ใครปล่อยมลพิษ สิทธิ์ที่ประชาชนต้องรู้ : กฎหมาย PRTR บนความท้าทาย…ทำไม ? ไปไม่ถึงไหนสักที

คุณยังจำได้ไหม ? กับหายนะจากเพลิงไหม้โรงงานวิน โพรเสส, เหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้, โรงงานเคมีระเบิด รวมทั้งการลักลอบฝังกากอุตสาหกรรม ไปจนถึงอีกหลายอุบัติภัยในพื้นที่อุตสาหกรรมทั่วประเทศ

บางเหตุการณ์กลายเป็นข่าวใหญ่ที่คนทั้งประเทศติดตาม…แต่บางเหตุการณ์แทบไม่เคยถูกพูดถึง และเงียบหายไปพร้อม ๆ กับผลกระทบจากสารเคมี และมลพิษที่ยังตกค้างในสิ่งแวดล้อม

แน่นอนว่าทุก ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่เหมือนกันไม่เคยเปลี่ยน คือ ประชาชน มักเป็นผู้ได้รับความเสี่ยง และไม่เคยรู้ด้วยซ้ำเลยว่าพวกเขากำลังเผชิญผลกระทบอยู่กับสารอันตรายชนิดใด ? รุนแรงแค่ไหน ?

ทุกครั้งที่เกิดภัยอุตสาหกรรม คำถามเดิม ๆ มักเกิดขึ้นเสมอ

โรงงานนั้นผลิตอะไร ?
มีสารเคมีอะไรอยู่ข้างใน ?
และทำไม ? ทั้งประชาชน ไปจนถึงหน่วยงานรับมือฉุกเฉิน จึงไม่รู้ข้อมูลสำคัญตั้งแต่ต้น ?

คำถามเหล่านี้ หลายฝ่ายเชื่อว่าอาจได้คำตอบไม่ยาก หากไทยมี กฎหมาย PRTR หรือ ร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ ที่หลายประเทศทั่วโลกใช้มานานกว่า 30 ปี และประเทศไทยกำลังผลักดันมานานกว่าทศวรรษ แต่ล่าสุดกฎหมายสำคัญฉบับนี้ กลับไม่ใช่หนึ่งในร่างกฎหมายที่รัฐบาลยืนยันเดินหน้าต่อในรัฐสภา

ทั้งที่ตลอดการพิจารณาในสภาฯ สมัยที่แล้ว PRTR ถูกยืนยันว่าเป็นหนึ่งในร่างกฎหมายที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างราบรื่น คำถามจึงยิ่งชัดขึ้นว่า…แล้วอะไร ? คือเหตุผลที่ทำให้ PRTR ยังไปไม่ถึงปลายทางสักที

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ

เกิดอะไรขึ้นกับร่างกฎหมายนี้ The Active ชวนหาคำตอบผ่านมุมมองของ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ย้อนไปถึงต้นกำเนิด PRTR ของทั่วโลกที่ใช้มานานกว่า 30 ปี และความหวังบนเส้นทางการผลักดันร่างกฎหมายนี้ ให้เกิดขึ้นด้วยการที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง  

เมื่อถามถึงความสำคัญของกฎหมาย PRTR เพ็ญโฉม เล่าย้อนว่า ในการ ประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลก หรือ Earth Summit (การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา – UNCED) ในปี 2535 ผู้นำประเทศสมาชิกร่วมประชุมที่ประเทศบราซิล ผลการประชุมมีข้อสรุปเป็นเอกฉันท์ เห็นด้วย กับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน และเห็นด้วยกับหลักการที่จะต้องมีการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกเกิดขึ้นได้ ทุกประเทศจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม จึงวางหลักการ 3 หลักการ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของโลกโดยรัฐจะต้องอำนวยความสะดวก ประกอบด้วย

  1. ประชาชนมีส่วนร่วมการตัดสินใจ

  2. ประชาชนมีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล

  3. ประชาชนมีสิทธิ์ในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

“หลักการการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงข้อมูล มีการพูดกันต่อว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์จนถึงในเวลานั้น โลกต้องเผชิญกับปัญหาการคุกคามของมลพิษและสารอันตรายที่รุนแรงมาก และสิ่งนี้ก็เป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ จำเป็นที่ทุกประเทศจะต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการลดการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง

เพ็ญโฉม ยังอธิบายว่า องค์การสหประชาชาติ ได้ศึกษาและเห็นว่ารูปแบบที่ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้อยู่เป็นรูปแบบที่ดี คือ การมีฐานข้อมูลว่าด้วยเรื่องมลพิษที่มีการปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งตอนนั้นยังเรียกว่า EI ที่ย่อมาจาก Emission Inventory จึงมีการรับรองเป็นมติเอกฉันท์ว่าทุกประเทศจะต้องมีการวางระบบและก็พัฒนากฎหมายที่เรียกว่า ทำเนียบการปล่อยมลพิษ

ถัดไปในปี 2536 กลุ่มสมาชิก OECD ก็นำเรื่องนี้มาพัฒนาต่อ มีคณะทำงานเพื่อวางรูปแบบกรอบกฎหมาย กับแนวทางการพัฒนาขึ้นมา มีการถกกันว่าถ้าจะต้องมีการพัฒนาเรื่อง EI ต้องให้ครอบคลุมไปถึง การทำฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษ ที่มีการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องการควบคุมเรื่องการจัดการกากอุตสาหกรรมอันตรายด้วย กลายเป็นคำว่า Pollutant Release and Transfer Registers (PRTR)

“Pollutant Release คือ การปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิด ตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ว่าแหล่งกำเนิดนั้นแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง ส่วน Transfer Registers คือ การทำฐานข้อมูลว่าด้วยเรื่องการเคลื่อนย้ายของเสีย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสีย กากของเสียอุตสาหกรรม ไปสู่การบำบัดหรือกำจัด เพื่อให้ครอบคลุมทั้งหมด นี่จะเป็นกรอบใหญ่ที่จะทำให้โลกเรามีความปลอดภัยมากขึ้น สามารถจัดการกับมลพิษและสารอันตรายได้อย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง

สหรัฐอเมริกา ต้นแบบ PRTR เพื่อสิทธิชุมชน

สำหรับจุดเริ่มต้นจริง ๆ ของ PRTR โมเดลตั้งต้นที่มาจาก สหรัฐอเมริกา ประมาณปี 2521 ทางนิวเจอร์ซีย์ ของสหรัฐฯ เป็นเขตที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และมีประชาชนป่วยเป็นโรคมะเร็งสูงมากในขณะนั้น โดย US EPA (United States Environmental Protection Agency) หรือ สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา ไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไร จึงวางแผนให้แหล่งกำเนิดมลพิษที่เข้าข่ายสงสัยทั้งหมดรายงานให้กับ US EPA ว่าใช้สารอะไร ปล่อยมลพิษอะไร ประกอบกิจการอะไร และผลิตภัณฑ์คืออะไร และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งอย่างไร

“นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ US EPA หาสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งของประชากรในพื้นที่ได้ นำมาสู่การควบคุมการลดการปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมทั้งหมด และนำมาสู่การลดสถิติการเกิดโรคมะเร็งได้สำเร็จ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสหรัฐอเมริกา ที่รัฐอื่น ๆ ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมได้รูปแบบของนิวเจอร์ซีย์ไปใช้ ที่เรียกว่า Toxic Release Inventory (TRI) ความหมายเดียวกันกับ Emission Inventory (EI)”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง

หลังเกิดเหตุการณ์สารเคมีระเบิด ที่โรงงานเคมียูเนียนคาร์ไบด์ ประเทศอินเดีย โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนไปนับแสนคน ทำให้สหรัฐอเมริกายกระดับ TRI ขึ้นมาเป็นกฎหมายของประเทศ และถูกบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการฉุกเฉินและสิทธิของชุมชน และให้แหล่งกำเนิดมลพิษโดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม ลดการปล่อยมลพิษลงให้ได้ และให้มีระบบการตรวจสอบการใช้สารเคมี การโยกย้ายสารเคมี หรือกากอันตรายไปกำจัดหรือบำบัด

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมสามารถเข้าถึงข้อมูล เป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยเฝ้าระวังมลพิษและสารอันตรายให้กับประเทศ เพราะฉะนั้นสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบของการส่งเสริมเรื่องการเข้าถึงข้อมูล และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและมลพิษที่สหพันธ์ชาติได้เอารูปแบบของอเมริกามาใช้

“นี่เป็นข้อแลกเปลี่ยน ในการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลก จนมีมติเอกฉันท์ ว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนและปลอดภัยของโลกมนุษย์จะเดินไปข้างหน้าได้ ต้องมีกรอบกฎหมายนี้ สหประชาชาติเรียกร้องให้ทุกประเทศดำเนินการ ซึ่งต่อมา องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ก็เอามาพัฒนาต่อและเริ่มต้นด้วยการให้ประเทศสมาชิกทั้งหมดนำกฎหมาย PRTR มาบังคับใช้ และใช้พัฒนาฐานข้อมูล กับการรายงานจากแหล่งกำเนิดทั้งหมด”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง

ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณนิเวศ ยังบอกอีกว่า ความสำคัญอยู่ที่ทุกวันนี้ทุกประเทศมีการพัฒนาอุตสาหกรรม ใช้สารเคมี มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม แต่รัฐบาลของแต่ละประเทศในเวลานั้นไม่มีฐานข้อมูลที่จะควบคุมมลพิษทั้งหมด ดังนั้นกฎหมาย PRTR จะทำให้แหล่งกำเนิดทุกประเภทต้องรายงานว่า

  • ใช้สารอะไร ?

  • กระบวนการผลิตก่อให้เกิดมลพิษชนิดใดบ้าง ?

  • ระบายสู่อากาศกี่ชนิด ในปริมาณเท่าไร ?

  • ปล่อยน้ำเสียกี่ชนิด ปล่อยออกมาเท่าไร ?

  • มีกากอุตสาหกรรมปริมาณเท่าไร ?

  • ใช้สารเคมีในภาคเกษตรเท่าไร ?

  • สิ่งที่ตกค้างอยู่เท่าไร ?

ทำให้สามารถคำนวณได้ว่าสิ่งแวดล้อมหรือสภาพแวดล้อมรอบ ๆ พื้นที่ตั้งกำลังรองรับมลพิษอยู่กี่ชนิดในปริมาณที่มากเท่าไร แล้วสัมพันธ์กับการเกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ อย่างไรบ้าง ซึ่งนำมาสู่การวิเคราะห์และวางแผนเพื่อให้เกิดการลดการปล่อยมลพิษได้

“เราเคยไปคุยกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของญี่ปุ่น ในเมืองที่เขามีการพัฒนาอุตสาหกรรมใหญ่มาก ที่เมืองยกกาอิจิ (Yokkaichi) เราถามเขาว่า มีอุตสาหกรรมเยอะแต่ทำไมอากาศดูสะอาดหายใจได้ไม่ติดขัด เขาบอกว่าเพราะประเทศเขาใช้กฎหมาย PRTR ทำให้อากาศของเขาดีขึ้น แม่น้ำ ทะเลก็ดีขึ้น เพราะรู้จุดกำเนิดของแหล่งกำเนิดมลพิษ แล้วถ้าปล่อยมากเกินไปจนถึงจุดที่เป็นอันตราย หรือส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ก็จะไปแก้ไขได้ตรงจุด”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง

ทุกวันนี้ที่เรายังแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้ อาจไม่ใช่แค่เพราะไม่มี พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่เป็นเพราะว่าเรายังไม่มีกฎหมาย PRTR และย้ำว่า “การมีฐานข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ” 

ความพยายามของไทย กับการมีกฎหมาย PRTR

เพ็ญโฉม เล่าว่า กรมควบคุมมลพิษ เคยมีความพยายามทดลองให้โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง ส่งรายงานการปล่อยมลพิษให้กับกรมควบคุมมลพิษ แต่ “ไม่สำเร็จ” เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ต่อมากรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำเป็นต้องร่วมมือกัน หลังจากภาคประชาชน จ.ระยอง ฟ้องคดีเพื่อให้มีการระงับโครงการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 76 โครงการ และศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวทำให้โครงการเหล่านั้นต้องหยุดการพัฒนาไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา 

ช่วงนั้นคือ ปี 2556 เป็นจุดที่เกิดวิกฤตการณ์ของการลงทุนอุตสาหกรรมในประเทศไทย ใน จ.ระยอง รัฐบาลญี่ปุ่นเสนอความช่วยเหลือกับรัฐบาลไทย ว่าหากจะแก้ปัญหามลพิษอากาศใน จ.ระยอง ลดการต่อต้านของประชาชน และแก้ปัญหาการฟ้องคดีได้ ต้องมีระบบ PRTR โดยทาง ไจก้า (JICA) ได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิคให้กับทั้ง 3 หน่วยงาน โดยทำเป็นโครงการนำร่อง จ.ระยอง 4 ปี เพื่อดูว่าโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยมลพิษอะไรที่กลายเป็นปัญหามลพิษอากาศ แต่ภายหลังศาลได้มีการให้คำพิพากษาให้โครงการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 76 โครงการ สามารถเดินหน้าต่อได้ ทำให้โครงการนำร่องหมดความเข้มแข็งไป

“ตอนแรกเขาวางแผนว่า ทำโครงการนำร่องนี้เสร็จแล้ว อาจจะพัฒนาไปเป็นกฎหมาย ทำให้หยุดชะงักไป ซึ่งกรมควบคุมมลพิษ ก็เสนอว่า จะแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม แล้วก็จะเพิ่มมาตราหนึ่ง ที่เป็นมาตราที่ว่าด้วยเรื่อง PRTR เข้าไป แต่เราได้ยินเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนปี 2560 กระทั่งปัจจุบันการแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ ก็ยังไม่ออกมา จึงยังไม่มี PRTR ปรากฎอยู่ในร่างกฎหมายฉบับนี้

“ส่วนกรมโรงงานอุตสาหกรรม ก็แจงว่ากระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าด้วยเรื่องการรายงานชนิดและปริมาณของมลพิษที่มีการปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมจากโรงงานอุตสาหกรรม แต่ประกาศกระทรวงฉบับปรับปรุงก็ยังไม่มีผลบังคับใช้”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิบูรณะนิเวศ ย้ำจุดยืนว่า “ไม่เห็นด้วย” กับการนำหลัก PRTR ไปอยู่ทั้งในรูปแบบประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม หรือ เป็นเพียงมาตราหนึ่งของ พ.ร.บ.ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมฯ เพราะกฎหมาย PRTR ตั้งต้นมาจากการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลก ในปี 2535 มีการพัฒนาต่อโดยกลุ่ม OECD ที่ยึดหลัก 3 ข้ออย่าวเหนียวแน่น คือ

  1. การพัฒนาระบบหรือกฎหมาย PRTR ต้องได้รับความร่วมมือจากส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคประชาชนต้องมีส่วนในการออกแบบระบบ ออกแบบกฎหมาย

  2. ต้องมีการรับรองว่ารายงานที่ส่งให้กับหน่วยงานต้องเป็นข้อเท็จจริง

  3. ต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลนั้นสู่สาธารณะ 

“แต่เท่าที่ติดตามประกาศกระทรวง และ บทแก้ไขใน พ.ร.บ.ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมฯ ไม่ได้พูดถึงและไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหามลพิษได้เลยเป็นที่มาของภาคประชาชนร่วมล่ารายชื่อเสนอเป็นกฎหมาย”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง

เมื่อรัฐไม่จริงจัง ภาคประชาชนเดินหน้าเสนอ PRTR 

เพ็ญโฉม ย้ำว่า ก่อนที่จะเสนอกฎหมาย มีการศึกษาวิจัยตั้งแต่ปี 2548-2549 ว่าประเทศที่มีปัญหามลพิษแก้ไขอย่างไร เมื่อรู้ประวัติพัฒนาการแล้ว ก็ได้ทำการเปรียบเทียบกฎหมาย PRTR กับกฎหมายที่ประเทศไทยมีอยู่ทั้งหมดต่างกันอย่างไร ซึ่งพบว่า “ต่างกันมาก” จึงสอบถามกับหน่วยงานภาครัฐ โรงงานในพื้นที่ จ.ระยอง ว่าเห็นด้วยหรือไม่ถ้าประเทศไทยมีกฎหมาย PRTR จากคำถามที่ส่งไป 600 ฉบับ ได้รับการตอบกลับมาเพียง 300 และในจำนวนที่ตอบมา พบว่า 80-90 % เห็นด้วยว่าไทยควรมี PRTR เป็นกฎหมาย ไม่ใช่แค่ระเบียบ หรือ เป็นระบบสมัครใจ

เพราะถ้ามีเป็นกฎหมายจะทำให้ปฏิบัติของหน่วยงานรัฐกับโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดจะมีความเสมอภาคกัน และจะทำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้จริง สอดคล้องกับรายงานสรุปของไจก้า ที่ผลการสำรวจหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่อุตสาหกรรม 80-90% เห็นด้วยว่า PRTR จะแก้ปัญหามลพิษได้

จากนั้นมูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้ร่วมมือกับ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อยกร่างกฎหมาย PRTR จนแล้วเสร็จในปี 2557 เพื่อนำไปร่วมรวมรายชื่อเสนอกฎหมาย แต่เกิดการรัฐประหาร ทำให้ต้องชะลอไป และหลังจากนั้นก็ได้รวบรวมรายชื่อจนสามารถเสนอกฎหมายเข้าสู่รัฐสภา

ถ้ามี PRTR อุบัติภัยโรงงานอาจไม่เกิดขึ้น ?

เพ็ญโฉม ยังชี้ว่า หากไทยมีกฎหมาย PRTR กรณีวิน โพรเสส, การลักลอบฝังกากเอกอุทัย, กรณีแว็กซ์กาเบจ, อุบัติภัยโรงงานเคมีระเบิด จ.ระยอง หรือไฟไหม้โรงงานหมิงตี้ และเหตุอื่น ๆ จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน หรือหากเกิดขึ้นความสูญเสียจะน้อยกว่าที่ผ่านมา หรืออย่างน้อย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ก็จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการเข้าไปรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทุกวันนี้ ปภ.ไม่มีข้อมูลที่จะเข้าไปรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินหรือป้องกันตัวเองได้

“การมี PRTR จะทำให้สามารถเข้าไปดูในเว็บไซต์ว่าโรงงานที่กำลังระเบิด เป็นโรงงานผลิตอะไร ใช้สารอะไรบ้าง แล้วจะใช้วิธีดับเพลิงแบบไหนที่จะทำให้ดับเพลิงได้เร็ว มีประสิทธิภาพและตัวเขาเองปลอดภัย”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง

เพ็ญโฉม ระบุว่า PRTR ไม่ใช่แค่กฎหมายที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหามลพิษแต่ยังเป็นกฎหมายที่นำไปสู่การวางแผนป้องกันผลกระทบทางสุขภาพได้ดี และปัจจุบันสหประชาชาติกับ OECD ก็ใช้กฎหมาย PRTR ในการประเมินผลการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือติดตามการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลกระทบต่อโลกร้อน ประเทศที่มีกฎหมาย PRTR สามารถดูได้ว่าต้องไปลดการปล่อยในโรงงานไหน หรือแหล่งกำเนิดใดบ้าง 

PRTR ทำให้การขยายอุตสาหกรรมรัดกุมขึ้น 

ที่สำคัญ เพ็ญโฉม ยังชี้ให้เห็นว่า PRTR ช่วยส่งเสริมการพัฒนาของรัฐ โดยเฉพาะการประเมินพื้นที่ว่ารับมลพิษอยู่เท่าไหร่ จะมีโรงงานเพิ่มอีกได้หรือไม่ หากจะมีโรงงานใหม่ต้องลดการปล่อยมลพิษของโรงงานเดิมอย่างไร

“นี่คือเพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ เขาจะต้องไม่สูดอากาศที่มีแต่มลพิษ อากาศของเขาจะต้องบริสุทธิ์ขึ้น ดีขึ้น เพราะว่าคุมการปล่อยมลพิษสู่อากาศได้เบ็ดเสร็จ”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง

หรือนโยบายที่รัฐต้องการให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถไฟฟ้า หรือ EV ที่ต้องใช้แบตเตอรี่ ซึ่งโรงงานที่ผลิตแบตเตอรี่จะใช้สารตะกั่ว โลหะหนัก กฎหมายก็จะควบคุมตั้งแต่ต้นทางโรงงานที่ผลิตแบตเตอรี่ การประกอบ ผลิตชิ้นส่วน ว่ามีการปล่อยมลพิษอะไรบ้าง

เส้นทาง PRTR ในสภาฯ ยุค “นายกฯ อนุทิน”

เพ็ญโฉม ยังเล่าถึง การขับเคลื่อนกฎหมายมานานกว่า 10 ปี จนมาได้เข้าสู่สภาฯ เมื่อสมัยที่แล้ว แต่อยู่ในชั้นกรรมาธิการ สส. ซึ่งบรรยากาศในห้องประชุม ราบรื่นมาโดยตลอด คณะทำงานยังเผยว่า “ไม่เคยมีการปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับไหนที่มีบรรยากาศที่ราบรื่น แล้วทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือเป็นที่ดีอย่างการทำร่างกฎหมาย PRTR มาก่อน” ซึ่งในคณะกรรมาธิการมีการเชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ความเห็น และรับฟังเนื้อหา บอกว่า ยินดีที่จะปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ และเห็นว่าจะเป็นกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง

“จำได้ว่ามีหน่วยงานหนึ่ง บอกว่า PRTR ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทุกประเทศมีการใช้มานานแล้ว ทำไมประเทศไทยช้ามาก หรืออย่างคุณอรรถวิชช์ ที่ปรึกษาของกระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งคำถามเยอะในแต่ละมาตรา แต่ทุกคำถามทุกประเด็นเป็นคำถามที่ดี และทำให้การปรับกฎหมายรัดกุมและชัดเจนมากขึ้น”

“ประเด็นที่คุณอรรถวิชช์ถาม คือ การบังคับใช้กฎหมายว่า จะมีบทลงโทษไหม เพื่อทำให้ผู้ก่อมลพิษไม่กล้าที่จะทำผิด แต่ PRTR เป็นกฎหมายที่ไม่ลงโทษการปล่อยมลพิษ แต่จะมีบทลงโทษเป็นโทษอาญาสำหรับแหล่งกำเนิดที่ไม่รายงานข้อมูล หรือรายงานข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง

ข้อทักท้วง ข้อมูลเป็น “ความลับทางการค้า”

อีกประเด็นหนึ่งที่มีการตั้งคำถามว่าเป็นเรื่องความลับของข้อมูลนั้น เพ็ญโฉม ชี้ว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุว่า ข้อมูลที่จะต้องรายงานไม่มีข้อมูลใดเลยที่เป็นความลับ เพราะนั่นคือมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมไม่ควรเป็นความลับ แต่ควรจะเปิดเผยให้สาธารณะรับทราบเข้าถึงทุกหน่วยงานเอาไปใช้ในการวางแผนทำงานได้ เพราะฉะนั้นข้อมูล PRTR จะไม่เกี่ยวข้องกับความลับทางการค้าแต่อย่างใด

“เราคิดว่ามันเป็นกฎหมายที่ได้รับความร่วมมือในการทำงานร่วมกันจากทุกฝ่ายอย่างดี แล้วก็เป็นตัวร่างที่ออกมาอย่างสมบูรณ์ พร้อมที่จะเดินหน้าต่อในวาระ 2-3 ของสภาผู้แทนราษฎร”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง

ราบรื่น แต่..ทำไม ? ไม่ได้ไปต่อ

เพ็ญโฉม ยังเชื่อว่า รัฐบาลชุดนี้อาจไม่เข้าใจความสำคัญของกฎหมาย PRTR และยังไม่ให้น้ำหนักกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและการควบคุมมลพิษที่นำไปสู่การคุ้มครองสุขภาพของประชาชนได้มากพอ ซึ่งเชื่อว่า กฎหมายนี้จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อภาครัฐประชาชน แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อการช่วยลดต้นทุน

ที่สำคัญ OECD ยังผลักดันให้ทุกประเทศมีกฎหมายนี้ สร้างเป็นเงื่อนไขว่าประเทศที่จะเข้าเป็นสมาชิกต้องมี PRTR ในการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม และลดและติดการปล่อยมลพิษ แต่กฎหมายก็ไม่ได้รับการยืนยันต่อรัฐสภาให้เดินหน้าพิจารณากฎหมายต่อ

เพ็ญโฉม ย้ำว่า ในฐานะที่เป็นผู้ยื่นร่างกฎหมาย จะต้องทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้มีการบรรจุรับหลักการวาระ 1 นั่นหมายความว่าถ้าประธานสภาฯ เห็นด้วย และรับบรรจุต้องไปเข้าสู่การพิจารณาวาระ 1 

“ถ้าประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิก OECD 
หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องมีกฎหมาย PRTR”

เพ็ญโฉม ย้ำทิ้งท้าย