ดูแลเขา…แล้วเราล่ะ ? ใครดูแล: กับดักความกตัญญูของ ‘เดอะแบก’ ในครอบครัวไทย ภายใต้สังคมสูงวัย

รายงานสถิติผู้สูงอายุ ประจำเดือนมิถุนายน ปี 2569 ย้ำชัดเจนถึงสถานการณ์สูงวัยในเมืองไทย เมื่อพบว่ามี ผู้สูงอายุ มากถึง 14 ล้านคน คิดเป็น 22.28% จากประชากรทั้งหมด นี่ถือว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ (Aged Society) เรียบร้อยแล้ว

รัฐสวัสดิการเพื่อผู้สูงอายุ จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับการออกแบบนโยบายในอนาคต แต่ภายใต้ยอดผู้เขาน้ำแข็งนี้ กลับมีประชากรลูกหลานจำนวนไม่น้อย ที่ต้องคอย แบก รับหน้าที่การดูแลนี้เอาไว้ แม้พวกเขาเหล่านี้จะไม่ถูกให้ความสำคัญมากนัก อันเนื่องมาจากแรงกดดันทางสังคมภายใต้คำว่า “กตัญญู” ที่คาดหวังให้ลูกหลานกลับมาดูแลครอบครัวในช่วงบั้นปลายชีวิต

The Active ชวนสัมผัสเรื่องราวชีวิต เดอะแบก ผ่านมุมมองของ ผศ.เนตรดาว เถาถวิล อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในงานประชุมวิชาการมานุษยวิทยา ประจำปี 2569 เพื่อให้เห็นการต่อรองความหมายการดูแล ภายใต้บริบทและเงื่อนไขอันซับซ้อนที่เราเองก็ไม่อาจนิยามได้อย่างเบ็ดเสร็จ ว่าสูตรสำเร็จของการดูแลผู้สูงอายุนั้นต้องเป็นไปตามรูปแบบใด

ผู้ดูแลในอุดมคติไม่มีจริง

เมื่อพูดถึงภาพจำของ “ผู้ดูแลที่ดี” ภาพที่สังคมมักนึกถึง คือ ผู้ที่ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อดูแลคนในครอบครัวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าจะต้องลาออกจากงาน สูญเสียรายได้ หรือทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับผู้ป่วย ซึ่งภาพจำเหล่านี้จะถูกเชื่อมโยงเข้ากับชุดคุณค่าของ ความรักและความกตัญญู จนกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่ผู้ดูแลจำนวนมากถูกคาดหวังให้เป็นไปตามมาตรฐานเหล่านั้น

ผศ.เนตรดาว ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของเดอะแบกในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ดูแลในอุดมคตินั้นไม่อาจสอดคล้องกับสถานการณ์ในความเป็นจริงที่ชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งมีเงื่อนไขและบริบทที่แตกต่างกันออกไป

กรณีศึกษาที่ 1: ลูกสาวในอุดมคติ

แพร (นามสมมติ) เป็นลูกสาวคนเล็กในครอบครัวชาวอีสาน เธอในวัยเพียง 20 กว่าปี ต้องลาออกจากงานมาดูแลแม่ที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ตามค่านิยมของสังคมอีสาน แม้ในตอนแรกเธอจะตั้งใจออกมาดูแลคุณแม่เพียงชั่วคราว แต่ด้วยอาการของโรคที่ทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายเธอไม่สามารถกลับไปทำงานได้อีก แพร ต้องประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป และต้องพาคุณแม่ไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ อยู่เสมอ

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่แพรดูแลแม่ เธอกับแม่ต้องใช้ชีวิตร่อนเร่ไปอาศัยบ้านพี่น้องอีก 5 คน แม้พี่น้องที่มีอาชีพมั่นคงจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเข้ามาแบ่งเบาหน้าที่ในการดูแลแม่ได้โดยตรง ทำให้ภาระที่แพรแบกรับ ไม่ได้มีเพียงต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงความเครียด ความคาดหวังของครอบครัว และต้องรองรับอารมณ์ของแม่ที่ป่วยหนักในทุก ๆ วัน

เมื่อแม่เข้าสู่ระยะท้ายของชีวิต แพร จึงมีศาสนาเป็นที่พึ่ง และให้ความหมายต่อการดูแลของตนใหม่ จากภาระที่ “จำใจ” กลายเป็นการดูแลที่ “เต็มใจ” ซึ่งเธอก็เชื่อว่ายังสามารถส่งแม่ไปสู่การ “ตายดี” ตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ได้

เธอยังมองว่าช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ใช้ไปกับการดูแลแม่ไม่ได้เป็นความสูญเปล่า แต่เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูในฐานะผู้ดูแล และสุดท้ายแม่ก็ได้ทิ้งเงินมรดกไว้ก้อนหนึ่งเพื่อให้ได้สร้างบ้าน ซึ่งเธอมองว่า นี่เป็น “มรดกแห่งความรัก” ชิ้นสุดท้ายที่ตอบแทนความทุ่มเทของเธอในการดูแลแม่มาตลอดชีวิต

กรณีศึกษาที่ 2: ดูแลเขาแล้วเราไม่เหนื่อย (ถ้ามีเงิน)

หลังจากที่พ่อเสียชีวิตกระทันหัน รัตน์ (นามสมมติ) ก็ต้องจำใจลาออกจากพยาบาล เพื่อมาดูแลแม่วัยเกือบ 80 ปี ที่ป่วยหลายโรค แต่เธอก็พบว่าการดูแลแม่ด้วยตนเองตลอดเวลา ไม่ใช่ทางออกที่ดีมากนัก เพราะครอบครัวต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เธอจึงตัดสินใจหวนกลับไปทำงานพยาบาลอีกครั้ง เพื่อให้ยังพอมีรายได้เพียงพอต่อรายจ่ายที่ต้องเสียไปในทุก ๆ เดือน

รัตน์จึงต้องจัดตารางการดูแลแม่อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ตื่นนอน รับประทานอาหาร ออกกำลังกาย ไปจนถึงการผสมผสานระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและการดูแลทางเลือกอื่น ๆ รวมทั้งมีการปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เอื้อต่อการรักษาสุขภาพของผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ เธอยังให้น้องสาวคนเล็กลาออกจากงานเพื่อมาอยู่บ้านเป็นเพื่อนแม่ พร้อมจ้างผู้ดูแลประจำเพิ่ม 1 คน และเมื่อแม่มีอาการวิกฤต ก็จะจ้างพยาบาลวิชาชีพเข้ามาดูแลเพิ่มเติม ทำให้มีผู้ดูแลอย่างน้อย 3 คน ผลัดเปลี่ยนกันมาดูแลแม่ตลอดเวลา และถึงแม้ว่าการดูแลในลักษณะนี้จะมีค่าใช้จ่ายที่สูง แต่ด้วยครอบครัวของรัตน์ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคง ก็สามารถช่วยแบ่งเบาภาระร่วมกันได้ อีกทั้งก็ไม่ทำให้บรรดาลูก ๆ หลาน ๆ เหนื่อยเกินไปสำหรับการดูแลบุพพการี

ปัจจุบันแม่ของรัตน์ อายุกว่า 90 ปี แต่ยังคงแข็งแรง สดใสตามวัย เธอจึงตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาสวนภายในบ้านให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมผู้ดูแล เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์การออกแบบระบบการดูแลของตนเองแก่ครอบครัวอื่น ๆ ต่อไป

กรณีศึกษาที่ 3: หน้าที่ของลูกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ชีวิตการดูแลแม่ของ นก (นามสมมติ) สะท้อนให้เห็นมุมมองอีกด้านหนึ่งของ การดูแลที่ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ และเป็นผลจากเงื่อนไขชีวิตที่ทำให้เธอไม่มีทางเลือก โดยพี่ชายทั้ง 2 คนของนกเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้นกในฐานะลูกสาวคนเล็กกลายเป็นสมาชิกคอบครัวเพียงคนเดียวที่สามารถรับหน้าที่ดูแลแม่วัย 80 ปีได้ เธอจึงต้องลาออกจากงานในกรุงเทพฯ เพื่อกลับมาดูแลคุณแม่ที่จังหวัดอุบลราชธานี เธอสูญเสียทั้งอาชีพ รายได้ และต้องนำเงินเก็บทั้งชีวิตของเธอมาใช้จ่ายในการดูแลคุณแม่

แม่ของนกป่วยเป็นอัลไซเมอร์ และมีสภาวะทางอารมณ์ที่ไม่มั่นคง หวาดระแวงคนแปลกหน้า ทำให้เธอไม่สามารถจ้างผู้ดูแลคนอื่นมาดูแลคุณแม่ได้ อีกทั้งอาการของโรคทำให้แม่ต้องการอยู่กับนกตลอดเวลา จนทำให้เธอไม่สามารถออกไปทำงานพาร์ทไทม์ หรือมีชีวิตส่วนตัวได้เลย

ด้วยความที่นกไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณแม่มากนัก บวกกับข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ เธอจึงยอมรับว่า ดูแลแม่ “เท่าที่จำเป็นและเท่าที่ทำได้เท่านั้น” มากกว่าจะเป็นการทุ่มเทดูแลแม่ตามความคาดหวังของสังคม 

จากประสบการณ์การดูแลแม่ของนก ทำให้เธอตั้งคำถามต่อระบบการดูแลผู้สูงอายุของประเทศไทย โดยเธอ ไม่เห็นด้วยกับการดูแลแบบประคับประคอง เพราะเป็นการดูแลที่ผลักภาระไปสู่ครอบครัว หากรัฐมีศูนย์ดูแล หรือผู้ให้บริการการดูแลผู้ป่วยชั่วคราวที่ราคาเข้าถึงได้ จะช่วยแบ่งเบาภาระของคนในครอบครัวได้มาก

นกยังได้เสนอมุมมองของการดูแลต่อชีวิตของตนเอง ว่าเธอต้องการจัดการทรัพย์สินและบริจาคร่างกายไว้ล่วงหน้า พร้อมทั้งระบุว่าหากวันหนึ่งตัวเองเจ็บป่วยขึ้นมา เธอก็ไม่ต้องการยื้อชีวิต เพราะเธอไม่มีใครที่จะสามารถรับภาระการดูแลเธอได้

ดูแลแตกต่างกัน ไม่เท่ากับ ไม่กตัญญู

ทั้ง 3 กรณีศึกษา สะท้อนให้เห็นว่า การดูแลที่แตกต่างกันไม่ได้สะท้อนถึงความกตัญญูที่ไม่เท่ากันเท่านั้น แต่ยังมีเงื่อนไขชีวิต ทรัพยากร หรือความสัมพันธ์ในครอบครัว และข้อจำกัดต่าง ๆ ที่แต่ละคนต้องเผชิญ

ในกรณีของ แพร จะเป็นการดูแลที่ ทุ่มเทแรง (Hands-On Cargiving) ดูแลผ่านความใกล้ชิด ทุ่มแรงกาย แรงใจ และเวลาอย่างสุดตัว และอาจถูกมองได้ว่าเป็นการดูแลตามอุดมคติของลูกกตัญญู

ในขณะที่ รัตน์ จะเป็นการดูแลแบบ สร้างระบบจัดการ (Managerial Caregiving) ที่อาจเรียกได้ว่าการดูแลในฝันที่ได้ดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพแต่ผู้ดูแลก็ไม่เนื่อยจนเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม การดูแลในลักษณะนี้จำเป็นต้องมีฐานะทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้การดูแลในลักษณะนี้เกิดขึ้นจริง

และสุดท้ายคือกรณีของ นก ที่ใครหลายคนอาจมองว่าเธอเป็นลูกที่ไม่ดีพอ ที่มองว่าแม่เป็นภาระของเธอ แต่ด้วยข้อจำกัดทั้งเรื่องเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ เธอจึงดูแลคุณแม่แบบ รักษาระยะห่าง (Distanced Caregiving) เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่ให้ดำเนินต่อไปได้ ภายใต้ข้อจำกัดที่มี

ดังนั้นข้อจำกัดในชีวิตที่แตกต่างกันจะชี้ให้เห็นว่า การดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดำเนินไปตามมาตรฐานเดียวกัน ทำให้การสร้างภาพผู้ดูแลในอุดมคติจึงอาจกลายเป็นความคาดหวังทางสังคมที่กำลังกดทับผู้ดูแลจำนวนมาก และแทนที่สังคมจะมีไม้บรรทัดมาวัดว่าใครคือผู้ดูแลที่ดีหรือไม่ดี สังคมควรหันมาทำความเข้าใจเงื่อนไขและข้อจำกัดที่ผู้ดูแลต้องต่อรองอยู่ตลอดเวลา 

“เดอะแบก” คือมนุษย์คนหนึ่ง ที่ต้องการการดูแล

ผศ.เนตรดาว ในฐานะผู้วิจัย ได้สะท้อนความเห็นว่า ความเชื่อเรื่อง “ผู้ดูแลในอุดมติ” ที่พร้อมทุ่มเททุกอย่างให้กับผู้ป่วยนั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ผู้ดูแลต้องเผชิญ ซึ่งผู้ดูแลไม่ได้มีมาตรฐานหรือรูปแบบการดูแลที่ตายตัว แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของชีวิตที่แตกต่างกัน ทั้งด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว ทรัพยากร เวลา ความรู้ รวมถึงบริบททางสังคมและวัฒนธรรม จึงก่อให้เกิดรูปแบบการดูแลที่หลากหลายทั้งผู้ที่ทุ่มเทดูแลด้วยตนเองไปจนถึงผู้ที่ทำได้เพียงดูแลตามกำลังจะเอื้ออำนวย

ผศ.เนตรดาว เถาถวิล อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

และเมื่อพิจารณาตลอดเส้นทางการดูแลของคน ๆ หนึ่ง นับตั้งแต่ผู้ป่วยเริ่มเจ็บป่วยไปจนถึงวาระสุดท้าย จะเห็นว่าการดูแลเป็นกระบวนการที่ผู้ดูแลต้องเรียนรู้ และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ต้องต่อรองกับข้อจำกัดของตนเอง ความต้องการของผู้ป่วย และความคาดหวังของสมาชิกในครอบครัวและสังคม ผู้ดูแลจึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างการดูแลผู้อื่นกับการรักษาความต้องการส่วนตัวของตัวเอง เพื่อไม่ให้กำลังกายและกำลังใจของตนเองต้องพังทลายไปก่อน

ด้วยเหตุนี้ การดูแลจึงไม่ใช่ภาพอันสมบูรณ์ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้งทางอามรณ์ โดยผู้ดูแลคนเดียวอาจต้องเผชิญกับสภาวะทางอารมณ์ที่ทั้งรักและเหนื่อย ทั้งอยากดูและหลีกหนี ทั้งรู้สึกผูกพันและห่างเหินไปพร้อม ๆ กัน ทำให้ความรู้สึกอันขัดแย้งกันเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การดูแลในชีวิตจริง

และการเป็นผู้ดูแลที่ดีนั้น นอกจากจะเป็นการนิยามที่ยากแล้ว ยังมีภาระทางอารมณ์ที่ผู้ดูแลต้องแบกรับอยู่ หากผู้ดูแลสามารถจัดการกับสถานการณ์ของตนเองและสามารถประคับประคองผู้ป่วยไปจนถึงวาระสุดท้ายได้อย่างดีที่สุดตามความเชื่อของตน เขาก็จะนิยามตนเองว่า เป็นผู้ดูแลที่ดีหรือลูกกตัญญู แต่หากไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ผู้ดูแลจำนวนมากก็ต้องแบกรับความรู้สึกผิด และความค้างคาไว้กับตนเองต่อไป

“มีเคสหนึ่งเขาบอกกับเราว่า เขารอให้คุณแม่เข้าสู่สภาวะติดเตียง เพื่อที่จะได้ส่งคุณแม่ไปที่ศูนย์ดูแล แล้วหลังจากนั้นเขาจะได้รีเซ็ตชีวิตเขาใหม่ได้อีกครั้ง”

ผศ.เนตรดาว เถาถวิล

ข้อค้นพบที่เกิดขึ้นนี้ จึงชวนให้ผู้คนมองผู้ดูแลในฐานะ “มนุษย์” คนหนึ่ง มากกว่าจะมองเพียงบทบาทของการเป็นผู้ดูแลภายใต้กับดักความกตัญญู

เพราะในขณะที่สังคมให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย แต่ผู้ดูแลจำนวนไม่น้อยกลับต้องเผชิญความเหนื่อยล้า และความสิ้นหวังตามลำพัง สะท้อนให้เห็นถึงระบบการดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วยในประเทศไทยที่ยังคงผลักภาระให้ผู้ดูแล เดินมาถึงจุดที่สิ้นหวังเช่นนี้

ผศ.เนตรดาว ย้ำเตือนจุดยืนของตัวเองว่า การออกมาพูดเรื่องนี้เพราะต้องการเรียกร้องให้ประเทศไทย มีระบบการดูแลผู้ป่วย และผู้สูงอายุที่ดีกว่านี้ เพื่อคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับทั้งผู้ดูแล และผู้สูงอายุอีกครั้ง

Author

Alternative Text
AUTHOR

สิริอักษร มะธิปะโน

นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย