เรามักได้ยินประโยคที่ว่า “เด็กสมัยนี้ไม่เหมือนเด็กสมัยก่อน” แต่หากลองมองให้ลึกกว่าความต่างระหว่าง ยุค อาจพบว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ตัวเด็ก หากแต่คือ โลกและสภาพแวดล้อมที่กำลังเลี้ยงดูพวกเขา
อะไรบ้าง ? ที่ทำให้เด็กยุคก่อนกับเด็กยุคนี้เติบโตแตกต่างกัน
“เด็กยุคก่อนเติบโตมากับการมีใครสักคนเสมอในบ้าน พ่อทำงาน ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน แต่ว่ายุคปัจจุบันการมีคนทำงานแค่คนเดียวกลายเป็นว่าหลายบ้านก็จะอยู่ไม่ได้ พ่อแม่หลายคนก็อาจจะต้องทำงานล่วงเวลาด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเด็กยุคใหม่โตกับสังคมที่ขาดคนที่จะดูแลใกล้ชิดมากขึ้น”
ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร หรือ หมอโอ๋ กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะเจ้าของ เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน ชวนมองความแตกต่างนี้ผ่าน บริบทของครอบครัว ที่เปลี่ยนไป

จากเดิมที่หลายครอบครัวอาจมีผู้ใหญ่อยู่บ้านคอยดูแลเด็ก กลายเป็นครอบครัวที่พ่อและแม่ต้องออกไปทำงานทั้งคู่ เพราะ ค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจทำให้การมีรายได้เพียงคนเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการประคับประคองครอบครัว ขณะที่เวลาทำงานที่ยาวนานขึ้น ทำให้เมื่อกลับถึงบ้าน พ่อแม่จำนวนไม่น้อยอาจเหลือทั้งเวลาและพลังงานสำหรับลูกไม่มากนัก
เมื่อพื้นที่ของการพูดคุย เล่น หรือแลกเปลี่ยนระหว่างพ่อแม่กับลูกลดลง ช่องว่างดังกล่าวก็อาจถูกเติมเต็มด้วยอีกสิ่งหนึ่งที่เข้ามาอยู่ตรงกลาง นั่นคือ หน้าจอและโทรศัพท์มือถือ
ในโลกยุคใหม่ทำอะไรก็เร็ว หมอโอ๋ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้เด็กยุคใหม่มีความอดทนน้อยลง เมื่อเทียบกับเด็กยุคก่อน
นอกจากนี้พวกเขายังเจอกับความกดดันผ่านโลกโซเชียลฯ ที่ทำให้เกิดความรู้สึกด้านลบกับตัวเอง ในช่วงที่คนต่างอวดความสวยงาม อวดสถานที่ท่องเที่ยว อวดเรื่องราวดี ๆ ในชีวิต มีเด็กบางส่วนรู้สึกว่าตัวเองยัง “ดีไม่พอ” จึงไม่มีชีวิตดี ๆ แบบที่เห็นในโซเชียลฯ ได้
หมอโอ๋มองว่านอกจากโซเชียลฯ ที่ทำให้เด็กรู้สึกแบบนี้ บางทีเหตุก็มาจากพ่อแม่ด้วยเช่นกัน เนื่องจากสมัยนี้ครอบครัวมีลูกกันไม่กี่คน บางครอบครัวที่มีลูกคนเดียว ทำให้เด็กต้องแบกรับความคาดหวังของพ่อแม่ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกพื้นที่ที่ทำให้เด็กรู้สึกถูกกดดันไม่แพ้กันคือ โรงเรียน หมอโอ๋เล่าว่า เคยมีเด็กเปิดเผยว่าโรงเรียนเปรียบเสมือน “ขุมนรก” สำหรับพวกเขา
“โรงเรียนไทยเป็นพื้นที่แห่งอำนาจ อำนาจที่ครูจะจัดการเด็ก ทำโทษ กล้อนผม ทำให้อับอาย ทำให้ไม่มีตัวตน เป็นพื้นที่แห่งบูลลี่ด้วย บางทีอำนาจที่เด็กมีระหว่างเพื่อนไม่เท่ากัน เขาจึงถูกแกล้งถูกรังแก จนเด็กรู้สึกว่ามันเป็นนรก ส่วนเด็กหลายคนที่เรียนไม่ดีก็รู้สึกไม่มีตัวตนที่โรงเรียน เพราะว่าเรียนไม่รู้เรื่อง”
หมอโอ๋
แต่ข้อดีของเด็กยุคนี้ที่ หมอโอ๋ มองเห็นได้ชัดเจน คือการที่พวกเขาเปิดเผยถึงเรื่องปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น เรื่องสุขภาพจิตถูกทำให้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ ต่างจากเมื่อก่อนสังคมตีตราว่าคนมีปัญหาสุขภาพจิต เท่ากับการเป็นบ้า
“เรื่องแค่นี้” แต่คือโลกทั้งใบของเด็ก
โพสต์รูปแล้วเพื่อนไม่กดไลก์
เพื่อนไปเที่ยวกันแล้วไม่ชวน
เพื่อนไม่โพสต์อวยพรวันเกิดให้
นี่คือตัวอย่างปัญหาของเด็กที่มักจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาผู้ใหญ่ แต่หารู้ไม่ว่าเรื่องเหล่านี้หากไม่ได้รับการแก้ไขหรือทำความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็สามารถนำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่แท้จริงอย่างเรื่องสุขภาพจิตได้
“การที่เรามีเพื่อนดี มีเพื่อนที่รักเรา แปลว่าเราใช้ได้ ความรู้สึกดีไม่พอบางทีมันก็มาจากภาพสะท้อนของเพื่อนออนไลน์ เช่น เราลงอะไรไปเพื่อนดูไม่สนใจ เด็กวัยรุ่นจะเซนซิทีฟกับสิ่งเหล่านี้เยอะกว่าผู้ใหญ่ เพราะว่ามันเป็นวัยที่เขาแสวงหาการยอมรับ การยอมรับมันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องอัตลักษณ์และตัวตนของเขา”
หมอโอ๋

สถานการณ์ที่เพื่อนเด็กไปเที่ยวกันแล้วไม่ชวน แถมถ่ายรูปลงโซเชียล หมอโอ๋ มองว่าความรู้สึกของเด็กที่ถูกเพื่อนทอดทิ้ง มันเหมือนกับการโดนประจานในโลกออนไลน์ว่า “เขาไม่เอาเรา” ซึ่งมันก่อให้เกิดความรู้สึกเศร้า ผิดหวัง และอับอาย
อีกปัญหาในโรงเรียนที่เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ คือ การกลั่นแกล้งในโรงเรียน ซึ่งสามารถเป็นได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การรังแกกันซึ่งหน้า ไปจนถึงล้อเลียนในโลกออนไลน์ ความน่ากลัวของสถานการณ์อย่างหลัง คือ ผู้ใหญ่ไม่ได้สามารถเห็นได้เลยว่าเด็กถูกกลั่นแกล้งอะไรบ้าง เพราะมันทิ้งร่องรอยไว้แค่ในอินเทอร์เน็ตเท่านั้นและสามารถถูกส่งต่อไปซ้ำ ๆ ได้เรื่อย ๆ
“ตอนนี้บูลลี่เป็นปัญหาใหญ่มาก เป็นปัญหาสุขภาพจิตของเด็กวัยรุ่น เด็กหลายคนไม่อยากไปโรงเรียน ไม่สนใจการเรียนเพราะว่ามันไม่มีสมาธิ เดี๋ยวเพื่อนก็โยนอะไรมา เดี๋ยวก็เอาของไปซ่อน มันเป็นปัญหาที่สะสมกับมีผลกระทบวงกว้างมาก เรากำลังมีเด็กไม่มีความสุขจำนวนมากมากองอยู่ในโรงเรียน”
หมอโอ๋
ถ้าเด็กไม่มีความสุขที่บ้าน เป็นไปได้ว่าเขาจะสะท้อนผ่านพฤติกรรมบางอย่างที่โรงเรียน คำถามต่อมาคือ อะไร ? คือตัวกระตุ้นให้เด็กแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นออกมา เช่น แทนที่จะไม่พอใจคนเดียว เด็กเลือกที่จะเอาอารมณ์ด้านลบของตัวเองมาแกล้งเพื่อน หรือเมื่อผิดหวังก็ทำร้ายตัวเอง
สถานการณ์เหล่านี้อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของ ความเสื่อมถอย ที่สังคมกำลังพร่ำบ่น ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ หมอโอ๋ จึงมองเห็นปัจจัยบางอย่างที่เป็นตัวกระตุ้นพฤติกรรมเหล่านี้
จากเสียงในหัวสู่พฤติกรรม
หลายครั้งที่มีข่าวเด็กกระโดดตึก ทำร้ายตัวเอง จะมีเสียงจากสังคมส่วนหนึ่งต่อว่าเด็กสมัยนี้ว่า อ่อนแอ เปราะบาง หรือภูมิคุ้มกันต่ำ ไปจนถึงการมองว่าเด็กขาดจริยธรรม ในมุมมองของ หมอโอ๋ เรื่องแบบนี้มีที่มาที่ไป
การจะอธิบายเรื่องนี้ได้ หมอโอ๋ บอกว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่าอารมณ์กับพฤติกรรมเป็นสิ่งที่แยกออกจากกัน เช่น เด็กบางคนโกรธแล้วร้องไห้ บางคนเศร้าแล้วเลือกจะอยู่เงียบ ๆ ขณะเดียวกันบางคนเศร้าเหมือนกันแต่ไปทำร้ายคนอื่น เพราะฉะนั้นพฤติกรรมจึงไม่ได้สะท้อนอารมณ์ของเด็กเสมอไป

อีกปัจจัยสำคัญที่เราชวน หมอโอ๋ แลกเปลี่ยน คือ พัฒนาการของสมอง ช่วงอายุของเด็กโดยเฉพาะ 13-18 ปี เป็นช่วงเวลาที่เด็กจะมีความผันผวนทางอารมณ์และมีพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วซึ่งใช้เวลาพัฒนามาตั้งแต่เริ่ม 10 ปี เรื่อยมาจนถึงช่วงอายุ 20 ปี
“สมองไม่ได้พัฒนาเท่ากันทุกด้าน ตั้งแต่เด็กจนโตมา สมองส่วนที่โตขึ้นก็คือสมองส่วนอารมณ์และสมองส่วนสัญชาตญาณการเอาตัวรอด สำหรับสมองส่วนหน้าที่เราอยากให้ทุกคนมี เรียกว่าสมองส่วน EF ซึ่งเป็นสมองส่วนบริหารจัดการ รู้ไหมว่ากว่าสมองส่วนนี้จะเจริญทันสมองส่วนอารมณ์เนี่ยก็เกือบ 25 ปี อันนี้ยังไม่นับเรื่องทักษะการจัดการอารมณ์ กว่าจะจัดการอารมณ์ได้ดีก็อายุเกือบ 30 กว่า แปลว่าตั้งแต่เด็กยันวัยรุ่น เราทุกคนจะมีสมองส่วนกำกับอารมณ์ที่ไม่เก่งมาก”
หมอโอ๋
เพราะฉะนั้นการที่เด็กมีอารมณ์แปรปรวน เอาใจยาก หรือเปราะบาง ส่วนหนึ่งก็มาจากพัฒนาการของร่างกายที่ยังไม่ได้โตเต็มที่ทันกับอารมณ์ หมอโอ๋ เชื่อว่าคงมีพ่อแม่หลายคนเจอกับสถานการณ์ที่พูดอะไรที่ไปสะกิดใจเด็กนิดนึงก็อาจจะโมโหขึ้นมา หรือร้องไห้ได้ง่าย
จึงย้ำว่าอีกปัจจัยที่สำคัญคือ ภายในสมองส่วนอารมณ์จะมีส่วนเล็ก ๆ ที่เรียกว่า อะมิกดาล่า (Amygdala) ทำหน้าที่ตรวจตราความปลอดภัยและประมวลการเอาตัวรอด เมื่อเราไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย อะมิกดาล่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้คิดว่าจะต้องเอาตัวรอดยังไง เช่น หากเจอเสือในป่าแล้วจะสู้หรือจะหนี
“สมองส่วนนี้ของวัยรุ่นมันโตมาก งั้นบางทีเขาจะเซนซิทีฟมาก เช่น ใครมามองหน้า ก็เข้าใจว่าโดนหาเรื่องซึ่งบางทีมันไม่ได้เรื่องใหญ่ขนาดนั้น หรืออย่างแม่พูดนิดเดียวแต่เขาโมโหมาก เขาจะอ่อนไหวกับความรู้สึกปลอดภัย คำว่าปลอดภัยไม่ใช่แค่ปลอดภัยทางกาย แต่มันเป็นปลอดภัยกับตัวตน (Self) เช่น เขาจะต้องไม่ถูกตำหนิ ถูกทำให้รู้สึกแย่ วัยรุ่นจะไวกับสิ่งเหล่านี้มาก”
หมอโอ๋
เพราะฉะนั้นคำว่า “นิดเดียวเอง” จึงไม่ได้นิดเดียวสำหรับวัยรุ่นเสมอไป โดยเฉพาะเรื่องที่ส่งผลกระทบกับตัวตนของเขา
แม้กระทั่งพฤติกรรมการบูลลี่ก็ทำให้เห็นความเปราะบางบางอย่าง สำหรับหมอโอ๋ การที่เด็กกลั่นแกล้งเพื่อนเป็นประจำอาจจะกำลังสะท้อนว่าเด็กคนนั้นกำลัง ขาดความสุข
“เด็กมีความสุขไม่แกล้งคนอื่น เด็กหลายคนอยู่ที่บ้านถูกใช้อำนาจ ถูกตี อย่าลืมว่ามนุษย์ทุกคนต้องแสวงหาอำนาจ เวลาที่เขารู้สึกตัวเองไม่มีอำนาจที่บ้าน เขาก็จะมาหาที่โรงเรียนแทน เช่น ทำตัวเพื่อให้เพื่อนมองว่าเจ๋ง ทำตัวกร่างเพื่อให้รู้สึกว่าเรามีอำนาจเหนือคนอื่น”
หมอโอ๋
แทนที่จะมุ่งเป้าไปว่าเด็กสมัยนี้ทำไมถึงไม่อดทน ทำไมถึงโหดร้าย หมอโอ๋มองว่าสังคมต้องไปให้ลึกถึงปัจจัยที่ส่งผลให้เขาแสดงออกแบบนั้น รวมถึงช่วยกันสร้าง ปัจจัยปกป้อง ให้เป็นเกราะคุ้มกันพวกเขา
“ถ้าเราจะเรียนรู้ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ควรมองหาว่าปัจจัยอะไรที่จะเป็นปัจจัยปกป้อง ทำให้เด็กหลายคนที่มีอารมณ์เชิงลบแต่เขาไม่ได้ลุกขึ้นมาทำร้ายตัวเอง ไม่ได้ลุกขึ้นมาทำร้ายคนอื่น หรือไม่ได้ลุกขึ้นมาทำร้ายสังคม ปัจจัยปกป้องเป็นเรื่องสำคัญมาก”
หมอโอ๋
ในทรรศนะของหมอโอ๋ ปัจจัยปกป้องประกอบไปด้วย
- ทักษะในการเห็นอกเห็นใจตัวเองและผู้อื่น
- ทักษะการบริหารจัดการอารมณ์ หมายถึง เมื่อมีอารมณ์ไม่ว่าด้านบวกหรือด้านลบเกิดขึ้น เขาจะจัดการกับความรู้สึกนั้นได้ ไม่ใช่ว่าโกรธแล้วต้องทำร้ายคนอื่นหรือทำร้ายตัวเอง
- เด็กมีตัวตนที่มั่นคง เชื่อมโยงกับคนรอบข้างทั้งกับครอบครัว เพื่อน และโรงเรียน
“การมีตัวตนที่มั่นคงเป็นปัจจัยปกป้องที่สำคัญ การที่เขารู้สึกว่าตัวเองเชื่อมโยงกับผู้คนรอบข้าง เชื่อมโยงกับโรงเรียน เชื่อมโยงกับพ่อแม่ อันนี้เป็นปัจจัยปกป้องที่สำคัญนะ”
หมอโอ๋
ปัจจัยปกป้องมาพร้อมกับพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สังคมพูดกันมาหลายครั้ง แต่ก็ยังสร้างขึ้นมาไม่ได้สักที
พื้นที่ปลอดภัยสร้างได้จริงไหม ?
หน้าตาของพื้นที่ปลอดภัยไม่ได้มีอะไรซับซ้อน หมอโอ๋ บอกว่าหากให้นิยามสั้น ๆ มันควรจะเป็นที่ที่ได้เป็นตัวของตัวเองได้ ถูกยอมรับ ถูกมองเห็น และส่งเสียงของตัวเองได้อย่างไม่ต้องกลัว
ความยากคือพื้นที่ปลอดภัยนี้คือการต้องมีทุกที่ที่เด็กเกี่ยวข้องกับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่โรงเรียนก็ตาม
“ต้องเป็นพื้นที่ที่ทำให้เด็กรู้สึกว่ามีตัวตน อย่างไปโรงเรียนแล้วเขารู้สึกว่าถึงจะเรียนไม่ได้เก่งมาก แต่เราก็ดีในรูปแบบของเรา เราก็ถูกยอมรับในรูปแบบของเรา โรงเรียนต้องทำให้เราเข้าใจว่ามนุษย์มีความสามารถหลากหลาย บางคนเรียนเก่ง บางคนกีฬาเก่ง บางคนเป็นเด็กธรรมดาก็ได้ แค่มีน้ำใจกับเพื่อนก็โอเคมากแล้ว สิ่งเหล่านี้มันต้องเป็นพื้นที่ที่สร้างตัวตน และทำให้เด็กรู้สึกดีกับตัวตนของตัวเอง”
“สร้างอำนาจเหนือให้น้อย สร้างอำนาจร่วมให้เยอะ แนวคิดสั้น ๆ ที่จะช่วยสร้างนิเวศในโรงเรียนให้ปลอดภัยกับเด็กได้ อำนาจร่วมหมายถึงการที่ทั้งครูและเด็กสามารถสร้างข้อตกลงร่วมกันได้โดยที่ไม่มีใครรู้สึกว่าถูกกดให้อยู่ต่ำกว่า”
ครูคือคนสำคัญที่จะทำให้พื้นที่ปลอดภัยเกิดขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ระบบ ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะการมีระบบที่ดีจะเอื้อให้คนทำอะไรดี ๆ ได้ง่ายขึ้น
หมอโอ๋ ยังยกตัวอย่างการเอาจริงเอาจังกับนโยบายการลดบูลลี่ในโรงเรียนมากขึ้น เช่น โรงเรียนอาจจะมีระบบที่ให้เด็กแจ้งเรื่องบูลลี่ได้แบบไม่ต้องมาบอกครูโดยตรง สามารถเป็นกล่องรับเรื่อง หรือทำผ่านช่องทางออนไลน์ได้ และแทนที่จะพุ่งไปลงโทษเด็กก็เปลี่ยนเป็นการหาทางพูดคุยกับทั้งเด็กที่โดนกลั่นแกล้งและคนที่กลั่นแกล้งว่ากำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่บ้าง มีบริการปรึกษานักจิตวิทยาในโรงเรียน ที่สำคัญคือกระบวนการเหล่านี้ต้องเปิดให้เด็กมีส่วนในการออกแบบด้วย
ที่สำคัญ คือ พื้นที่ปลอดภัยต้องเริ่มจากที่บ้าน พ่อแม่ยุคใหม่จะทำยังไงได้บ้าง ในวันที่สุขภาพจิตของลูกคือเรื่องสำคัญ?

“พ่อแม่ทำได้โดยการให้ความรักให้ความใส่ใจ บอกเขาว่าเราจะอยู่ข้างเขาแล้วก็รับฟัง เวลาที่เด็กรู้สึกว่าตัวเองมันมีเซฟโซน เขารู้สึกปลอดภัย และเวลาที่เด็กรู้สึกปลอดภัยเขาจะมีความสุข เขาก็ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นไปทำร้ายคนอื่น”
หมอโอ๋ ย้ำว่าพ่อแม่ต้องเรียนรู้ที่จะรับฟังจากหัวใจ ฟังอย่างไม่ตัดสิน เพราะที่ผ่านมาพ่อแม่หลายคนคิดว่า ถ้าลูกมาเล่าอะไรให้ฟัง พ่อแม่ต้องหาทางแก้ไขให้ได้ แต่ความจริงแล้วในบางสถานการณ์ ลูกอาจแค่อยากเล่าเฉย ๆ
“ทักษะความเข้มแข็งทางจิตใจ หรือ resilience เกิดขึ้นเมื่อเด็กได้เผชิญความท้าทายคูณกับเวลา แปลว่า ยิ่งอยู่กับมันได้นานเท่าไหร่ ยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องรีบจัดการปัญหา แค่รับฟัง ถามเขาว่ารู้สึกยังไงบ้าง”
หมอโอ๋
ฝึกให้เด็กได้ลงมือแก้ไขปัญหาเอง แต่ก็ไม่โดดเดี่ยวจนเขากลัวว่าถ้าไปทางที่ผิดแล้วพ่อแม่จะตำหนิ เท่านี้เด็ก ๆ จะรู้สึกว่าเขามีที่พึ่ง มีเซฟโซนที่เป็นครอบครัว ซึ่งมันสามารถช่วยพัฒนาไปถึงทักษะการเห็นอกเห็นใจตัวเองและคนรอบตัวของเด็กได้
แต่ หมอโอ๋ ก็มองว่าในฝั่งพ่อแม่เองก็อย่ากลัวและระแวงในการรักษาหัวใจลูกจนเกินไป พ่อแม่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งก็ย่อมมีเรื่องผิดพลาดกันได้ และไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่เคยสร้างบาดแผลให้กับลูก
“หมอคิดว่าสำคัญคือยอมรับว่าเราเป็นมนุษย์ที่เราจะมีผิดพลาดเป็นธรรมดา สิ่งสำคัญจริงมันไม่ใช่อยู่ที่การทำอะไรให้ลูกรู้สึกไม่ดีแล้วเราได้เยียวยามันอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก การที่พ่อแม่สามารถขอโทษลูก และบอกว่าสิ่งที่ทำไปมันไม่โอเคเลย”
หมอโอ๋
ถึงตรงนี้ หมอโอ๋ มองว่าการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเป็นความรับผิดชอบของครูกับพ่อแม่อย่างเดียวคงไม่พอ รัฐเองก็ต้องมีส่วนสำคัญในการออกแบบนโยบายเพื่อนพัฒนาคุณภาพชีวิตขอพ่อแม่และส่งเสริมเด็กเช่นเดียวกัน ถ้าพ่อแม่ยังต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินตลอดเวลา เด็กก็คงจะขาดคนที่อยู่ดูแล นโยบายที่ดีจึงควรทำให้ทุกคนอยู่รอดไปพร้อมกัน
อ้างอิง :

