นับตั้งแต่การสิ้นสุดระบอบจักรพรรดิของของราชวงศ์ชิง จากการปฏิวัติซินไฮ่ (1911) สู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบสาธารณรัฐ ผ่านสงครามระหว่างจีน-ญี่ปุ่น (1937) และยุคก้าวกระโดดครั้งใหญ่ หรือ The Great Leap Forward (1958) สู่การปฏิวัติวัฒนธรรมโดยมี เหมา เจ๋อตง เป็นผู้ริเริ่ม จนกระทั่งถึงจีนยุคใหม่ และ AI ของ สี จิ้นผิง ในปัจจุบัน แต่ละช่วงการเปลี่ยนผ่านย่อมนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง
แต่ระหว่างเส้นทางนี้ ประชาชนจีนต้องเผชิญกับอะไรบ้าง The Active ชวนสนทนากับ เหยียน เซียงวา (Yan xiang wa) หรือ แสงวาท อินต๊ะวงศ์ ชาวไตลื้อ สิบสองปันนา กับเรื่องราวของชาวไตลื้อ 3 รุ่น ผ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของดินแดนจีน

ชีวิตรุ่นปู่ : หมอเท้าเปล่า และการปฏิวัติวัฒนธรรม
เหยียน เซียงวา เล่าให้ฟังว่า เรื่องราวในยุคปู่ของเขาที่น่าสนใจไม่น้อย เนื่องจากเกิดและเติบในยุคของ เจีย ไคเชค ไปจนถึงยุค ประธานเหมา เจ๋อตง วัยหนุ่มของปู่จึงอยู่ในช่วงการ ปฏิวัติวัฒนธรรม อย่างเข้มข้น
“ปู่เคยบวชเป็นพระ จึงมีองค์ความรู้หลายอย่าง โดยเฉพาะการเป็นหมอพื้นบ้านไตลื้อ ตอนเป็นเด็กเขาพาผมไปซื้อยาในตัวเมืองบ้าง ออกไปเก็บยาสมุนไพรในป่าบ้าง ตำรับยาพื้นบ้านก็มีบันทึกไว้เป็นภาษาไตลื้อทั้งหมด ด้วยความที่ปู่เป็นหมอ และยังเป็นน้องชายของมเหสีเจ้าเมืองแจด้วย”
การเป็นเชื้อสายเจ้าเมืองแจ (เมืองหนี่งในระบบสิบสองปันนาในอดีต) และความเป็นปัญญาชนของปู่ ทำให้เมื่อเข้าสู่ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม คนกลุ่มนี้ใช้แรงงานไม่เก่งเหมือนคนทั่วไป แก้วแหวน เงินทอง ทรัพย์สินทั้งหมดตอนเป็นเจ้าก็ถูกใช้ไปกับการแลกอาหารกิน
“ปู่ผมเกิดปี ค.ศ. 1937 จึงมีวัยหนุ่มอยู่ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมมจีนพอดีในยุคคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าใครจะเป็นคนใช้แรงงานหรือปัญญาชน ก็จะตกอยู่ในเงื่อนไขเดียวกัน คือการเป็น ผู้ใช้แรงงาน และเมื่อทำงานแล้ว จะไม่มีใครมีทรัพย์สินเป็นของตัวเองเลย ไม่ว่าจะทำอะไรได้มาก็ต้องเป็นของกลางไปหมด ปู่กับพ่อของผมต้องทำงานเพื่อเอาคะแนน แล้วจะได้คูปองไปแลกข้าวกิน ซึ่งเป็นข้าวที่มาจากหม้อเดียวกันทั้งหมด”
เหยียน เซียงวา ยังชวนย้อนอดีตอีกว่า ในช่วงเวลานั้น หากใครที่มีองค์ความรู้บางอย่างที่สืบทอดต่อมา และที่มีแนวโน้มจะขัดแย้งหรือฉุดรั้งความก้าวหน้าของสังคมตามแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าจะเป็น อาชีพ ความรู้ ความเชื่อ พิธีหรือศิลปวัฒนธรรม ก็ล้วนจะโดนกวาดล้างและเป็นภัยต่อชีวิตได้เพราะถือว่าเป็นของตกค้างจากสังคมเก่า และเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ
“ปู่ของผมไม่ได้เป็นแค่หมอพื้นบ้านรักษาโรคเท่านั้น แต่ปู่ผมเคยบวชพระ จึงมีความรู้ทางไสยศาสตร์และพิธีกรรมด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนทั้งหมด”
ดันนั้นการที่ปู่มีองค์ความรู้หลายแขนงนั้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เนื่องจากบริบทของวัดในสมัยก่อน พระต้องทำหน้าที่ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหมอดู หมอไสยศาสตร์ หรือกระทั่งหมอยา การบวชที่วัดใดนั้น ก็ย่อมได้ถ่ายทอดวิชาตามความถนัดของวัดนั้น ๆ ไม่ต่างจากวัฒนธรรมไทยพุทธ
ส่วนหนี่งของการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนคือ โครงการ หมอเท้าเปล่า โดยถูกร่วมเข้าสู่นโยบายชาติในปี ค.ศ. 1968 หรือที่เรียกว่า ระบบการแพทย์ร่วมมือชนบท (Rural Cooperative Medical Systems, RCMS) เป็นไปเพื่อลดอิทธิพลของการโดนครอบงำทางการแพทย์จากหมอที่ฝึกเรียนมาจากฝั่งตะวันตก ซึ่งปู่ของ เหยียน เซียงวา คือหนึ่งในนั้น
“สมัยนั้น จะไปเรียนอะไรก็ต้องไปที่วัด คนยุคนั้นจึงได้วิชาชีพติดตัวมาจากการบวชมาก พอเข้าสู่ยุคคอมมิวนิสต์ต้องหลบซ่อนไว้ แต่พอหลังหมดยุคคอมมิวนิสต์แล้ว พอรัฐบาลรู้ว่าปู่ผมมีความรู้เรื่องการรักษาโรค จึงเรียกปู่ไปอบรมการแพทย์แผนจีนสมัยใหม่ในโรงพยาบาล แล้วให้ไปประจำตามหมู่บ้าน”
โดยหมอเท้าเปล่าจะถูกฝึกให้เน้นรักษาความเจ็บป่วยอย่างง่าย เป็นเหมือนผู้บริการการสาธารณสุขมูลฐานในระดับรากหญ้าที่เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา โดยใช้ทั้งยาแผนจีนและแผนตะวันตกร่วมด้วย

เมื่อเกิดมาในยุคสมัยแห่งรอยต่อ
หลังสิ้นสุดยุคสมัยของการปฏิวัติวัฒนธรรม ภาษาจีนก็เริ่มถูกใช้อย่างเป็นทางการและแพร่หลายมากขึ้น ประชาชนจีนต้องปรับตัวขนานใหญ่ รวมทั้ง เหยียน เซียงวา ด้วย
ด้วยความเป็นเป็นชาวไตลื้อ สิบสองปันนาโดยกำเนิด เขาเกิดในปี ค.ศ. 1982 ซึ่งในช่วงเวลานั้นเอง จีนถูกปกครองโดยกลุ่มผู้นำในพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีการสืบทอดอำนาจต่อกันมา เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญของประเทศหลายด้านอย่างก้าวกระโดด หนึ่งในนั้นคือ การศึกษา เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ หวังให้ประชากรในพื้นที่ชนบทห่างไกลที่เคยเข้าถึงการศึกษาต่ำก็เริ่มอ่านออกเขียนได้มากขึ้น
เขาเล่าให้เราฟังว่า แต่เดิม สิบสองปันนาใช้ภาษาไตลื้อเป็นหลัก และในยุคสมัยนั้น การเข้าถึงการศึกษาที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายทำให้สะท้อนผ่านการใช้ภาษาที่ต่างกันระหว่างหญิง-ชายด้วย
“ผมเกิดและโตที่สิบสองปันนา ในยุคนั้นการไปโรงเรียนไม่ได้ฟรีเหมือนตอนนี้ หากบ้านไหนมีเงินก็จะส่งลูกไปโรงเรียนที่รัฐจัดให้ ส่วนใครไม่มีเงินก็ต้องไปเรียนที่วัด
“รวมถึงตอนนั้นเรายังมีค่านิยมว่าเด็กผู้ชายทุกคนต้องบวช หากไม่บวชจะถือว่าเป็นคนเกเรที่ไม่ได้รับการฝึกฝนขัดเกลา และเมื่อเข้าไปบวช ก็จะได้เรียนภาษาไตลื้อที่วัด พวกผู้ชายทั้งสิบสองปันนาเลยพูดไตลื้อกันหมด แทบไม่ได้พูดภาษาจีนเลย
“แต่สำหรับผู้หญิงจะได้ไปโรงเรียน (เพราะไปวัดไม่ได้) เด็กหญิงเหล่านี้จะได้เรียนภาษาจีน และนำมาสู่การมีอาชีพการงานที่มั่นคง เช่น หมอ พยาบาล อาจารย์ ในขณะที่ผู้ชายจะทำมาค้าขาย ไม่ได้มีงานประจำ”
แต่ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้หญิงชาวไตลื้อกลับมีอาชีพที่ดี ได้เข้ารับราชการ และหารายได้ได้มากกว่าผู้ชายเสียอีก
เหยียน เซียงวา เล่าเสริมอีกว่า ในช่วงเวลานั้น รัฐบาลเริ่มมีนโยบายคุมกำเนิด หากเป็นชาวจีนหรือรับราชการจะมีลูกได้เพียง 1 คน แต่หากเป็นชาวไตลื้อ จะได้รับอนุญาตให้มีลูกได้ 2 คน และในเมื่อการเข้าถึงการศึกษายังเป็นเรื่องยากลำบาก ทำให้แต่ละบ้านต้องตัดสินใจเวลาส่งลูกเข้าเรียน
“ชาวไตลื้อได้รับอนุญาตให้มีลูกได้ 2 คน สำหรับครอบครัวที่ยากจนนั้น เมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียน พ่อแม่จะต้องเลือกให้ลูกคนที่เรียนดีกว่าไปโรงเรียน ส่วนอีกคนหนึ่งที่เรียนแย่กว่าก็ต้องอยู่บ้านช่วยพ่อแม่ทำงาน”
นอกจากเรื่องการศึกษา ในยุคสมัยนั้นประชาชนยังไม่ได้รับสวัสดิการที่ดีเท่าที่ควร และมีระบบการเก็บภาษีแบบ 100/10 คือ หากประชาชนหารายได้ได้ 100 ส่วน ต้องแบ่งให้รัฐบาล 10 ส่วน
“เราเรียกระบบนี้ว่า เก็บภาษีรวม ผมเห็นมาตั้งแต่รุ่นพ่อ และเพิ่งจบลงเมื่อประมาณ 15 ปีนี้เอง ปัจจุบันน่าจะมีการนำเงินเหล่านี้ชดเชยให้ชาวนาแล้ว”

เมื่อประชาชนเริ่มฉลาด และการมาถึงของ ‘โต่วอิน’
เมื่อยุคสมัยของ เหยียน เซียงวา ในวัยเด็กผ่านพ้นไป และเข้าสู่ยุคสมัยของปัจจุบัน หรือรุ่นลูก เขาเล่าให้เราฟังว่า ประเทศจีนในสายตาเขาเปลี่ยนไปจากในอดีตมาก โดยเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ โซเชียลมีเดีย และ การศึกษาของประชาชน
“ในช่วงวัยเด็ก ผมจำได้ว่าที่หมู่บ้านเรา (สิบสองปันนา) จะมีช่องทีวีท้องถิ่น ประชาชนสามารถโทรไปร้องเรียนเรื่องที่ไม่ยุติธรรมได้ แล้วรายการทีวีก็จะมาถ่ายทำ ทีวีช่องนี้ได้รับความนิยมมาก แต่ก็ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเหมือนยุคโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน”
การมาถึงของ โต่วอิน (Douyin) หรือ แอปพลิเคชันที่คล้าย TikTok แต่ใช้เฉพาะในจีนเท่านั้น กลายเป็นสิ่งที่เชื่อมจีนเข้ากับโลก เปิดมุมมอง ความคิดอ่านให้หนุ่มสาวจีนยุคใหม่ไม่ถูกขังไว้แต่ในประเทศอีกต่อไป โดยเฉพาะการไม่ยอมจำนนต่อการตัดสินใจของภาครัฐอย่างที่เคย
“คนจีนรุ่นนี้ทันโลกเพราะการศึกษาที่ดีขึ้น หากลองไล่เรียงดู ปู่ของผมแทบไม่ได้เรียนภาษาจีนเลย ส่วนรุ่นพ่อก็รู้ภาษาแบบงู ๆ ปลา ๆ พอมารุ่นผมถึงได้เรียนภาษาจีน แต่พอถึงลูกหลานผมตอนนี้ เขาได้เรียนภาษาจีน-อังกฤษแล้ว พวกเขาก็มีความรู้เยอะขึ้น เสียงของประชาชนก็ดังขึ้น รัฐจะทำอะไรก็โกหกไม่ได้แล้ว”
เหยียน เซียงวา ยังเล่าต่อไปถึงเหตุการณ์หนึ่งที่เคยเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมมาก นั่นคือคดีทำร้ายร่างกายระหว่างพ่อครัวและผู้มีอิทธิพลจนถึงแก่ชีวิต
“ในช่วงแรก ศาลตัดสินให้ผู้ที่ถูกทำร้ายกลายเป็นคนผิด แม้จะเป็นการป้องกันตัวก็ตาม แต่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนผ่าน vlog และ โต่วอิน ตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรม และจิตสำนึกของศาลด้วย”
ท้ายที่สุดแล้ว ด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย ทำให้ศาล และคณะลูกขุนนำคดีกลับมาพิจารณาใหม่ และตัดสินเปลี่ยนคำพิพากษาในที่สุด
นี่เป็นตัวอย่างที่โด่งดังมากถึงการที่โซเชียลมีเดียทำให้เสียงของประชาชนส่งไปถึงศาลได้ รวมถึงทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐ ติดตามถึงสิทธิ และประโยชน์ที่จะได้จากการทำงานของรัฐได้มากขึ้น แต่ในทางกลับกัน ประชาชนก็ต้องแลกด้วยความเป็นส่วนตัวที่ต้องมอบให้รัฐเช่นกัน
“ไม่เพียงแต่ประชาชนติดตามการทำงานของรัฐเท่านั้น รัฐก็จับตาประชาชนอยู่เช่นกัน เราจะเห็นกล้องวงจรปิดติดอยู่ทุกที่ หรือแม้แต่การติดตามตัวบุคคลจากการใช้แอป ฯ แผนที่ หรือแอปฯ สำหรับสแกนจ่ายเงินร้านค้า”

และในท้ายที่สุด เราถาม เหยียน เซียงวา ในฐานะประชาชนจีนคนหนี่ง ว่า รู้สึกอย่างไรที่ถูกจับตามองจากรัฐบาลเช่นนี้ เขาได้แต่ยิ้มให้เราเบา ๆ และตอบกับเราง่าย ๆ ว่า
“นี่คงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ และประชาชนเคยชินเสียแล้ว”
แต่หากให้มองถึงข้อดีจะพบว่า รัฐกำลังควบคุมชาวจีนในปัจจุบันให้มีพฤติกรรมที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนต่างหาก ไม่ว่าจะกับสังคมชาวจีนด้วยกันเองในประเทศ หรือในสังคมโลกก็ตาม