สำหรับหลายคน “ตายดี” คือ การมีสิทธิเลือกว่าจะรับหรือปฏิเสธการรักษาที่ยื้อชีวิต ได้จากไปท่ามกลางคนที่รัก หรือมีโอกาสบอกความต้องการสุดท้ายของตนเองไว้ล่วงหน้า
แต่ยังมีผู้คนอีกไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น คนไร้บ้าน บุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือ แรงงานนอกระบบ ที่สิทธิการตายดีอาจไม่เคยเป็น ทางเลือก ของพวกเขาตั้งแต่แรก เพราะการดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่ในแต่ละวัน ยังเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่าการวางแผนวาระสุดท้ายของชีวิต

แม้ประเทศไทยจะรับรองสิทธิที่จะเลือกตายอย่างสงบโดยธรรมชาติ ผ่านพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทำ หนังสือแสดงเจตนา (Living Will) เพื่อปฏิเสธการรักษาที่มีวัตถุประสงค์ในการยื้อชีวิตที่เกินจำเป็นจนนำมาซึ่งความทุกข์ทรมาณ และเลือกแนวทาง การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ตามความประสงค์ของตนเอง แต่ในทางปฏิบัติ สิทธิที่กฎหมายรับรองกลับไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้าถึงหรือใช้สิทธิดังกล่าวได้
เพราะการตายดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากยังสัมพันธ์กับต้นทุนชีวิตของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นฐานะทางเศรษฐกิจ ครอบครัว การเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพ หรือแม้แต่การมีเอกสารแสดงตัวตนที่รัฐรับรอง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อโอกาสในการกำหนดวาระสุดท้ายของชีวิต และในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำยังคงดำรงอยู่ จึงเป็นคำถามได้ว่า สิทธิในการตายดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน หรือกำลังกลายเป็นอภิสิทธิ์ที่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่เอื้อมถึง ?
ก่อนจะตายดี ต้องอยู่ให้ดีเสียก่อน
“สำหรับคนในศูนย์คนไร้บ้าน การจัดการความตายอาจต้องเริ่มจากการทำให้เขาอยู่ดีให้ได้ก่อน ถ้าการอยู่ยังยากลำบาก การอยู่ก็เหมือนอยู่กับความตาย”
ผศ.ทรงสิริ พุทธงชัย อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้ำกลางวงเสวนา “ความตายอันเจ็บปวดใต้เงาวิกฤติ: รัฐ โครงสร้าง และการจัดลำดับช่วงชั้นของชีวิตที่เปราะบาง” ในการประชุมวิชาการมานุษยวิทยา ประจำปี 2569 โดยเชื่อว่า หลายคนอาจเข้าใจถึงการจัดการความตาย คือการดูแลแบบประคับประคอง การทำพินัยกรรมชีวิต หรือการจัดการหลังความสูญเสีย แต่สำหรับคนไร้บ้าน ความหมายของการจัดการความตายอาจเริ่มต้นจากเรื่องที่เรียบง่ายกว่านั้น นั่นคือการทำให้พวกเขาเริ่มอยู่ดีให้ได้ก่อน

ปัจจุบันศูนย์คนไร้บ้านมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคม เช่น ศูนย์พักพิงชั่วคราวของกทม. ศูนย์คนไร้บ้านที่ดำเนินงานโดยเครือข่ายคนไร้บ้านและมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย รวมถึงศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ซึ่งต่างมีเป้าหมายร่วมกันในการทำให้สภาวะไร้บ้านเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป ศูนย์คนไร้บ้านหลายแห่งกลับกลายเป็นที่พักพิงแห่งสุดท้ายของชีวิต
เพื่อสำรวจมุมมองของคนไร้บ้านต่อความตาย ผศ.ทรงสิริ เคยจัดกิจกรรมร่วมกับคนไร้บ้านที่อาศัยอยู่ในศูนย์จำนวน 14 คน แต่มีเพียง 3 คนที่ตอบได้ทันทีว่า เมื่อนึกถึงความตายแล้วนึกถึงอะไร ? หนึ่งในนั้นบอกว่า “เมื่อไหร่จะได้ตายเสียที จะได้พ้นจากชีวิตที่ซ้ำซากน่าเบื่อ” ขณะที่อีกสองคนตอบว่าอยากเพียง “หลับไปเลย” หรือ “ตายแบบสบาย ๆ ไม่ทรมาน”
แต่คำถามที่สะท้อนความหมายมากกว่านั้น คือ ศูนย์คนไร้บ้านควรทำอะไร ? เพื่อให้พวกเขารู้สึกอุ่นใจก่อนตาย คำตอบที่ได้รับกลับไม่ได้พูดถึงการรักษาที่ซับซ้อน การยื้อชีวิต หรือเทคโนโลยีทางการแพทย์ใด ๆ หากเป็นความต้องการพื้นฐานทั่วไปของการมีชีวิตอยู่ เช่น
“อยากให้มีอาหารเช้าวันละมื้อก็พอ”
“อยากให้มีขนมแจก”
คำตอบเหล่านี้ทำให้เห็นว่า สำหรับคนไร้บ้าน การตายดีอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการวางแผนวาระสุดท้ายของชีวิต หากแต่เริ่มจากการมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ เพราะก่อนจะเลือกได้ว่าจะจากไปอย่างไร พวกเขายังต้องได้รับโอกาสในการมีชีวิตที่ดีเสียก่อน
ช่องว่างการจัดความตายสำหรับคนไร้บ้าน
การได้ “อยู่ดี” จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการตายอย่างมีศักดิ์ศรี แต่ในความเป็นจริง เมื่อคนไร้บ้านต้องเผชิญความเจ็บป่วยหรือเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต พวกเขายังติดอยู่กับข้อจำกัดของระบบการดูแลในหลายด้าน

ผศ.ทรงสิริ ชี้ว่า แม้คนไร้บ้านบางส่วนที่เข้ามาอยู่ในศูนย์พักพิงจะได้รับการดูแลมากขึ้น แต่เส้นทางสู่การตายดีของคนไร้บ้านยังมีช่องว่างสำคัญ 4 มิติ ได้แก่ การแพทย์ กฎหมาย จิตวิทยา และการจัดการหลังความตาย
- ในมิติด้านการแพทย์ ปัจจุบันมีศูนย์พักพิงรองรับคนไร้บ้านที่ป่วยฉุกเฉินหรือเพิ่งออกจากโรงพยาบาล เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยมีพยาบาลและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) แวะมาเยี่ยมเยียนเป็นระยะ แต่ระบบนี้ยังไม่ครอบคลุมผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยระยะท้าย ทำให้ศูนย์ส่วนใหญ่ยังไม่มีระบบการดูแลแบบประคับประคองที่สมบูรณ์จะรองรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้เพียงพอ
- ในมิติด้านกฎหมาย แม้กลุ่ม Peaceful Death จะขับเคลื่อนการวางแผนดูแลล่วงหน้าผ่าน สมุดเบาใจ หรือ พินัยกรรมชีวิต เพื่อให้ประชาชนระบุเจตจำนงเกี่ยวกับการรักษา แต่สำหรับคนไร้บ้าน การใช้เครื่องมือดังกล่าวยังมีข้อจำกัด เนื่องจากแบบฟอร์มมักกำหนดให้ระบุ ผู้ตัดสินใจแทน หากเจ้าของเอกสารไม่สามารถสื่อสารหรือตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ซึ่งคนไร้บ้านจำนวนมากไม่มีญาติหรือบุคคลใกล้ชิดที่จะรับหน้าที่นี้ จึงอาจทำให้การนำเจตจำนงไปปฏิบัติจริงได้ยาก
- ในมิติด้านจิตวิทยา แม้ศูนย์พักพิงฉุกเฉินบางแห่งจะมีจิตแพทย์ให้คำปรึกษา แต่ศูนย์คนไร้บ้านส่วนใหญ่ยังไม่มีบริการดังกล่าว ขณะที่การดูแลผู้ที่เข้าสู่ช่วงสุดท้าย มักอาศัยการนิมนต์พระสงฆ์เพื่อดูแลด้านจิตใจให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ ซึ่งแนวทางนี้ยังไม่สามารถครอบคลุมผู้ที่นับถือศาสนาอื่นหรือไม่มีศาสนาได้
- ในมิติการจัดการหลังความตาย ศูนย์คนไร้บ้านสามารถประสานวัดหรือมูลนิธิกู้ภัยเพื่อดำเนินการจัดพิธีศพให้ผู้เสียชีวิตที่ไม่มีญาติได้ แต่ถ้าหากคนไร้บ้านมีความประสงค์ในการบริจาคร่างกาย ความตั้งใจดังกล่าวก็มักไม่สามารถดำเนินการได้จริง เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขหรือข้อจำกัดของโรงพยาบาล ทำให้ความต้องการครั้งสุดท้ายของผู้เสียชีวิตก็อาจไม่บรรลุผล
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า แม้การขับเคลื่อนเรื่องการตายดีสำหรับคนไร้บ้าน จะเริ่มมีความคืบหน้าในบางมิติ แต่ยังมีช่องว่างของระบบอีกหลายด้าน
โดยกรณีศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงคนไร้บ้านที่สามารถเข้าถึงศูนย์พักพิงและได้รับการดูแลจากภาคประชาสังคมแล้ว ขณะที่คนไร้บ้านอีกจำนวนมากซึ่งยังใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน อาจเผชิญปัญหาในการเข้าถึงบริการสุขภาพ การดูแลระยะท้าย และความช่วยเหลือมากยิ่งกว่า
ชีวิตที่ถูกออกแบบ ก่อนถึงวันสุดท้าย
แม้ยังเห็นช่องว่างของการดูแลระยะท้ายสำหรับคนไร้บ้านที่ยังเข้าไม่ถึงการตายดีได้ถ้วนหน้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง สำหรับ ศยามล เจริญรัตน์ นักวิจัยเชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับชวนมองลึกไปกว่านั้น พร้อมชวนตั้งคำถามว่า เหตุใดคนบางกลุ่มจึงไม่มีโอกาสเข้าถึงการตายดีตั้งแต่แรก ? โดยชี้ว่า คำตอบไม่ได้อยู่ในระบบดูแลในวาระสุดท้ายของชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างที่ออกแบบชีวิตของผู้คนตั้งแต่วันเกิด

“ชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย เราออกแบบเองได้จริงหรือ หรือมีโครงสร้างบางอย่างออกแบบให้เรา และจริง ๆ แล้ว มันถูกออกแบบให้ใครบางคน แต่ไม่ได้ถูกออกแบบให้ทุกคน”
ศยามล เจริญรัตน์
นักวิจัยยังอธิบายว่า ความเหลื่อมล้ำในบั้นปลายชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อคน ๆ หนึ่งแก่หรือเจ็บป่วย แต่เป็นผลสะสมจากโอกาสที่ไม่เท่าเทียมมาตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่การมีสถานะทางทะเบียน การเข้าถึงการศึกษา การมีงานที่มั่นคง ไปจนถึงการมีหลักประกันทางสังคมและรายได้หลังเกษียณ ซึ่งล้วนส่งผลต่อโอกาสในการเข้าถึงการรักษาและการกำหนดวาระสุดท้ายของชีวิต
โดยยกตัวอย่างเด็กคนหนึ่งที่เกิดในชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ไม่มีสูติบัตรตั้งแต่เกิด ทำให้เข้าเรียนล่าช้า เมื่อเติบโตขึ้นต้องทำงานรับจ้างตามฤดูกาลในภาคเกษตรโดยไม่มีประกันสังคม กระทั่งอายุเกือบ 70 ปี ก็ยังต้องทำงานทุกวัน หากวันใดหยุดทำงานก็อาจไม่มีรายได้เลี้ยงชีพ เพราะไม่มีเงินบำนาญหรือเงินออม เมื่อเจ็บป่วยก็เข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุขที่เพียงพอ และท้ายที่สุดก็แทบไม่มีโอกาสเลือกได้ด้วยซ้ำว่าจะตายอย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่กรณีเฉพาะบุคคล เพราะจากข้อมูลปัจจุบันยังมีเด็กและเยาวชนกว่า 94,244 คน ที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน นอกจากนี้ จากแรงงานกว่า 40 ล้านคนของประเทศ ยังมี 21.1 ล้านคน ที่ทำงานนอกระบบและไม่มีประกันทางสังคม ซึ่ง 11.4 ล้านคนอยู่ในภาคเกษตร ที่ชีวิตจะไม่มีวันเกษียณ

เมื่อการแก่ไม่เท่ากัน การตายจึงไม่เท่ากัน
เพราะความเหลื่อมล้ำไม่ได้เริ่มต้นตอนเข้าสู่วัยชราอย่างเดียว แต่สะสมมาตลอดช่วงชีวิต ผู้คนจึงมีบั้นปลายชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนบางกลุ่มสามารถเกษียณได้ มีเงินออม เงินบำนาญ สวัสดิการด้านสุขภาพ และมีทางเลือกในการรักษา ขณะที่แรงงานนอกระบบและเกษตรกรผู้สูงอายุ ยังคงต้องทำงานต่อแม้อายุล่วงเลย เพราะการหยุดงานหมายถึงการขาดรายได้ และต้องพึ่งพาเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
ความเหลื่อมล้ำดังกล่าว ศยามล อธิบายว่า สิ่งนี้นำไปสู่ “ชีวิตที่ถูกเร่ง” และ “ชีวิตที่ถูกยื้อ”
- ชีวิตที่ถูกเร่ง คือ ผู้ที่ยังคงต้องทำงานเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต เผชิญความยากจนเรื้อรัง มีสถานะทางกฎหมายที่ไม่มั่นคง และเข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุข จนอาจเสียชีวิตก่อนวัยหรือไม่มีโอกาสเลือกวาระสุดท้ายของตนเอง
- ชีวิตที่ถูกยื้อ คือ ผู้ที่มีทรัพยากรเพียงพอจะเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพที่สามารถยืดอายุออกไปได้ รวมถึงมีโอกาสตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาในช่วงท้ายของชีวิต
ดังนั้น ทั้งจากกรณีของคนไร้บ้านที่แม้แต่การมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพยังเป็นเรื่องยาก การกำหนดวาระสุดท้ายของชีวิตจึงยิ่งเป็นเรื่องไกลตัว เช่นเดียวกับผู้คนที่ชีวิตถูกกำหนดด้วยฐานะทางเศรษฐกิจและสถานะทางกฎหมาย จนทำให้สิทธิที่กฎหมายรับรองไว้ไม่อาจบรรลุผล
การตายอย่างมีศักดิ์ศรีจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกฎหมาย แต่ยังรวมถึงการมีชีวิตอย่างมีคุณภาพและการเข้าถึงระบบดูแลที่เท่าเทียม เพราะตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำยังดำรงอยู่ “การตายดี” ก็อาจยังเป็นอภิสิทธิ์ของคนบางกลุ่ม มากกว่าจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน

