บางคนก่อเหตุรุนแรงซ้ำ ๆ แล้วกระบวนการยุติธรรมแก้อะไรไม่ได้เลยหรือ ?
คำถามตัวโต ๆ ที่อยู่ในใจคนเกือบทั้งสังคม ต่อเหตุอาชญากรรมรุนแรงในพื้นที่ จ.ชลบุรี เมื่อผู้กระทำผิดเคยผ่านกระบวนการลงโทษ จำคุก มาแล้วหลายครั้ง แต่ยังกลับมาก่อเหตุซ้ำต่อเนื่อง
เหตุใดการลงโทษจึงไม่สามารถยับยั้งพฤติกรรมความรุนแรงได้ ปัจจัยที่ผลักดันให้คน ๆ หนึ่งก้าวสู่การเป็นอาชญากรมาจากไหนกันแน่
The Active ชวนหาคำอธิบายข้อสงสัยเหล่านี้ ผ่านมุมมอง ประสบการณ์ของ ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ นักอาชญาวิทยา และผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายตำรวจ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยชี้ให้เห็นว่าในทางอาชญาวิทยา ไม่มีทฤษฎีใดที่อธิบายการก่ออาชญากรรมได้เพียงมิติเดียว แต่เป็นผลจากปัจจัยหลายด้านที่ทับซ้อนกัน ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว สังคม และกระบวนการยุติธรรมแนวคิดทางอาชญาวิทยามีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
- ระยะแรกเป็น “ทฤษฎีคลาสสิก” (Classical Criminology) ที่มองว่า มนุษย์ทั่วไปเป็นผู้มีเหตุผล สามารถก่ออาชญากรรมได้ และสามารถชั่งน้ำหนักระหว่างผลได้และผลเสียของการกระทำ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายและบทลงโทษที่ชัดเจน เพื่อยับยั้งไม่ให้คนเลือกกระทำผิด
- ต่อมา แนวคิดสายชีววิทยาและจิตวิทยา (Biological และ Psychological Theories) อธิบายว่า พฤติกรรมอาชญากรรมอาจสัมพันธ์กับพันธุกรรม (DNA) บุคลิกภาพ หรือประสบการณ์ในวัยเด็ก เช่น การถูกทอดทิ้ง ความรุนแรงในครอบครัว หรือบาดแผลทางจิตใจ แต่แนวคิดที่อธิบายว่า “พันธุกรรมเพียงอย่างเดียวทำให้คนเป็นอาชญากร” ถูกตั้งคำถามและลดความสำคัญลงในวงวิชาการสมัยใหม่
- หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นักอาชญาวิทยาหันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยทางสังคมมากขึ้น ผ่านกลุ่มทฤษฎีทางสังคมวิทยา (Sociological Theories) ที่ว่า ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การขาดโอกาสทางการศึกษา การเติบโตในชุมชนแออัด หรือการคบหากลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เพิ่มโอกาสเข้าสู่วงจรอาชญากรรม โดยเฉพาะเมื่อการทำผิดกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน
- ขณะเดียวกันยังมี Social Learning Theory ซึ่งเป็นแนวคิดที่อธิบายว่า พฤติกรรมอาชญากรรมสามารถเรียนรู้จากคนรอบตัว ผ่านการเลียนแบบ การได้รับการยอมรับ หรือการได้รับผลตอบแทนจากการกระทำผิด โดยในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 แนวคิดด้านอาชญาวิทยาเริ่มตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะบทบาทของเรือนจำ ว่าควรเป็นเพียงสถานที่ลงโทษหรือแยกผู้กระทำผิดออกจากสังคมเท่านั้นหรือไม่
“นอกจากการกันออกจากสังคมไม่ให้ไปก่อเหตุ หรือการลงโทษจำกัดอิสรภาพ อีกเหตุผลที่สำคัญกว่าก็คือ ต้องทำให้เขาเป็นปกติให้ได้ ก่อนที่จะกลับเข้ามาสู่สังคม เพื่อทำให้คนอื่น ๆ สามารถใช้ชีวิตด้วยกันได้โดยที่ไม่ไปก่อเหตุซ้ำอีก”
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ
การวิเคราะห์กรณีอาชญากรรมแต่ละคดี จึงไม่ควรชี้ไปที่สาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่ต้องมองภาพรวมของปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน ทั้งตัวบุคคล สภาพแวดล้อม โอกาสทางสังคม และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งล้วนมีส่วนหล่อหลอมให้พฤติกรรมอาชญากรรมเกิดขึ้นและดำรงอยู่

ในกระบวนการยุติธรรม มีการศึกษาเพื่อรู้ปัจจัยที่หล่อหลอมให้เป็นอาชญากรในแต่ละรายได้หรือไม่ ? ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ชี้ว่า ในต่างประเทศมีการศึกษาผู้ก่อเหตุมานานและยังคงดำเนินการอยู่ เช่น สำนักงานสอบสวนกลาง หรือ FBI จะมีนักอาชญาวิทยาทำหน้าที่สัมภาษณ์อาชญากร เพื่อทำโปรไฟล์ของอาชญากร โดยระบุเหตุผล ที่มา ของการก่ออาชญากรรม และนำผลลัพธ์ที่ได้ไปหาแนวทางแก้ไขร่วมกับนักสังคมสงเคราะห์ เหมือนที่ในภาพยนตร์นำเสนอ และทำไปจนกระทั่งว่า สามารถช่วยเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ผู้ปกครองมีความเสี่ยง หรือมีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมออกมาได้ รวมถึงการวิเคราะห์เพื่อป้องกันเหตุอื่น ที่อาจะเกิดเขึ้นและมีลักษณะคล้ายกัน เช่น ฆาตกรต่อเนื่อง ที่มีบุคลิกแสดงออกมา
“แต่ในประเทศไทยถามว่ามีไหม ก็มีแต่ไม่ได้มีแรงทำงาน ไม่ได้มีพลังทำงานมากขนาดที่จะไปนั่งไล่ทุกเคส ขอเข้าไปนั่งสัมภาษณ์ เอาจริง ๆ คนที่ใกล้ชิดที่สุดกับผู้กระทำความผิด ก็คือ ผู้คุมเรือนจำ ซึ่งอยู่ภายใต้กรมราชทัณฑ์ แต่ผู้คุมเรือนจำก็ไม่ได้เดินออกมาข้างนอกกับคนที่ถูกปล่อยตัว คือ แยกคนกัน แม้เขาเข้าใจที่สุด แต่เขาก็ยังอยู่ตรงนั้นและภาระงานก็เยอะ แค่เขาสามารถเอาตัวรอดไปในแต่ละวันโดยที่ไม่ให้เกิดเหตุร้ายก็ยากแล้ว เพราะว่าอัตรากำลังน้อยมากถ้าเทียบกับจำนวนผู้ต้องขัง”
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ
อัตราผู้คุมน้อย สวนทางผู้ต้องขัง
โอกาสแก้พฤติกรรมก่อนพ้นโทษจึงเกิดขึ้นได้ยาก
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช อธิบายว่า ปัญหาสำคัญของระบบราชทัณฑ์ คือจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแลผู้ต้องขังมีไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ต้องขังที่มีอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะโฟกัสผู้ต้องขังเป็นรายบุคคล เก็บข้อมูล ทำความเข้าใจปัจจัยของการกระทำผิด หรือทำงานเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างจริงจังก่อนกลับคืนสู่สังคม
สำหรับทางออก มองว่า ไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมารับผิดชอบ แต่ควรเพิ่มศักยภาพให้กับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะ “กรมคุมประพฤติ” ซึ่งทำหน้าที่ด้านนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังขาดกำลังคนและทรัพยากร
“จริง ๆ แล้วคนที่ทำงานเรื่องนี้อยู่แล้วก็คือคุมประพฤติ เขาทำอยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่มีกำลัง เราก็เพิ่มกำลัง เพิ่มความแข็งแรงให้เขา เจ้าหน้าที่คุมประพฤติก็มีพื้นฐานด้านพฤติกรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง มีความเข้าใจเรื่องผู้กระทำผิดอยู่แล้ว เพียงแต่อาจยังไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้เชิงลึก หรือทำวิจัยเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ การเก็บข้อมูล และการวิเคราะห์ผู้กระทำผิดอย่างเป็นระบบ”
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ย้ำว่า สิ่งที่ขาดไม่ใช่ความรู้ของเจ้าหน้าที่ แต่คือเวลาที่จะลงไปทำงานกับผู้กระทำผิดแต่ละคนอย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นต้องเพิ่มคน หรือเพิ่มยูนิตภายในงานคุมประพฤติ ไม่จำเป็นต้องตั้งองค์กรใหม่ ใช้คุมประพฤติที่มีอยู่แล้วให้ทำหน้าที่นี้ แล้วก็เพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างราชทัณฑ์ คุมประพฤติ และตำรวจ ซึ่งจริง ๆ ก็ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว หรืออาจมีทีมเฉพาะกิจที่ทำงานร่วมกันเป็นรายกรณี โดยติดตามดูแลผู้กระทำผิดเป็นรายบุคคล มากกว่าการออกนโยบายในภาพรวมทั้งประเทศ
เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ชี้ว่า ระบบราชทัณฑ์ของหลายประเทศให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านบุคลากรและสภาพแวดล้อมในเรือนจำมากกว่า เช่น เกาหลีใต้ ที่มีการวางระบบภายในเรือนจำให้สามารถทำงานได้ โดยเสนอประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม
“ลองดูเกาหลี หรือ หลายประเทศ เรือนจำเขามีผู้คุมจำนวนมาก การคุมขังเป็นสัดส่วน ไม่แออัด มีมาตรฐานและคุณภาพ แต่ของบ้านเรา ถ้าเคยเข้าไปดูจะเห็นว่าผู้ต้องขังแออัดจริง และผู้คุมก็น้อยจริง ๆ น้อยจนแค่จัดเวรให้ครบก็แทบไม่มีแรงไปทำอย่างอื่นแล้ว”
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ
คดียาเสพติดรายย่อย ต้นเหตุเรือนจำแออัด
เสนอใช้แรงงานแทนการคุมขัง ลดกระทำผิดซ้ำ
ปัญหาเรือนจำแออัด ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจาการนำผู้กระทำผิดในคดีเล็กน้อย รวมถึงผู้ต้องหาระหว่างพิจารณาคดี เข้ามาคุมขังในเรือนจำหรือไม่ ประเด็นนี้ ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช มองว่าสอดคล้องกับผลการศึกษาที่เคยทำวิจัยไว้ เมื่อปี 2563 เมื่อพบว่า ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ของประเทศไทยเป็นผู้กระทำผิดใน “คดียาเสพติดรายย่อย” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ ทำให้เรือนจำมีผู้ต้องขังล้นเกินศักยภาพ

“ผมเคยทำวิจัยเรื่องนี้ พบว่าคนที่ติดคุกมากที่สุดคือคดียาเสพติด และเป็นคดียาเสพติดรายย่อย เช่น สิบเม็ด ยี่สิบเม็ด ประมาณ 70% ของคนในเรือนจำทั้งหมด ถ้าสมมติเรือนจำมีผู้ต้องขังหนึ่งแสนคน ก็หมายความว่ามีคนกลุ่มนี้ประมาณเจ็ดหมื่นคน”
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ
หากสามารถลดจำนวนผู้กระทำผิดกลุ่มนี้ที่ต้องเข้าสู่เรือนจำได้ ภาระของระบบราชทัณฑ์จะลดลงอย่างมาก ทั้งในแง่ความแออัดและการดูแลผู้ต้องขัง ซึ่งมีข้อเสนอว่า “ลองเอาคนกลุ่มนี้ออกจากเรือนจำ เพื่อให้ทำงานง่ายขึ้น” แต่แนวคิดนี้ยังเป็นประเด็นที่สังคมมีความเห็นแตกต่าง เพราะหลายฝ่ายกังวลว่าจะถูกตีความว่า เป็นการผ่อนปรนการปราบปรามยาเสพติด
“เวลาคุยเรื่องนี้ในสภาฯ ก็คุยกันยาว คนที่ไม่เห็นด้วยก็จะมองว่า ถ้าไม่จับแล้ว ยาจะเต็มประเทศหรือเปล่า ต้องจับให้หมด ต้องลงโทษให้หนัก ขณะที่อีกมุมหนึ่งมองว่า ถ้าบริหารจัดการผู้กระทำผิดกลุ่มนี้ด้วยวิธีอื่น ก็จะทำให้ระบบยุติธรรมและเรือนจำจัดการคดีที่เหลือได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ
จากผลการวิจัยจึงเสนอแนวคิดการใช้ มาตรการแรงงานแทนการคุมขัง สำหรับผู้กระทำผิดคดียาเสพติดรายย่อย โดยเปิดโอกาสให้ทำงานในภาคอุตสาหกรรม หรือภาคประมง ซึ่งกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน แทนการใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในเรือนจำ คือ เอาคนกลุ่มนี้ไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม หรือภาคประมงที่ยังขาดแรงงาน ไม่ต้องเข้าเรือนจำเลย เพราะงานเหล่านี้ก็หนักไม่แพ้การถูกคุมขัง แต่เขาได้ทำงาน ได้เรียนรู้ และอาจมีอาชีพติดตัว
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ยังยอมรับว่า แนวทางข้างต้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที เพราะต้องอาศัยการแก้ไขกฎหมายรวมถึงความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการที่จะเข้ามาร่วมรับผู้กระทำผิดเข้าสู่ระบบการจ้างงาน ผู้ประกอบการก็อาจต้องมีแรงจูงใจ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อให้เปิดรับคนกลุ่มนี้เข้าทำงาน เพราะอาจช่วยลดการกระทำผิดซ้ำได้มากกว่าการคุมขังเพียงอย่างเดียว แทนที่จะปล่อยให้ผู้กระทำผิดใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ ก่อนกลับไปยังสภาพแวดล้อมเดิม ก็เป็นการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตด้วยการสร้างทักษะ อาชีพ และโอกาสใหม่
“ทุกวันนี้เราเอาเขาเข้าไปอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมในเรือนจำ พอพ้นโทษก็กลับไปอยู่บ้านเดิม ชุมชนเดิม เพื่อนกลุ่มเดิม สุดท้ายก็กลับไปขายยาเหมือนเดิม เพราะเขาจะทำอะไรกิน ถ้าเราโยกชีวิตเขาไปเลย ให้ไปทำงานที่อื่น มีทักษะเพิ่ม มีโอกาสใหม่ มันอาจเปลี่ยนชีวิตเขา เปลี่ยนสังคมได้”
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ
- อ้างอิงวิจัย: ความเป็นไปได้ในการควบคุมผู้กระทำความผิดโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
‘คุก’ ไม่ควรมีหน้าที่เพียงลงโทษ
แต่ต้องทำให้คนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้
แล้วระบบเรือนจำ ควรมีบทบาทอย่างไร ? ในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช อธิบายว่า หากมองตามหลักการของกระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่ หน้าที่ของเรือนจำไม่ใช่เพียงการลงโทษ แต่คือการ “แก้ไขฟื้นฟู” ผู้กระทำผิดให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อีกครั้ง คำว่า Corrections ที่ใช้เรียกระบบราชทัณฑ์ในหลายประเทศ มีความหมายตรงตัวว่า “การแก้ไข” คือ หน้าที่ของทั้งราชทัณฑ์และคุมประพฤติ คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้กระทำผิด มากกว่าการควบคุมตัวเพื่อลงโทษเพียงอย่างเดียว

สำหรับแนวคิดของราชทัณฑ์ในประเทศไทยมีรากฐานมาจากการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ในการลงโทษผู้กระทำผิด แต่ในช่วงประมาณ 10-20 ปีที่ผ่านมา แนวคิดได้ค่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่หลักการแบบสากลที่เน้นการฟื้นฟูผู้กระทำผิด คือ ผู้กระทำผิดอาจเข้ามาในเรือนจำพร้อมปัญหาและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
แต่เป้าหมายเรือนจำ คือ การทำให้คนคนนั้นกลับออกไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ซึ่งระยะเวลาอาจยังไม่นานพอที่จะทำให้ระบบการทำงานและความเข้าใจของสังคมเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ย้ำด้วยว่า คนในราชทัณฑ์และคนในกระบวนการยุติธรรมส่วนใหญ่เข้าใจแล้วว่า วัตถุประสงค์หลักไม่ใช่การลงโทษ แต่คือการทำให้คนคนหนึ่งที่เข้ามาในระบบ สามารถออกไปเป็นคนปกติให้ได้
“วัตถุประสงค์หลัก คือ การฟอกคนคนหนึ่งจากสีดำ ทำให้เขาออกมาออกมาขาวให้ได้ แก้ไขให้ออกมาเป็นมนุษย์ปกติให้ได้ ด้วยวิธีใดก็ตาม นี่คือหน้าที่ของราชทัณฑ์ ไม่ใช่ว่าหน้าที่การลงโทษ เพราะว่าลงโทษไปก็ไม่มีประโยชน์ ลงโทษให้จองจำ เขาก็ออกมาเป็นโจรอีก วนลูปอยู่อย่างนี้”
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ
กรณีนักโทษรุนแรง
ต้องมีมาตรการจำกัดความเสี่ยงควบคู่การฟื้นฟู
ในกรณีผู้กระทำผิดคดีอุกฉกรรจ์ ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช มองว่า การถกเถียงเรื่องโทษประหารชีวิตอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญคือ การมีมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ยังเป็นอันตรายกลับไปสร้างความเสียหายซ้ำ เสนอว่า ในคดีที่มีความร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อสังคม ศาลอาจกำหนด ระยะเวลาขั้นต่ำในการจำคุก เพื่อให้การปล่อยตัวเป็นไปบนพื้นฐานของความปลอดภัยของสังคม มากกว่าการลดโทษตามกระบวนการทั่วไป
“ผมเคยพูดมานานแล้วว่า ถ้าจะเถียงกันเรื่องโทษประหารชีวิต คุณจะไม่มีโทษประหารก็ได้ เพราะโลกก็ไม่ได้ต้องการ แต่คุณต้องมีวิธีจำกัดคนเหล่านี้ไม่ให้ออกมาสร้างอันตรายต่อชุมชน อาจเป็นอำนาจของศาลที่จะกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการจำคุกสำหรับคดีอุกฉกรรจ์ เพราะปัจจุบันโทษประหารหลายคดี เมื่อลดโทษไปเรื่อย ๆ บางคนจำคุกไม่ถึง 20 ปีก็ออกมาแล้ว ซึ่งบางคนยังแข็งแรงพอที่จะกลับไปก่อเหตุได้อีก”
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ
ยกตัวอย่างว่า หากผู้กระทำผิดได้รับการปล่อยตัวเมื่อมีอายุมากขึ้น ความเสี่ยงในการกลับไปก่อเหตุอาจลดลง แต่ก็ต้องมีระบบรองรับหลังพ้นโทษควบคู่กัน เช่น สมมติออกมาตอนอายุ 70 ปี ก็อาจเกษียณจากการใช้ชีวิตแบบเดิมได้ แต่เรื่องนี้ก็ต้องไปเชื่อมกับระบบสวัสดิการของสังคม เพราะถ้าไม่มีอะไรรองรับ คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำมาหลายสิบปี พอออกมาก็อาจไม่รู้จะใช้ชีวิตอย่างไร ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเหมือนตัวอย่างในภาพยนตร์ The Shawshank Redemption ที่ผู้ต้องขังบางคนไม่สามารถปรับตัวกลับสู่สังคมได้ แม้จะไม่ได้มีพฤติกรรมอาชญากรรมแบบเดิมแล้ว
“การป้องกันการกระทำผิดซ้ำไม่ใช่หน้าที่ของเรือนจำเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของระบบยุติธรรม การฟื้นฟู และระบบสวัสดิการสังคม เพื่อให้ผู้พ้นโทษสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง และไม่หวนกลับเข้าสู่วงจรอาชญากรรมอีกครั้ง”
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ
การให้พื้นที่-ผลิตซ้ำ หวั่นทำให้อาชญากรกลายเป็น ‘ซูเปอร์สตาร์’
ส่วนในกรณีผู้ก่อเหตุล่าสุด ที่ จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนควรมีบทบาทอย่างไร ? เพื่อไม่ให้การนำเสนอข่าวกลายเป็นปัจจัยที่สร้างผู้ก่อเหตุรายใหม่ ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช มองว่า ความต้องการได้รับการยอมรับหรือความสนใจเป็นเรื่องที่พบได้ตามธรรมชาติของมนุษย์ และอาจกลายเป็นแรงเสริมให้ผู้กระทำผิดบางคนรู้สึกว่าตนเองมีตัวตนหรือมีคุณค่า หรือในช่วงที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา ผู้ต้องหาบางรายกลับได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก จนสามารถสร้างชื่อเสียงและผลประโยชน์จากกระแสข่าวได้ แม้ท้ายที่สุดศาลจะพิพากษาว่ามีความผิด ที่ผ่านมาได้สะท้อนประเด็นนี้มาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่คดีที่ได้รับความสนใจอย่างกรณี “ลุงพล” แต่สังคมยังไม่สามารถเรียนรู้บทเรียนจากปรากฏการณ์ดังกล่าวได้

“จริง ๆ คนที่คิดแบบนี้มีอยู่เยอะ แล้วมันก็เป็นสภาวะปกติของมนุษย์ ถ้ารู้สึกว่าได้รับความสนใจ ได้รับการยอมรับ มันก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่มนุษย์ต้องการ นอกจากเรื่องเงินทองหรือปัจจัยพื้นฐาน ระหว่างต่อสู้คดี เขายังไม่ได้ถูกตัดสินว่าเป็นผู้กระทำความผิด แต่กลับมีชื่อเสียง ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เราควรปล่อยให้เป็นแบบนั้นจริงหรือ”
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ
เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ การรายงานข่าวอาชญากรรมของไทยมักให้พื้นที่กับตัวผู้ก่อเหตุมากกว่า จนอาจทำให้อาชญากรบางคนกลายเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจจากสังคม ขณะที่ในต่างประเทศ เขาไม่ได้ให้ค่าผู้กระทำผิด ไม่เอ่ยชื่อ ไม่ทำข่าวกระหน่ำ แต่บ้านเราเปิดโทรทัศน์ก็เจอ เปิดมือถือก็เจอ ทุกช่อง ทุกแพลตฟอร์ม ทำข่าวซ้ำไปซ้ำมา จนอาชญากรคนหนึ่งกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ได้ ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลจากภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการเติบโตของสื่อออนไลน์และโทรทัศน์ดิจิทัล ทำให้มีผู้ผลิตข่าวจำนวนมาก และทุกสื่อต่างแข่งขันกันนำเสนอข่าวที่ได้รับความสนใจ
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช เห็นว่า แม้ในคดีอุกฉกรรจ์รุนแรงอาจไม่ใช่รูปแบบที่เกิดการเลียนแบบได้ง่าย แต่ในคดีบางประเภทที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เคยพบปรากฏการณ์ดังกล่าวมาแล้ว เช่น ยุคที่มีการปาหินใส่รถ หรือเหตุลักษณะคล้าย ๆ กัน พอเกิดเคสหนึ่ง ก็มีคนทำตามอีกหลายเคส ซึ่งการเผยแพร่ข่าวอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้พฤติกรรมบางอย่างถูกเลียนแบบ แม้จะไม่ใช่สาเหตุเพียงประการเดียวก็ตาม
ป้องกันอาชญากรรม
เริ่มจากทำให้คนมีคุณภาพชีวิตดี ไม่ใช่แก้เมื่อเกิดเหตุ
หากต้องการป้องกันไม่ให้คนก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชญากรรมตั้งแต่ต้น สังคมควรมีแนวทางอย่างไร หรือควรเฝ้าระวังสัญญาณอะไรเป็นพิเศษ ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตอบสั้น ๆ ว่า “ต้องทำให้ประเทศเจริญ”
เพราะสิ่งสำคัญของการป้องกันอาชญากรรม ไม่ได้อยู่ที่การตั้งหน่วยงานใหม่หรือเพิ่มมาตรการเฉพาะกิจ แต่อยู่ที่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้ทุกคนมีปัจจัยพื้นฐานที่เพียงพอ แม้ว่าอาจมีคนที่ขึ้นมาเป็นอาชญากรอยู่ แต่ก็ไม่ได้ผลิตอาชญากรได้ง่าย เพราะหากประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ย่อมลดแรงผลักดันที่นำไปสู่การกระทำผิด
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ยกตัวอย่างว่า ในอดีตเงินเดือนเริ่มต้นกับราคาทองคำเคยอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แต่ปัจจุบันค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ของประชาชนอย่างมาก
“เมื่อก่อนทองบาทละ 6,000-7,000 บาท เงินเดือนก็ 6,000-7,000 บาท ยังซื้อทองได้ 1 บาท แต่ทุกวันนี้เงินเดือนเริ่มต้น 15,000-20,000 บาท ขณะที่ทอง 60,000-70,000 บาทแล้ว มันโตไม่ทัน แล้วสิ่งที่ผูกกับราคาทองก็คือค่าครองชีพที่เราเห็นได้ชัด ก๋วยเตี๋ยวจาก 5 บาท 10 บาท ทุกวันนี้ 70-80 บาทแล้ว”
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ
นอกจากเรื่องรายได้ รัฐยังต้องแก้ปัญหาพื้นฐานอื่นควบคู่กัน ทั้งที่อยู่อาศัย การศึกษา และความเหลื่อมล้ำในสังคม ทำให้ไม่มีชุมชนแออัด หากยังไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมได้อย่างยั่งยืน
“เราไปแก้ที่ปลายเหตุ จับกันทีละล้านเม็ด พันล้านเม็ด มันก็ไม่หมด เพราะยังมีคนที่ต้องขาย และยังมีคนที่ต้องซื้อ เพราะฉะนั้นก็ต้องกลับไปแก้ที่ประเทศ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่จะทำให้เรื่องนี้ดีขึ้น”
ผศ.ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ

ถึงตรงนี้การป้องกันอาชญากรรม ควรเริ่มจากการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเมื่อเกิดผู้กระทำผิดแล้ว ระบบยุติธรรมต้องทำหน้าที่ฟื้นฟูเพื่อลดการกระทำผิดซ้ำ โดยเฉพาะประเด็นเรือนจำแออัด และการบริหารผู้ต้องขัง ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับการผลักดันต่อไป
ปัจจัยของการเป็นอาชญากร อาจไม่สามารถตอบได้ด้วยปัจจัยเพียงด้านเดียว เพราะอาชญากรรมเกิดจากหลายเงื่อนไขประกอบกัน งานวิจัยในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาองค์ความรู้มาอย่างต่อเนื่อง และในแต่ละช่วงเวลานี้ ก็มีข้อมูลใหม่ที่เข้ามาทบทวนความเชื่อเดิม ๆ และสำหรับนักอาชญาวิทยาแล้ว มองว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิตอาชญากรในระดับสังคมมากที่สุด คือ โครงสร้างทางสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชน คือการที่คนใช้ชีวิตไม่ได้ มากกว่าจะเป็นเรื่องของพันธุกรรม หรือ ดีเอ็นเอ

