดว่าเราปลูกสมุนไพร แต่มีโรงงานอยู่ใกล้ ๆ มีน้ำเสีย มีมลพิษมา พวกสมุนไพรต่าง ๆ ก็จะมีปัญหาในเวลาที่เราส่งเข้าไปทำยา”

ระตะนะ ศรีวรกุล 

อีกประเด็นสำคัญ คือ ความกังวลเรื่องทรัพยากรน้ำ โดยตั้งข้อสังเกตว่า การผลักดันโครงการเขื่อนและระบบจัดการน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ อาจมีเป้าหมายเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม มากกว่าการแก้ปัญหาของเกษตรกรในท้องถิ่น

สิ่งที่ชุมชนต้องการไม่ใช่การพัฒนาแบบเร่งรัด แต่คือการรักษาฐานทรัพยากร วิถีชีวิต และสิทธิของชุมชนในการกำหนดอนาคตของพื้นที่ตัวเอง

“สังคมเกษตรอินทรีย์ที่อยู่กันอย่างมีความสุข รวมพี่รวมน้องช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ดูแลกัน จะล่มสลายหมด ถ้ามีโรงงานมาถล่มเป็นภัยคุกคาม”

ระตะนะ ศรีวรกุล 

EEC ต้องยอมรับว่า 3 จังหวัดเอาไม่อยู่

“ควรบอกภาคเอกชนว่าขนาด EEC ยังดูแลไม่ได้ เพราะส่วนตัวเคยพูดคุยกับเลขาฯ EEC ก็ยอมรับเองว่า ชลบุรี ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา เริ่มเอาไม่อยู่แล้ว”

สิ่งนี้ทำให้ สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและนักเคลื่อนไหวทางสังคม ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย กลุ่มจับตาปัญหาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch) ยอมรับกับ The Active ถึงเหตุผลที่ยังเป็นห่วงแนวคิดการขยายพื้นที่ของ EEC 

โดยระบุว่าที่ปราจีนบุรี ก็มีปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่แล้วจากโรงงานในพื้นที่ เนื่องจากพบการลักลอบทิ้งขยะอยู่จำนวนมาก จากการทำงานศึกษาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 15 จังหวัด ในภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคตะวันตก พบว่าใน จ.ปราจีนบุรี มีจุดลักลอบทิ้งจำนวนมาก โดยเฉพาะ อ.ศรีมหาโพธิ ในโซนที่เป็นโรงงาน ซึ่งเกิดจากการที่ก่อนหน้านี้เจ้าของที่ดินเดิมปล่อยให้มีการทิ้งขยะอุตสาหกรรม เจ้าของจะมีโทษทางกฎหมายในฐานครอบครองวัตถุอันตราย ทำให้เกิดการซื้อขายที่ดินในราคาถูก เป็นที่มาของการนำพื้นที่ลักลอบเหล่านั้นไปก่อตั้งเป็นโรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

สมนึก จงมีวศิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย กลุ่มจับตาปัญหาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch)

นักวิชาการ อธิบายว่า ในยุค คสช. ที่มีการประกาศปลดล็อกผังเมืองรวมให้มีโรงงานขยะ 101, 105 โรงงานรีไซเคิล 106 โรงไฟฟ้า เกิดขึ้นในพื้นที่ 6 อำเภอจาก 7 อำเภอ ตามคำสั่ง คสช. เหลือเพียง อ.ประจันตคาม จึงกล่าวได้ว่าตอนนี้ ปราจีนบุรีที่ยังไม่มี EEC ก็รับผลกระทบจาก 3 ทาง อยู่แล้ว ประกอบด้วย

  1. โรงงานดั้งเดิม ทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม ในเขตส่งเสริม เขตประกอบการ ในสวนอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเก่าที่สร้างปัญหาอยู่แล้ว

  2. โรงงานคัดแยกกาก โรงหลอม ที่มีจำนวนมาก

  3. คำสั่ง คสช.ทำให้โรงงานเกิดขึ้นอีกมากมาย

“มีโรงงานแห่งหนึ่งได้รับ 3 ใบอนุญาต ที่มีข่าวฟ้อง Slapp หรือ ฟ้องปิดปาก ซึ่งคดีมีการไกล่เกลี่ยจนจบไปแล้ว ซึ่งที่ตรงนั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะตั้งโรงงานประเภทนี้แต่ได้รับถึง 3 ใบอนุญาต ซึ่ง 3 ผลกระทบที่บอกคือ มีทั้งทุน ไทยทุนจีน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่จีนประกาศแบนโรงงานขยะ ทำให้โรงงานเหล่านั้นเราตั้งขึ้นที่ไทยทั้งในปราจีนฯ สมุทรสาคร และใน EEC ทั้ง 3 จังหวัด ครบเลย”

สมนึก จงมีวสิน

สมนึก ยังชี้ว่าหากย้อนกลับไปดูตาม พ.ร.บ. EEC จะเห็นว่าในกฎหมายบอกชัดว่า เขามีสิทธิ์สามารถเช่าที่ทำกิจการได้ 50+49 ปี สามารถเข้ามาอยู่ พาผู้ที่อยู่ในอุปการะมาได้ บริษัทสามารถพาผู้บริหารเข้ามาได้ไม่ได้มีการระบุข้อยกเว้น เท่านั้นยังไม่พอ หากพื้นที่เอกชนยังไม่เพียงพอยังมีพื้นที่ส่งเสริมบนที่ดิน สปก. ที่ราชพัสดุ ที่ดินธนารักษ์ สามารถจดเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจได้

“หมายความว่า ที่ดินธนารักษ์สามารถกลายเป็นที่อุตสาหกรรมได้ เป็นที่ส่งเสริม EEC อยากทำก็สามารถทำได้ มันถูกต้องไหม เพราะที่ของกรมธนารักษ์เอง โดยหลักการควรจะต้องมีที่สประชาชนที่ไม่มีเงิน นั่นเป็นสาเหตุส่วนรวมที่ทำให้ พ.ร.บ. ที่ราชพัสดุมีการแก้ไข ในปี 2562 การเข้ามาของ EEC ทำให้เกิดกฎหมายใหม่ขึ้นมาหลายตัวเพื่อส่งเสริมความเป็น EEC เท่ายังไม่พอยังมีการแก้ไขกฎหมายเก่า เพื่อส่งเสริมให้ EEC มีพละกำลังมากขึ้น แต่เป็นกำลังที่ไม่ได้ให้ประโยชน์กับประชาชนชาวไทย แต่กลับช่วยแต่นักลงทุน ไม่ว่าจะในประเทศหรือ จากต่างชาติ”

สมนึก จงมีวสิน

สมนึก ยังระบุถึงรายงานของคณะกรรมาธิการที่ศึกษา EEC พบว่า ผังเมือง EEC พื้นที่อุตสาหกรรมสีม่วงขยายตัวกว่า 60% พื้นที่ชุมชนขยายตัวประมาณ 30% รวมถึงพื้นที่เมืองใหม่ และพื้นที่ที่หายไปคือพื้นที่เกษตรกรรม 15% ใน 20 ปีคือ ปี 2560-2580

“แต่ ณ เวลานี้ทุกอย่างเป็นไปตามนั้นแล้ว คือพื้นที่ถูกใช้ไปแล้วเต็มที่ ทำให้เกิดความต้องการที่จะขยายพื้นที่เพิ่ม”

สมนึก จงมีวสิน 

นอกจากนี้เมื่อปี 2560 EEC ระบุความต้องการใช้น้ำ 240 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนปี 2580 ต้องการ 3,089 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี คำถามคือ 240 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ในพื้นที่ EEC มีไม่พอ จะทำอย่างไร ? ต้องไปเอาน้ำจากที่อื่นใช่หรือไม่ ?

“สมัยอีสเทิร์นซีบอร์ดก็ขโมยน้ำจากกรุงเทพฯ อยู่แล้ว ต่อมาก็ไปใช้น้ำที่อ่างเก็บน้ำจันทบุรี ที่อ่างเก็บน้ำเพื่อรองรับการเป็นเมืองผลไม้ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นับว่าเป็นการนำสองอย่างมาชนกันคือทำทั้ง EEC และ ผลไม้ ซึ่งมีการสร้างอ่างเก็บน้ำทั้งหมด 4 อ่าง แต่สร้างเสร็จไปแล้ว 3 อ่าง ก็เกิดปัญหาการแย่งน้ำกัน 90% ของน้ำเทมาให้พื้นที่ EEC หมด คนจันทบุรี คอยมองดูน้ำที่ไหลเข้าที่ จ.ระยอง และทำอะไรไม่ได้ ซึ่งสงครามน้ำเกิดตั้งแต่ปี 2563”

สมนึก จงมีวสิน

ท่ามกลางคำอธิบายเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนมหาศาล เสียงคัดค้านจากคนในพื้นที่ก็กำลังตั้งคำถามกลับไปยังรัฐบาล ว่าการพัฒนาที่แท้จริงคือการเร่งขยายพื้นที่อุตสาหกรรมให้กว้างขึ้น หรือทำให้ประชาชนในพื้นที่มั่นใจได้เสียก่อนว่า ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่พัฒนาจุดเดิม จะไม่ถูกส่งต่อไปยังพื้นที่ใหม่

เพราะหากคำถามเก่ายังไร้คำตอบ การประกาศขยาย EEC อาจไม่ใช่ภาพของอนาคต แต่อาจหมายถึงการขยายปัญหาที่ภาครัฐยังไม่เคยสะสาง และหาทางออกให้กับคนในพื้นที่ได้เลยมากกว่า