“จะทำอย่างไรให้ผู้ดูแลในครอบครัว อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ?”
คำถามเปิดเวทีเสวนา ‘Caregiver ต้องได้ไปต่อ ปรับระบบสนับสนุนเหล่า ‘ผู้ดูแล’ เพื่อสังคมอยู่ดี – แก่ดี – ตายดี’

เพราะแม้จะเป็นที่ทราบดีว่าประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 โดยมีสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 13 ล้านคน ท่ามกลางอัตราการเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่สร้างความกดดันต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมเท่านั้น
แต่ ผู้ดูแลในครอบครัว หรือ Informal Caregiver กลับเป็นหนึ่งในวิกฤตการณ์เงียบที่ซ่อนตัวอยู่ตามบ้านเรือนหลายแสนหลังทั่วประเทศ ที่เผชิญกับ ภาวะความทุกข์ทรมานและความเหนื่อยล้าสะสมของผู้เป็น “เดอะแบก” ของบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ต้องอุทิศทั้งแรงกาย แรงใจ รายได้ และอนาคตส่วนตัว เพื่อทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง และผู้พิการทางสมอง โดยไร้ซึ่งระบบสวัสดิการรองรับที่เพียงพอ

บทเรียนดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ของ อดิศักดิ์ รอดสุวรรณ พ่อผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลลูกสาวซึ่งป่วยด้วยโรคพิการทางสมองมาตั้งแต่กำเนิด ตลอดระยะเวลากว่า 26 ปีที่ผ่านมา เขาต้องเรียนรู้กระบวนการดูแลรักษาทางการแพทย์ที่ซับซ้อน ทั้งการดูแลแผลเจาะคอ การพ่นยา การดูดเสมหะ ตลอดจนการให้อาหารทางสายยาง ซึ่งเป็นทักษะที่ห่างไกลจากชีวิตของคนธรรมดาทั่วไป รวมถึงการที่ชีวิตต้องหมุนเวียนระหว่างบ้าน และโรงพยาบาล ไร้ซึ่งชีวิตส่วนตัว และโอกาสในการทำงานสร้างรายได้ตามปกติ แม้ในอดีตแพทย์จะเคยประเมินว่าลูกสาวจะมีอายุขัยไม่เกิน 10 ขวบ แต่ด้วยความใส่ใจในการดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้เขาสามารถประคบประคองชีวิตของลูกสาวมาได้จนถึงปัจจุบัน
ความยากลำบากไม่เพียงเป็นเรื่องราวที่เกิดกับครอบครัวของอดิศักดิ์เท่านั้น ปัจจุบันเขายังเป็นนายกสมาคมชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ ที่ผลักดันไปสู่การรวมตัวของกลุ่มผู้ปกครองเด็กที่มีภาวะสมองพิการ ในเขตกรุงเทพมหานครเพื่อจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพในระดับชุมชน กระจายตามพื้นที่เขตต่าง ๆ เช่น เขตบางแค หนองแขม คลองสาน ธนบุรี มีนบุรี และสะพานสูง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดชุดความรู้ และแนวปฏิบัติที่ถูกต้องให้แก่กัน กลายเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ดูแล ซึ่งพบว่าหากผู้ดูแลรายใหม่ได้เข้ามาสัมผัส และแลกเปลี่ยนความทุกข์กับผู้ที่มีประสบการณ์ตรง จะสามารถลดระยะเวลาในการก้าวผ่านความเสียใจ ยอมรับความจริง และตั้งหลักชีวิตใหม่ได้เร็วขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลาจมอยู่กับความทุกข์ยาวนานหลายปี
“มันเป็นงานที่ต้องดูแลกันตลอดเวลา วันหนึ่งไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ปีหนึ่งก็ 365 วัน ตอนนี้ผ่านไป 26 ปีแล้ว ผู้ดูแลทุกคนต้องแลกด้วยทั้งชีวิต โอกาสในการทำงาน สังคม และรายได้ทั้งหมดหายไปทันทีเมื่อต้องมารับหน้าที่นี้”
อดิศักดิ์ รอดสุวรรณ
จากปัญหาความเหนื่อยล้าขั้นวิกฤตดังกล่าว อดิศักดิ์จึงเสนอให้มีการจัดตั้งระบบ Respite Care หรือบริการดูแลทดแทนชั่วคราวอย่างจริงจังในสังคมไทย แนวคิดนี้คือการมีงบประมาณในการจัดหาบุคลากร อาสาสมัคร หรือเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะ เข้ามารับช่วงดูแลผู้ป่วยแทนผู้ดูแลหลักเป็นเวลาสั้น ๆ เช่น 4-6 ชั่วโมงต่อวัน หรือสัปดาห์ละ 1-2 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ดูแลหลักได้มี “พื้นที่พักหายใจ” ได้ออกไปทำธุระส่วนตัว ไปพบแพทย์ เข้าสังคม หรือแม้กระทั่งได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม เช่น กรณีตัวอย่างของครอบครัวแม่ค้าขายไก่ปิ้งที่ป่วยเป็นมะเร็ง และต้องเข้ารับการฉีดเคมีบำบัดที่โรงพยาบาล แต่ไม่สามารถไปตามนัดได้เพราะไม่มีใครดูแลลูกพิการที่บ้าน จนกระทั่งมีกลุ่มเพื่อนอาสาสมัครสลับมือเข้ามารับหน้าที่ดูแลแทนชั่วคราว ทำให้ผู้เป็นแม่สามารถเข้ารับการรักษาชีวิตตนเองได้ทันท่วงที
พร้อมชี้ว่า ระบบ Respite Care จะไม่สามารถพึ่งพาเพียงความช่วยเหลือกันเองในลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อนได้อีกต่อไป เนื่องจากตัวผู้ดูแลหลักในครอบครัวต่างมีอายุที่มากขึ้น และมีปัญหาสุขภาพเสื่อมโทรมลงตามวัย การสลับมือกันเองระหว่างผู้สูงอายุที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียงจึงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน และจำเป็นต้องมีบุคลากรวิชาชีพเข้ามาเสริมในระบบอย่างเป็นทางการ
สร้าง “ระบบนิเวศการดูแล” สนับสนุนผู้ดูแล ลดตราบาป ความรู้สึกผิด และภาวะหมดไฟ
การเป็นผู้ดูแลในครอบครัวหลายครั้งไม่ได้เกิดจากความยินยอมแต่แรก แต่มาจากแรงกดดันในระบบสังคมไทย ที่มักให้สมาชิกในครอบครัวที่ไม่ได้แต่งงาน หรือคนที่มีรายได้น้อยที่สุด ต้องกลายเป็นผู้เสียสละออกมาทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโดยจำยอม
วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death อีกด้านเธอเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงในการดูแลพ่อแม่ที่ป่วยยาวนานถึง 29 ปี เปิดเผยถึงสภาวะความเครียดสะสมระดับวิกฤตของผู้ดูแล จากการที่ต้องตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรเดิม ๆ โดยเฉพาะการถูกปลุกให้ตื่นมาเปลี่ยนผ้าอ้อมกลางดึกวันละหลาย ๆ ครั้ง ทำให้ผู้ดูแลเกิดภาวะอดนอนเรื้อรังและเหนื่อยสมองล้า จนในที่สุดอาจแสดงอารมณ์ดุร้าย ก้าวร้าว หรือใช้วาจารุนแรงใส่ผู้ป่วย และเมื่ออารมณ์ชั่ววูบนั้นผ่านพ้นไป ผู้ดูแลก็จะถูกซ้ำเติมด้วยความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง เกิดเป็นตราบาปในใจว่าตนเองเป็นลูกที่ไม่กตัญญู หรือเป็นผู้ดูแลที่ไม่ดีพอ กลายเป็นวงจรทางอารมณ์ที่นำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและหมดไฟ ในที่สุด
ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death ยังเสนอว่า เพื่อให้การดูแลผู้ป่วย และสนับสนุนผู้ดูแลสามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน รัฐควรมีนโยบายในการสร้าง “ระบบนิเวศการดูแล” (Ceregiver Ecosystem) ที่สมบูรณ์ โดยประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
- ระบบดูแลใจ ผู้ดูแลต้องแบกรับภาระงานที่ซับซ้อนและเสี่ยงต่อภาวะ Burnout สูง แต่กลไกปัจจุบันอย่าง สปสช. เน้นจ่ายงบประมาณเฉพาะการดูแลทางกาย สังคมจึงจำเป็นต้องสร้างพื้นที่รับฟังและระบบดูแลจิตใจอย่างเป็นรูปธรรม แทนการมองแค่การมอบภาระงานเพิ่ม
- ระบบความมั่นคงทางรายได้ ปัจจุบันภาระงานเปลี่ยนไปมาก Caregiver ต้องทำทุกอย่างตั้งแต่งานบริบาลจนถึงงานบ้าน แต่กลับได้ค่าตอบแทนเพียง 50 บาท/ชั่วโมง หรือประมาณ 2,000–5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต รัฐควรพิจารณาสวัสดิการชดเชยรายได้ให้ Family Caregiver คล้ายเงินชดเชยการลาคลอด รวมถึงปรับเพิ่มค่าตอบแทนผู้ดูแลในชุมชนให้เหมาะสมเพื่อลดอัตราการลาออก
- การยกระดับวิชาชีพและศักดิ์ศรี ต้องมองเห็นคุณค่าของ Family Caregiver ในฐานะด่านหน้าที่ช่วยลดปัญหาผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะยาว ขณะเดียวกัน สำหรับอาสาบริบาลที่ทำงานเต็มเวลา ควรยกระดับสู่สมาคมวิชาชีพ มีสวัสดิการที่มั่นคง และได้รับการยอมรับในฐานะงานที่มีเกียรติ
- การสนับสนุนทรัพยากรที่ใช้ได้จริงแก่ท้องถิ่น แม้จะกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น แต่ข้อจำกัดเชิงระเบียบและคุณภาพอุปกรณ์ยังเป็นอุปสรรค เช่น เครื่องวัดความดันที่ไม่เพียงพอ หรือผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่มอบให้แต่คุณภาพต่ำจนสร้างภาระเพิ่ม รัฐต้องปลดล็อกระเบียบและสนับสนุนอุปกรณ์ที่มีคุณภาพและใช้งานได้จริง
“การทุ่มงบประมาณนับแสนล้านบาทเพื่อสร้างระบบผู้ดูแลที่เป็นทางการเต็มรูปแบบในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า อาจเป็นเรื่องยากและเกินกำลังงบประมาณของรัฐ ทางออกที่เป็นไปได้จริงและยั่งยืนที่สุด คือการสร้าง “ระบบนิเวศ (Ecosystem)” ที่เอื้อให้ผู้ดูแลในครอบครัว อสม. หรืออาสาบริบาล สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความคุ้มครอง และอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี”
วรรณา จารุสมบูรณ์
แก่ก่อนรวย ขาดแรงงานดูแลผู้สูงวัย มองความเป็นไปได้ทางเลือกจัดหาแหล่งเงินใหม่
ด้าน ผศ.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ชี้ให้เห็นโครงสร้างปัญหาที่เข้าสู่ภาวะวิกฤตว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “แก่ก่อนรวย” อย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นรับมือกับสังคมสูงวัยในช่วงที่เศรษฐกิจมั่งคั่ง และมีงบประมาณเต็มรูปแบบเพื่อดูแลประชาชน แต่ไทยกลับต้องเผชิญวิกฤตนี้พร้อมกับโครงสร้างประชากรที่หดตัวลงอย่างน่าตกใจ
ในอดีตเด็กไทยเกิดกว่า 1.2 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันลดลงเหลือไม่ถึง 4 แสนคน สัดส่วนผู้สูงอายุต่อวัยแรงงานกำลังเปลี่ยนจาก 1 ต่อ 6 ไปสู่ 2 ต่อ 1 ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า นั่นหมายความว่า Informal Caregiver หรือลูกหลานที่จะลาออกจากงานมาดูแลพ่อแม่ในบ้านจะไม่มีอยู่อีกต่อไป
ผศ.นพ.วิชช์ ยังชี้ว่า เมื่ออนาคตผู้ดูแลในครอบครัวไม่เพียงพอ ทางออกเดียวคือการเข้าสู่ระบบ Formal Caregiver หรือการจ้างงานผู้ดูแลมืออาชีพ คำถามสำคัญคือ ใครจะเป็นผู้จ่าย ซึ่งหากดูโมเดลจากประเทศพัฒนาแล้วใช้เงินดูแลการบริบาลระยะยาว (Long-Term Care) เฉลี่ยที่ 1% ของ GDP ซึ่งหากคิดเป็นตัวเลขของไทยจะสูงถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี ขณะที่ญี่ปุ่นใช้สูงถึง 11 ล้านล้านเยน หรือ 2.27 ล้านล้านบาท แต่ในความเป็นจริง งบประมาณการดูแลผู้สูงอายุพึ่งพิงของไทยในปัจจุบันได้รับการอุดหนุนจากรัฐเพียงราว ๆ 5,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 6,000 บาทต่อหัวต่อปีเท่านั้น
“ตัวเลข 6,000 บาทต่อปี เมื่อหารออกมาตกเพียง 500 บาทต่อเดือน หาก Caregiver ชุมชนคนหนึ่งต้องการรายได้ขั้นต่ำ 10,000 บาทต่อเดือน เขาจำเป็นต้องแบกรับผู้ป่วยในมือถึง 20 ราย วนเยี่ยมบ้านเช็ดอุจจาระ ปัสสาวะ เปลี่ยนผ้าอ้อม ซึ่งในทางปฏิบัติ คนทำงานย่อมไม่อาจยืนระยะอยู่ได้ และระบบจะพังทลายลงในที่สุด”
ผศ.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์

ผศ.นพ.วิชช์ ยังอ้างอิง ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงราว 4 แสนคน แบ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงขั้นวิกฤตราว 8 หมื่นคน ทางออกที่ TDRI เคยวิเคราะห์ไว้คือ หากเราต้องการให้ผู้ป่วยยังคงได้นอนพักรักษาตัวที่บ้าน โดยมี Caregiver มืออาชีพหมุนเวียนเข้ามาดูแลวันละ 2–4 ชั่วโมง จำนวน 2–3 บ้านต่อคน รายได้ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน รัฐจำเป็นต้องจ้าง Caregiver ราว 1 แสนคน ซึ่งต้องใช้วงเงินอย่างน้อย 18,000 ล้านบาทต่อปี
นี่จึงไม่ใช่เรื่องของการส่งผู้สูงอายุเข้าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (Nursing Home) แต่คือการสร้างระบบอุ้มชูให้ผู้สูงอายุได้อยู่กับครอบครัวอย่างมีคุณภาพชีวิต โดยที่ลูกหลานไม่ต้องลาออกจากงานมาแบกรับภาระจนล้มละลายทางเศรษฐกิจ และถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องมองว่า งบประมาณการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายภาระ แต่คือการลงทุนในความมั่นคงทางสังคมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป พร้อมชวนสังคมคิดต่อถึงทางเลือกเชิงนโยบายกับการจัดหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อความยั่งยืน เช่น หากสังคมไทยต้องการก้าวผ่านนโยบายประชานิยมชั่วคราว ไปสู่นโยบายสวัสดิการสังคมที่มี ความยั่งยืน อาจจำเป็นต้องร่วมกันพิจารณาทางเลือกเชิงนโยบายในการจัดหาแหล่งเงินใหม่ เช่น
- การปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตเฉพาะ : การเพิ่มอัตราภาษีบุหรี่และสุราเพื่อนำรายได้มาจัดสรรเฉพาะเจาะจงให้กับกองทุน LTC ซึ่งคาดว่าจะสามารถหารายได้เติมเข้ามาได้อีกประมาณ 10,000 ล้านบาท
- การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) : ปัจจุบันประเทศไทยตรึงอัตราภาษี VAT ไว้ที่ 7% จากอัตราตามกฎหมายที่ 10% หากมีการปรับขึ้นเพียง 0.5% จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลได้หลายหมื่นล้านบาท เนื่องจาก VAT 1% คิดเป็นมูลค่าภาษีประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการอุดหนุนระบบ Long-term Care ทั้งระบบ
- การสมทบจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การเสนอจัดตั้งกองทุนสวัสดิการโดยขอความร่วมมือหักเงินสมทบจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประมาณ 50 บาท/คน/เดือน เพื่อนำมารวมเป็นกองทุนกลางสำหรับดูแลผู้บริบาลในยามที่ผู้สูงอายุเข้าสู่ภาวะพึ่งพิง
- การจัดทำระบบประกัน Long-term Care : ถอดบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตัดสินใจออกกฎหมายประกันภัยการดูแลระยะยาว เมื่อปี ค.ศ. 2000 โดยกล้าที่จะเก็บเงินสมทบเพิ่มอีก 1.6% จากผู้มีรายได้ที่มีอายุระหว่าง 40–65 ปี แม้การเพิ่มภาระภาษีหรือเงินสมทบจะเป็นนโยบายที่ไม่นิยมทางการเมือง แต่ญี่ปุ่นสามารถผลักดันได้สำเร็จผ่านการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนถึงการเตรียมรับมือในอนาคต
ในมิติด้านนโยบายและการบริหารจัดการงบประมาณสาธารณสุข ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ประเทศไทยเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ และได้จัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น (กปท.) ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ก่อนจะขยายไปสู่การพัฒนาระบบ Long-term Care สำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิงในปี พ.ศ. 2553 โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ปัจจุบัน สปสช. ได้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนประมาณ 5,000 บาท/คน/ปี เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของทีมผู้จัดการการดูแล (Care Manager) และ Care Giver ในการลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน รวมถึงการจัดสรรนโยบายผ้าอ้อมผู้ใหญ่ฟรีเฉลี่ย 3 ผืนต่อวันเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว
พร้อมเปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างว่า นโยบาย Long-term Care ในปีหน้ายังคงดำเนินต่ออย่างแน่นอน แต่หัวใจสำคัญที่จะทำให้ระบบนี้ยั่งยืนได้จริงไม่ใช่เพียงการรอคอยงบประมาณกลางจากรัฐบาล ซึ่งทุกฝ่ายต่างก็มีข้อจำกัดเหมือนกันหมด แต่ต้องเริ่มจากการสร้างฐานความเข้าใจร่วมกันในสังคม

ทพ.อรรถพร ยังชี้แจงหลักการข้อสำคัญ ระบุว่า การบริหารจัดการระบบ Long-term Care จะต้องไม่ซ้ำเติมประชาชนด้วยการไปเรียกเก็บเงินหรือส่งบิลค่าบริการในวันที่ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บป่วย อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเข้าสู่ภาวะติดบ้านติดเตียงไปแล้ว เพราะรูปแบบดังกล่าวเป็นการซ้ำเติมผู้ป่วยอย่างรุนแรง และจะนำไปสู่กระแสต่อต้านในสังคมอย่างมหาศาล ในทางกลับกันสังคมไทยต้องหันมาพูดคุย และสร้างข้อตกลงร่วมกันตั้งแต่วันที่ทุกคนยังคงมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อให้เกิดระบบการร่วมลงขันหรือการออมเงินสวัสดิการก้อนเล็ก ๆ ไว้ล่วงหน้า ซึ่งท้ายที่สุดผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากเงินกองทุนนี้ก็คือตัวประชาชนเองเมื่อถึงวัยอ่อนแรง
นอกจากเรื่องแหล่งเงินทุนแล้ว มิติของ Caregiver เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลัก โดยมองว่าผู้ดูแลที่ยั่งยืน และดีที่สุดก็คือคนในครอบครัวที่ดูแลด้วยความรัก แต่ยอมรับว่าความรักเพียงอย่างเดียวมีขีดจำกัด หากต้องแบกรับภาระการดูแลตลอดเวลา จึงมีแนวคิดส่งเสริมกลไกเพื่อนช่วยเพื่อนในชุมชน ด้วยการจัดทีมอาสาสมัครลงพื้นที่เยี่ยมบ้านพร้อมกันเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศที่ครึกครื้น ลดความเครียดสะสม และแบ่งเบาภาระของครอบครัวลงได้เป็นอย่างมาก
วางแผนระยะสุดท้าย ทางเลือกสำหรับผู้ประสงค์ไม่ยื้อ ทั้งชีวิตผู้ป่วยและผู้ดูแล
ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร ผู้ก่อตั้ง เยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม เล่าประสบการณ์จากการลงพื้นที่ติดตาม และดูแลผู้ป่วยกว่า 3,000 ครอบครัว พบข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างที่สำคัญว่า ประชาชนจำนวนมากเลือกที่จะดูแลผู้ป่วยหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงอยู่ที่บ้าน แต่ภายใต้ตัวเลือกดังกล่าว กลับซ่อนความจริงที่น่าตกใจว่า ไม่มีใครตั้งใจว่าจะทำอาชีพ Caregiver ตั้งแต่แรก ขณะเดียวกันการจ้าง Caregiver มืออาชีพหรือคนนอกเข้ามาอยู่ในบ้าน ปัจจัยเรื่องนิสัยใจคอ และความซื่อสัตย์ กลายเป็นโจทย์หินที่ทำให้หลายครอบครัวต้องเปลี่ยนผู้ดูแลไม่เว้นแต่ละวัน อีกทั้งในมุมของ Caregiver ก็ยังพบปัญหาการถูกละเมิดสิทธิ และการใช้งานผิดประเภท เช่น จ้างมาเพื่อดูแลผู้ป่วย แต่กลับถูกบีบให้ทำงานบ้านทุกอย่างเหมือนผู้ดูแลบ้านทั่วไป ซึ่งสะท้อนถึงระบบการดูแลระดับครัวเรือนที่ไร้มาตรฐานควบคุม
ขณะที่การทำงานพบสิ่งที่น่าสนใจ คือ รูปแบบการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน หรือ Home Care นับเป็นโอกาสสำคัญ และมีประสิทธิภาพสูงกว่าการส่งผู้ป่วยไปนอนโรงพยาบาลอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคนในครอบครัวคือผู้ที่รู้ใจ และเข้าใจผู้ป่วยมากที่สุด หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การลดภาระให้แก่ครอบครัว ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่าย และขั้นตอนทางการแพทย์ ซึ่งประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นฐานรองรับอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจึงไม่ควรตกเป็นภาระซ้ำเติมประชาชน
หากระบบสาธารณสุขสามารถเข้าไปช่วยเติมเต็มทักษะพื้นฐาน เช่น ส่งพยาบาลเข้าไปสอนการทำแผล หรือจัดระบบให้คำปรึกษาทางการแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง การรักษาโรคติดเชื้อหรืออาการเจ็บป่วยพื้นฐานก็สามารถทำจบได้ที่บ้าน การปรับรูปแบบเช่นนี้นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีและอุ่นใจแล้ว ในภาพใหญ่ยังช่วยตัดภาระการเดินทาง ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดความแออัดในโรงพยาบาลลงได้อย่างมหาศาล รวมถึงช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการดึงผู้ดูแลในครอบครัวออกจากระบบแรงงานศักยภาพสูงออกไปอย่างน่าเสียดาย

ท้ายที่สุด นพ.อิศรางค์ ได้นำเสนอแนวทางเชิงป้องกันในระดับมหาภาคเพื่อชะลอ และลดจำนวนผู้ป่วยที่จะหลุดเข้ามาสู่ระบบ Long-term Care ในอนาคต ด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมการวางแผนการดูแลล่วงหน้า และการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขเพื่อยื้อชีวิต (Living Will) สอดคล้องกับผลการสำรวจที่พบว่าผู้สูงอายุมากกว่า 93% มีความประสงค์ที่จะปฏิเสธการยื้อชีวิตด้วยกระบวนการทางการแพทย์ที่ทรมานหากตนเองหมดสติและไม่มีทางฟื้นคืนสภาพเดิมได้
“การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสพูดคุยกับครอบครัวและวางแผนการรักษาพยาบาลของตนเองตั้งแต่ยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ จะช่วยลดการตัดสินใจทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นในภาวะฉุกเฉิน การผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบที่บ้านตามธรรมชาติตามเจตจำนงของตนเอง พร้อมทั้งช่วยลดภาระอันหนักหน่วงของผู้ดูแลในครอบครัว และลดการสูญเสียงบประมาณทางการแพทย์ของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว”
ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร
ช่วงท้ายของการเสวนา หลายคนเห็นตรงกันว่า ปัญหาผู้ดูแลผู้สูงอายุควรได้รับการยกขึ้นมาเป็น วาระแห่งชาติ อย่างเร่งด่วน เพราะท้ายที่สุดการทุ่มเทดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุด้วยความรักเพียงอย่างเดียวมีขีดจำกัด ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทย และภาครัฐต้องเปลี่ยนมุมมอง หันมาสร้างระบบอุ้มชูที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ผู้สูงอายุหรือผู้ถูกดูแลมีชีวิตบั้นปลายอย่างมีคุณภาพ และผู้ดูแล (Caregiver) ได้ยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่งไปพร้อมกัน
หมายเหตุ: Policy Forum ‘Caregiver ต้องได้ไปต่อ ปรับระบบสนับสนุนเหล่า ‘ผู้ดูแล’ เพื่อสังคมอยู่ดี – แก่ดี – ตายดี’ วงเสวนาซึ่งประกอบไปด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับนโยบาย ภาคประชาสังคม และคนทำงานระดับพื้นที่ แลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อสร้างระบบดูแล Caregiver ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน ร่วมจัดโดย The Momentum และ Policy Watch - The Active ไทยพีบีเอส
ภาพประกอบเนื้อหาโดย: อนุวัตน์ เดชธำรงวัฒน์, ธนดิษ ศรียานงค์ The Momentum
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- อยู่ไม่ไหวแล้ว 4 ข้อเสนอเร่งด่วน ดันบาร์ ระบบแคร์กิฟเวอร์ไทย
- ก่อนแสงสุดท้าย: ความกตัญญู การเยียวยาจิตวิญญาณ และการเดินทางสู่ปลายทางชีวิตอย่างอบอุ่น
- ‘เยือนเย็น’ วาระสุดท้ายเลือกได้ ไม่ต้อง สู้ตาย! ในโรงพยาบาล ‘ตายดี’ ที่บ้านอย่างสบายใจ
- ดูแลเขา…แล้วเราล่ะ ? ใครดูแล: กับดักความกตัญญูของ ‘เดอะแบก’ ในครอบครัวไทย ภายใต้สังคมสูงวัย

